ชั่วคราว ฤ นิรันดร์ นิทรรศการศิลปะที่ตรวจสอบความขัดแย้ง ระหว่างความบอบบางของชีวิตในครัวเรือน กับน้ำหนักของวิสัยทัศน์การพัฒนาโดยรัฐ
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
โดยปกติ ศิลปะมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสดชื่น มีความสุข และความสวยงาม แต่ในบางครั้งศิลปะก็สามารถพูดถึงความจริงที่น่าหดหู่ของชีวิตก็ได้ เช่นเดียวกับผลงานของไพศาล อำพิมพ์ ศิลปินที่พำนักและทำงานอยู่ที่เชียงใหม่
ผลงานของเขาเชื่อมโยงเสียงของผู้คนชายขอบกับโครงสร้างนโยบายรัฐที่กดทับ โดยสำรวจประเด็นการเปลี่ยนผ่านของเมือง สิทธิแรงงาน และภูมิทัศน์สังคมการเมืองของภาคอีสาน ผ่านงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางจากวัตถุสำเร็จรูป ซึ่งแปรเปลี่ยน “ผลกระทบอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ของการพัฒนาให้กลายเป็นภาษาภาพที่จับต้องได้
ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาอย่าง “ชั่วคราว ฤ นิรันดร์” (Temporary or Eternal) เป็นนิทรรศการศิลปะจัดวางที่ตรวจสอบความขัดแย้งระหว่างความบอบบางของชีวิตในครัวเรือน กับน้ำหนักของวิสัยทัศน์การพัฒนาโดยรัฐ
ผลงานของเขาวิพากษ์การพัฒนาแบบสั่งการจากส่วนกลาง ผ่านวัตถุพื้นบ้านอย่างหมอน เสื่อกก และโอ่งมังกร ตัดกับภาพรางรถไฟและเมกะโปรเจ็กต์รัฐ สะท้อนเสียงของแรงงานพลัดถิ่นและผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกที่มักถูกมองไม่เห็น
งานนี้ตั้งคำถามว่า “ใครได้ไปต่อ” และ “ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ใต้เงาภาพฝันของ Smart City และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

วรเทพ อรรคบุตร นักวิชาการทางศิลปะผู้มักเชื่อมโยงทฤษฎีทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์ชีวิตจริง ผู้รับบทบาทภัณฑารักษ์ กล่าวถึงนิทรรศการครั้งนี้ว่า
“นิทรรศการนี้เป็นงานที่ศิลปินไพศาล อำพิมพ์ เริ่มมาจากประสบการณ์ที่เขาเป็นสมาชิกในชุมชนที่อยู่ข้างทางรถไฟในจังหวัดขอนแก่น ส่วนหนึ่งเริ่มจากประสบการณ์ส่วนตัวของไพศาลเองที่ครอบครัวเขาไม่ได้มีฐานะดี และพ่อของเขาก็เป็นพนักงานขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เขาเลยรู้สึกถึงความไม่มั่นคงของที่อยู่อาศัยและการทำมาหากินของคนภาคอีสานส่วนใหญ่ หรือคนภาคต่างๆ ที่ต้องออกไปแสวงหาโอกาส ไพศาลเห็นว่า มีสัญญาณตั้งแต่ช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีสัมปทานของบริษัทใหญ่ที่จะกว้านซื้อที่ดินสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปยังหนองคาย ในช่วงที่มีความวาดหวังว่าจะสร้างความเชื่อมโยงของการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศจีน ก็เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของที่อยู่อาศัยในชุมชน เป็นกรณีหนึ่งที่กระทบกับศิลปินโดยตรง และในส่วนนั้นก็เกิดขึ้นจริงกับหลายๆ คนที่ไพศาลเห็นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ต้องมีการได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาที่อยู่ใหม่หรือการได้รับเงินชดเชยที่ทำไปพอเป็นพิธี ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดถึงคำว่า “ชั่วคราว ฤ นิรันดร์” ในความหมายที่ว่า คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเสียสละ หมายถึงพวกเขาจะมีความมั่นคงความสบายเพียงชั่วครู่ชั่วคราว แต่การที่จะหาโอกาส ขยับขยายฐานะ หรือลืมตาอ้าปาก เป็นเหมือนกับการติดอยู่ในหล่มชั่วนิรันดร์ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการในครั้งนี้”
วรเทพยังกล่าวถึงที่มาที่ไปของนิทรรศการครั้งนี้ว่า
“จุดเริ่มต้นที่ไพศาลทำเป็นครั้งแรกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการชื่อว่า “อีสานสามัญ” Common Exercises : Isan Contemporary Report ภัณฑารักษ์คือ ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต และอัจฉรา นวลสวาท ที่มีการสำรวจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ถูกถ่ายทอดหรือถูกตีความ วิพากษ์วิจารณ์สภาพของความเป็นอยู่ของคนในภาคอีสาน และความขัดแย้งในเรื่องของการเมืองและทรัพยากร แต่ส่วนที่ไพศาลทำ เขาสนใจจากพื้นฐานที่ว่าบ้านคุณแม่เขาอยู่ในชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกรื้อ และถูกไล่ที่
สำหรับไพศาล นี่เป็นส่วนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานกับสิ่งของใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื่อกก, หมอน, โอ่งมังกร หรือมุ้ง ล้วนเกิดจากคำถามที่ไพศาลมีกับแม่ของเขาว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเราต้องย้ายที่อยู่อาศัย หรือไปหาที่อยู่ใหม่ แม่จะเอาอะไรไปด้วย แม่ของเขาก็ตอบว่า จะเอาหมอนไปเพียงใบเดียว เพราะว่าสมบัติที่มีทั้งชีวิตก็คือเสื่อผืนหมอนใบ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการที่ไพศาลทำงานร่วมกับแฟนอย่างธิติญา เหล่าอัน ในโครงการที่วิจัยร่วมกัน โดยส่วนหนึ่งธิติญาก็ทำงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนที่ถูกตีตราว่าเป็นคนจนเมือง สลัม คนที่มีปัญหา เช่น เป็นแหล่งมั่วสุมของยาเสพติด หรือประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสม ก็เลยเป็นที่มาของการนำหมอนมาใช้ในงานชิ้นแรกๆ ที่จัดแสดงที่ BACC (Bangkok Art and Culture Centre)”
นอกจากงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางที่เป็นแกนหลักแล้ว ในนิทรรศการนี้ยังมีงานจิตรกรรมเปี่ยมสีสันที่สะท้อนถึงภาพชีวิตของผู้คนที่ไร้โอกาสอยู่อีกด้วย

“ในส่วนของจิตรกรรม ส่วนหนึ่งนอกจากการพูดถึงสมบัติชิ้นสุดท้ายของคนที่ต้องร่วมชะตากรรมในแบบเดียวกับคุณแม่ของไพศาล เขามีโอกาสได้เอาหมอนใหม่ไปแลกหมอนเก่า ในระหว่างกระบวนการแลก ทำให้ไพศาลได้มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสกับความเป็นอยู่ในบ้านของชาวบ้าน
ลองจินตนาการถึงชีวิตประจำวันของคนที่มีรายได้น้อย เขาพบว่า ชาวบ้านและคนที่มีรายได้น้อย เขาหวังพึ่งสินค้าราคาถูกในร้าน 20 บาท เขาก็หยิบเอาสีในพวกถ้วยพลาสติก กะละมัง หมอนมาจิ้มเป็นโค้ดสี และเอามาวาดเป็นบรรยากาศภายในห้องของชาวบ้านเหล่านั้น และทำให้เกิดสีอีกชั้นหนึ่ง โดยทาบมุ้งติดทับเข้าไป ซึ่งมุ้งก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไพศาลไปแลกมากับชาวบ้านจริงๆ”
งานศิลปะจัดวางทั้งหมดในนิทรรศการครั้งนี้ ถูกทำขึ้นจากวัตถุพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น หมอนและเสื่อกก ที่ถูกแลกกับข้างของของชาวบ้านจากบ้านเรือนในจังหวัดขอนแก่นบ้านเกิดของเขา
“งานอีกชุดที่เป็นหมอนที่ถูกทางรถไฟทับ ไพศาลพบว่า มีชาวบ้านหลายคนที่ทั้งชีวิตเขาไม่มีหมอน บางคนใช้ตุ๊กตาเป็นหมอนหนุนหัวแทนหมอน บางคนใช้ถุงพลาสติกยัดเศษผ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขานึกถึงความฝันที่ถูกกดทับของคนที่ขาดโอกาสมาตลอดชีวิต
หลังจากหมอนก็นำไปสู่มุ้ง ซึ่งมีที่มาจากการที่ไพศาลเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อเขาเป็นเจ้าหน้าที่ อ.อ.ป. (องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้) เขาต้องเดินทาง ซึ่งมีจังหวะชีวิตที่เขาต้องประสบกับการนอนพักค้างอ้างแรมระหว่างทาง สิ่งที่จำเป็นในชีวิตก็ไม่พ้นมุ้ง หมอน เสื่อ และโอ่งน้ำ เพราะว่าโอ่งน้ำเป็นส่วนสำคัญที่เวลาแรงงานอพยพไปไหน เขาก็จะพกเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการใช้ชีวิต เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกครัวเรือน ก็เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไพศาลหยิบเอามุ้งและโอ่งน้ำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานศิลปะจัดวางในนิทรรศการของเขา”


หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของนิทรรศการคือ ผลงานศิลปะจัดวางที่มีชื่อว่า Where are you, I am Here (2018) ที่สะท้อนประสบการณ์ของชุมชนที่มักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากเมกะโปรเจ็กต์ แต่กลับเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาได้เป็นอย่างดี
“งานศิลปะจัดวางชิ้นนี้เป็นงานที่มีเหล็กรางรถไฟวางทับอยู่บนหมอนที่ไพศาลไปขอแลกกับชาวบ้านที่อยู่ในละแวกชุมชนที่จะถูกไล่ ตลอดระยะทางที่เขาจะทำทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง เหล็กที่เอามาทับหมอน ไพศาลไปขอซื้อจากบริษัทฯ ที่ผลิตให้การทางรถไฟฯ เป็นงานแบบ ready made”
เมื่อเห็นรายละเอียดและเนื้อหาของผลงาน หลายคนอาจคิดว่านิทรรศการครั้งนี้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองอย่างจะแจ้ง รุนแรง แต่วรเทพกล่าวแย้งว่า
“นิทรรศการนี้ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองอย่างจะแจ้ง แต่พูดได้ว่าเป็นการเมืองในแง่ที่ว่า คำว่า Temporary หรือความชั่วคราว มีความหมายสองแง่สองง่าม พลิกผันในแง่ที่ว่า คนมีอำนาจสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้โดยฉับพลันทันทีทันใด ในขณะเดียวกัน คนที่ขาดโอกาสก็อาจจะได้รับความสุขสบายเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ นั่นคือสองอย่างที่เป็นความชั่วคราว ฤ นิรันดร์ เป็นเหมือนชะตากรรมของคนสองกลุ่มที่อยู่คนละฝั่ง คนละขั้ว คือคนที่มีโอกาสกับคนที่ไม่มีโอกาส
เพราะฉะนั้น นี่คือตัวอย่างของการพูดถึงการต้องแบกรับความสุขสบายที่ไม่ใช่ของตนเอง หรือติดกับความลำบาก ทั้งชั่วครั้งชั่วคราวหรือนิรันดร์ โดยธิติญา (แฟนของไพศาล) เปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนตัวละครที่อยู่ในเกมเศรษฐี มีฝ่ายหนึ่งที่ต้องถูกโยกย้าย คนที่ไม่มีอำนาจทางการเงิน อำนาจในการตัดสินใจ เป็นเหมือนกับคนที่ต้องยอมรับว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ และต้องถูกสับเปลี่ยนให้ชะตาชีวิตต้องไปเจอกับความยากลำบากชั่วนิรันดร์ ก็อาจจะมีโอกาสหรือความหวังบ้างเพียงชั่วคราว”



เราอดสงสัยไม่ได้ว่า นิทรรศการครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาทางสังคมในประเด็นนี้ได้หรือไม่ ซึ่งวรเทพทิ้งท้ายให้เราฟังว่า
“ตอบตามตรง สำหรับผมคิดว่าเป็นไปได้ยาก เพราะงานไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นสัญลักษณ์ที่กระแทกใจ แต่เป็นส่วนขยายที่ทำให้เราเข้าใกล้สิ่งที่สัมผัสได้จริงๆ ของประสบการณ์ชีวิตที่อยู่ในวัฏจักร 24 ชั่วโมงของคนคนหนึ่ง ที่เชื่อมโยงกันได้ระหว่างคนจน, คนรวย, คนชั้นสูง คือการกิน, การหลับนอน, การต้องการปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ดี, อาหารที่ดี, น้ำสะอาด สารภาพตามตรงว่าในฐานะภัณฑารักษ์ งานนี้ไม่ได้จู่โจมไปที่สัญลักษณ์ใดสัญลักษณ์หนึ่ง แต่ใช้วิธีการในการขุดคุ้ยให้เห็นสิ่งที่ธรรมดามากๆ ในชีวิตคนเรา ที่เราหยิบจับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยที่เราอาจจะลืมไปว่า สิ่งที่ดูเล็กน้อยแบบนี้อาจจะบอกอะไรได้มากมายเกี่ยวกับคนที่ยังคงรอช่วงเวลาที่ความสุข ความฝันของพวกเขาจะเป็นไปได้จริง จับต้องได้อย่างยาวนาน และเป็นความฝันที่ไม่ต้องอยู่กับความไม่แน่น่อน ไม่ขึ้นอยู่กับความชั่วครู่ชั่วยาม หรือเรียกได้ว่าเป็นชะตากรรมชีวิตที่แกว่งไปมาชั่วนิรันดร์”
เมื่อรับรู้มาทั้งหมดทั้งมวลทำให้เรารู้สึกได้ว่า นิทรรศการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการวิพากษ์การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม หากยังเป็นการย้ำเตือนถึงความพยายามและความเข้มแข็งของผู้คนที่ต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ภายใต้โอกาสที่จำกัด และนโยบายรัฐแบบรวมศูนย์ที่มอบที่พักพิงให้พวกเขาเพียงชั่วคราว แต่ทำให้การดำรงอยู่ของพวกเขา “ไร้ตัวตน” อย่างยาวนาน
“ชั่วคราว ฤ นิรันดร์” (Temporary or Eternal) โดย ไพศาล อำพิมพ์ และภัณฑารักษ์ วรเทพ อรรคบุตร จัดแสดงที่ DC Collection [Panic Room] ถนนมณีนพรัตน์, เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม – 13 เมษายน 2569 เข้าชม พฤหัสบดี-อาทิตย์ 11:00-19:00 น. (ปิดทำการ วันจันทร์-พุธ)



ขอบคุณภาพจาก วรเทพ อรรคบุตร และ DC Collection [Panic Room]
ลิงก์ภาพประกอบ https://drive.google.com/drive/folders/1gZHUfu3PICi42c6ey_qKbStg3FGSctfv
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
