ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ยังคงเป็นตัวในเซกเมนต์ SUV บ้านเราไม่เปลี่ยนสำหรับฮอนด้า ซีอาร์-วี
ล่าสุดกับรุ่นโมเดลเยียร์ 2026 (MY 2026) เปลี่ยนแปลงเพิ่มลูกเล่นและการตกแต่งบางส่วน รวมถึงใส่ออปชั่นที่น่าสนใจเข้าไป และเพิ่มรุ่นพิเศษเข้ามาเสริมทัพ
แต่รุ่นหลักๆ ยังยืนราคาเดิม
การเสริมเติมแต่งต่างๆ ส่วนหนึ่งไม่พ้นตลาดเซกเมนต์นี้แข่งกันดุเดือดเหลือเกิน โดยเฉพาะรถจีนที่เข้ามาต่อเนื่องทั้งกลุ่ม EV และไฮบริด
เพราะแม้ที่ผ่านมาจะเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดเดียวกัน แต่หลายค่ายก็ส่งตัวเลือกออกมาเรื่อยๆ
ฮอนด้าจึงต้องเพิ่มความกระฉับกระเฉงให้กับรถรุ่นนี้เพื่อครองส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้

หลังจากฮอนด้า ซีอาร์-วี ออกปรับโฉมไม่นาน ผมมีโอกาสนำมาทดลองขับ
ได้ตัวท็อปรุ่น RS ขับเคลื่อน 4 ล้อ มากับสีเทาเออร์เบิน หรือเทาแลมโบ สียอดนิยมในช่วงที่ผ่านมา
สีนี้เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น
หน้าตาภายนอกไม่ต่างจากเดิมมากนัก กระจังหน้าสีดำทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ ไฟหน้า แบบ LED ระบบเปิด-ปิด และปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ
ไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ Sequential
ไฟท้ายรูปตัว L แบบ LED เช่นกัน ท่อไอเสียคู่
สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถ
จุดที่โดดเด่นคือการตกแต่งสีดำเงาแทรกไว้รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า สเกิร์ตรอบคัน รวมถึงคิ้วซุ้มล้อ
มือเปิดประตูภายนอก กระจกมองข้าง และขอบสปอยเลอร์หลัง สีดำเช่นกัน
รวมถึงเสากลางใช้สีดำเงาตัดขอบโครเมียม ดูหรูหราและเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้น
เสาอากาศแบบครีบฉลาม Shark Fin สีเดียวกับตัวรถ
ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และมีระบบ Hands-Free

เปิดประตูเข้าไปภายใน ใช้โทนดำตัดด้วยสีเปียโนแบล็ก
พวงมาลัย เบาะนั่ง และถุงหุ้มเกียร์ใช้สีดำเดินด้ายแดง
ปีกเบาะนั่งโอบกระชับสรีระได้ดี เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ
พวงมาลัยวงขนาดกำลังเหมาะ พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น ตกแต่งด้วยสีดำเปียโนแบล็ก
เช่นเดียวกับหัวเกียร์ขนาดใหญ่จับถนัดมือดีมาก
มาตรวัดแบบ Full Digital TFT ขนาด 10.2 นิ้ว โดยรุ่นล่าสุดนี้ให้มาครบทุกรุ่นย่อย
ตรงกลางเป็นจอสัมผัส ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
เครื่องเสียงพร้อมลำโพง ในรุ่น RS ใช้ของ BOSE 12 ตำแหน่ง
ระบบแอร์ดิจิทัลแยกโซน เป็นปุ่มหมุนใช้งานง่าย
ต่ำลงมาเป็นที่ชาร์จสมาร์ตโฟนไร้สาย
คอนโซลเกียร์จัดวางตำแหน่งปุ่มที่ต้องใช้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทั้งเบรกมือไฟฟ้า ออโต้เบรกโฮลด์ และปุ่มเปลี่ยนโหมดการขับขี่
ช่องปรับอากาศ และช่องเชื่อมต่อ USB Type-C สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ทริปนี้ได้โอกาสลองถนนมอเตอร์เวย์ M81 จากบางใหญ่-กาญจนบุรี
มีผู้โดยสารอายุมากหน่อยเดินทางไปด้วย บวกกับการจำกัดความเร็ว จึงต้องเรื่อยๆ ไปเรียงๆ พยายามควบคุมความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด
ความเร็วระดับนี้ต้องเรียกว่าชิลเกิ๊น
ทุกอย่างช่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่นิ่มนวล การเปลี่ยนเลน หรือการเข้าโค้งแบบไม่มากนัก
ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Atkinson Cycle ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว
รวมเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 207 แรงม้า แรงบิด 335 นิวตัน-เมตร
ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Real-Time
มี 3 โหมดการขับขี่ประกอบด้วย
Engine – เครื่องยนต์ส่งกำลังทั้งหมดไปยังการขับเคลื่อน และตัดสลับกับ EV Drive Mode เป็นระยะ
Hybrid – เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และสามารถเรียกพลังกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ขณะเบรก
EV – ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ส่วนใหญ่จะเริ่มในช่วงออกตัว
ส่วนโหมดหลักๆ ในการขับขี่ยังมีเช่นเดิมคือ ECON, NORMAL, SPORT และ INDIVIDUAL
ตามสเป๊กรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มีอัตราการสิ้นเปลืองราวๆ 18 กม./ลิตร ถือเป็นรถที่ประหยัดพอตัว

มีโอกาสทดลองเปลี่ยนโหมดการขับขี่อยู่บ้าง แต่สุดท้ายจบที่ NORMAL เพราะลงตัวที่สุด ทั้งอัตราเร่ง การเบรก และความนุ่มนวล
แต่เมื่อทดสอบเพียงลำพังเปลี่ยนไปโหมด SPORT ทุกอย่างกระชับขึ้น สนุกขึ้น
ระบบแอร์เย็นเจี๊ยบ แม้ตอนไปถึงกาญจนบุรีช่วงแดดร้อนเปรี้ยงๆ และต้องจอดรถติดเครื่องระหว่างรอทำธุระอยู่นานสองนาน ก็ไม่มีปัญหา แถมมีระบบฟอกอากาศมาด้วย
ระหว่างทางมีฝ่าเข้าไปถนนฝุ่นอยู่บ้าง ช่วงล่างไม่มีกระด้างให้รู้สึก
เช่นเดียวกับตอนขับลัดเลาะไปตามถนนรอบเขา ปาดซ้าย ป่ายขวา ซิกแซ็กไปเรื่อย รถมีอาการโคลงน้อยมาก
ห้องโดยสารค่อนข้างเงียบในช่วงความเร็วกลางๆ ส่วนหนึ่งเพราะมีระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสารติดตั้งมาด้วย
หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามาแทบไม่ได้ใช้ เพราะไปตอนร้อนจัด แต่ที่ทดลองเปิด-ปิดเล่นๆ ลื่นดี และทำให้ห้องโดยสารดูโล่งขึ้นอีก
สอบถามเพื่อนร่วมทางที่นั่งด้านหลังไม่มีปัญหาเวียนหัวหรืออึดอัด เนื่องจากห้องโดยสารกว้างขวาง และรถโยนตัวน้อย
รุ่นปรับปรุงนี้ มีระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ไว้ตรวจสอบสถานะรถผ่านสมาร์ตโฟนได้แบบเรียลไทม์ อาทิ สั่งสตาร์ตล่วงหน้า เปิดแอร์ก่อนขึ้นรถ ติดตามตำแหน่ง ฯลฯ
ความปลอดภัยและออปชั่นการขับขี่อื่นๆ ใส่มาครบอยู่แล้วสำหรับรถระดับนี้ รวมถึงกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา
ฮอนด้า CR-V e:HEV ยังคงมาตรฐานรถยอดนิยม จะขับขี่เพียงลำพัง หรือมีครอบครัวไปด้วยก็วางใจได้ ทั้งความปลอดภัยและสะดวกสบาย
มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ
ราคาเริ่มต้น 1,399,000 – 1,729,000 บาท
