bg-single

หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา

06.06.2026

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย

คนชอบทะเลเดินเล่นชายหาดงามน้ำใสอาจไม่ค่อยพบเห็นนัก แต่ใครชอบสัมผัสป่าชายเลน ก็ต้องบอกว่าในบรรดาพืชพรรณที่เติบโตตามแนวชายฝั่งและป่าชายเลนของประเทศไทยนั้น “หยีทะเล” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หยีน้ำ” เป็นต้นไม้ที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่กลับแฝงไปด้วยคุณค่าอันมหาศาล

หยีทะเล มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pongamia pinnata (L.) Pierre ชื่อท้องถิ่น เช่น หยีทะเล หยีน้ำ กายี (ภาคใต้) ราโยด (ปัตตานี) หยีน้ำ กายีขยี้ (ชุมพร) ถั่วทะเล (ภาคกลาง) ปากี้ เพาะดะปากี้ (มลายู-สงขลา) ชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Indian Beech หรือ Pongam Tree มีถิ่นกำเนิดตามหมู่เกาะ เช่น หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะบิสมาร์ก บอร์เนียว หมู่เกาะแคโรไลน์ หมู่เกาะคริสต์มาส หมู่เกาะมาเรียนาส หมู่เกาะนิโคบาร์ สุมาตรา เกาะไหหลำ เกาะชวา และอื่นๆ และยังมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา ญี่ปุ่น จีนตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย

ในไทยพบมากตามป่าชายเลนทั้งภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นไม้ยืนต้นที่มีความทนทานเป็นเลิศ ต้นใหญ่สูง 5-20 เมตร เรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้าง ลำต้นมักคดงอ เปลือกเรียบสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้มีความแข็งและเหนียว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยมีรูปรี ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันวาวซึ่งธรรมชาติสร้างไว้ให้ช่วยลดการสูญเสียน้ำ และป้องกันการเกาะตัวของละอองเกลือจากน้ำทะเล ดอกสีขาวและเปลี่ยนเป็นสีชมพู ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกออกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ผลเป็นฝักแบน รูปรีคล้ายขวาน ปลายจะงอยโค้งสั้น ฝักไม่แตกเมื่อแก่ ภายในมีเมล็ดรูปไต 1-2 เมล็ด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันสูงมาก

เนื่องด้วยระบบรากแข็งแรงและมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixation) หยีทะเลจึงสามารถเติบโตได้ดีในดินเลว ดินเค็ม หรือแม้แต่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง

ในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าหลังจากใช้มาตรการปักไม้ไผ่เป็นแนวห่างจากชายฝั่งเพื่อลดการปะทะของคลื่นแล้ว ก็จะปลูกป่าชายเลนจำพวกไม้ทนเค็ม เช่น โกงกาง เพื่อสร้างแนวป้องกันการกัดเซาะ ซึ่งหยีทะเลก็เป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีระบบรากแข็งแรงช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และเป็นไม้ทรงพุ่มที่แผ่กว้างและหนาทึบจึงช่วยลดความรุนแรงของลมและคลื่นตามแนวชายฝั่งด้วย

การใช้ประโยชชน์ของหยีทะเลมีความน่าสนใจมาก ถ้ามองในมุมการใช้เป็นสมุนไพรก็ใช้ได้เกือบทุกส่วน เช่น ใบใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ไอกรน ท้องเสีย ท้องอืด และโรคผิวหนัง น้ำคั้นจากใบใช้ทาแผลและรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนัง น้ำมันจากเมล็ดได้รับการยกย่องอย่างสูงในการรักษาโรคผิวหนังเช่นกัน ใช้แก้กลาก หิด และยังนำมาเป็นน้ำมาทาเส้นผมแก้รังแค และทำเป็นน้ำมันทาถูบรรเทาอาการเกี่ยวกับไขข้อ อย่างไรก็ตาม เมล็ดหยีทะเลมีรสขมและมีสารพิษเคแรนจิน (Karanjin) จึงห้ามกินโดยตรง จะต้องผ่านกระบวนการสกัดหรือปรุงยาโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น รากใช้เป็นสมุนไพรรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และนำมาใช้เป็นสารทำความสะอาดฟัน เหงือก เปลือกใช้ในโรคริดสีดวงทวาร โรคเหน็บชา และโรคผิวหนัง ดอกใช้โรคริดสีดวงทวารเช่นกัน ใช้ปรุงยาลดน้ำตาลในเลือด ใช้ช่วยดับกระหาย ผลใช้รักษาเนื้องอกในช่องท้อง

การแพทย์ของอินเดีย ทั้งการแพทย์อายุรเวท สิทธาและอูนานี ได้กล่าวถึงสรรพคุณหยีทะเลว่าทุกส่วนของพืช (ใบ ราก เปลือก เมล็ด น้ำมัน) มีคุณสมบัติในการรักษา ซึ่งใช้แก้โรคผิวหนัง เนื้องอก แผลในกระเพาะอาหาร ริดสีดวงทวาร และการอักเสบ รวมถึงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ต้านปรสิต และบรรเทาอาการปวดด้วย และในพื้นที่หลายแห่งในอินเดียยังนำเอากิ่งก้านเล็กๆ ของหยีทะเลมาใช้เป็น “แปรงสีฟัน” แบบธรรมชาติเพราะด้วยคุณสมบัติมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากนั่นเอง

ในประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น น้ำมันที่บีบจากเมล็ดหยีทะเล (Pongamia Oil) มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย จึงนำน้ำมันมาใช้ทารักษาโรคผิวหนัง หิด เรื้อน และแก้ปวดข้อหรือรูมาติซึม ใบสดนำมาต้มน้ำอาบเพื่อแก้ผื่นคันได้

ในอดีตคนไทยรู้ดีว่าเนื้อไม้จากหยีทะเลนั้นตัวมอดชอบกินจึงต้องรักษาให้ดี แต่เนื้อไม้มีความเหนียวจึงนิยมทำด้ามเครื่องมือเกษตร เสารั้ว และใช้เป็นฟืนที่ให้พลังความร้อนสูง ในภูมิปัญญาด้านการเกษตรไทยก็นำใบหยีทะเลมาทำปุ๋ยหมัก เพราะใบที่มีธาตุอาหารสูงโดยเฉพาะไนโตรเจน บางครั้งก็นำมาใช้เป็นพืชคลุมดินเพื่อบำรุงดินฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม

น้ำมันจากเมล็ดหากนำมาผสมน้ำฉีดพ่นยังสามารถใช้เป็นยากำจัดแมลงตามธรรมชาติได้ดี ในเวลานี้มีหลายประเทศที่ทำการสกัดสารจากหยีทะเลนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการใช้กำจัดหนอนและเพลี้ย ซึ่งมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าสารเคมีสังเคราะห์

ในยุควิกฤตน้ำมันโลก การกลับมาสนใจไบโอดีเซลก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันหยีทะเลถูกจัดให้เป็นพืชพลังงานดาวรุ่งพุ่งแรงอย่างมาก เพราะเมล็ดมีน้ำมันสูงถึง 30-40% และน้ำมันหยีทะเลมีคุณสมบัติเด่นใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก จึงมีศักยภาพปรับปรุงเป็นไบโอดีเซลที่มีคุณภาพสูง และหยีทะเลปลูกตามชายฝั่งไม่เหมือนพืชชนิดอื่นๆ ที่นำมาผลิตไบโอดีเซลที่ต้องแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร จึงมีความโดดเด่นในแง่มุมพื้นที่ปลูกที่ไม่แย่งพื้นที่อื่น ในขณะเดียวกันก็สามารถปลูกป้องกันการกัดเซาะหรือช่วยรักษาชายฝั่งได้ด้วย และน้ำมันในเมล็ดหยีทะเลนี้ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณสูง จึงมีการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ช่วยกำจัดเชื้อด้วย

มองหยีทะเลริมชายฝั่งก็อาจนึกเพียงไม้ชายหาดที่ให้ร่มเงา แต่ถ้ามองลึกมองกว้างขึ้นย่อมเห็นถึงการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้เป็นสมุนไพรในชุมชนสู่ความหวังใหม่ของพลังงานสะอาด การส่งเสริมปลูกหยีทะเลเพิ่มขึ้นช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมริมชายฝั่งแล้วยังสร้างความมั่นคงทางสมุนไพรและพลังงานให้ลูกหลานในอนาคตด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง