เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
หากย้อนกลับไปเมื่อ 56 ปีก่อน การถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ในประเทศไทยแทบไม่ใช่ประเด็นถกเถียงเรื่องความคุ้มทุนทางธุรกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยน และที่สำคัญที่สุดคือ “ราคาลิขสิทธิ์” เกิดเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลตามยุคตามสมัย
ในยุค โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อช่วงระหว่างปี 1970-1998 คนไทยคุ้นเคยกับภาพการรับชมฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวี โดยมีรายได้จากผู้สนับสนุนและโฆษณาเข้ามาครอบคลุมต้นทุน จนเกิดเป็น “ค่านิยมร่วม” ว่า ฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมกีฬาที่คนไทย “ต้องได้ดูฟรี” แต่ปัจจุบันค่าลิขสิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างมากหลายเท่าตัว
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “คนไทยควรได้ดูบอลโลกฟรีหรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า “ใครจะเป็นคนจ่าย” ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
จากหลักร้อยล้านสู่หลักพันล้าน จากฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการถ่ายทอดฟุตบอลโลกในเมืองไทย เมื่อ บริษัท ทศภาค จำกัด ก้าวเข้ามาเป็นเอกชนรายแรกที่ซื้อลิขสิทธิ์ยิงสดในไทย ด้วยมูลค่าประมาณ 150 ล้านบาท ณ ขณะนั้น
หลังจากนั้นอีก 4 ปีต่อมา ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ราคาค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม โดย บริษัท ทศภาค จำกัด ยังคงรับหน้าที่นำลิขสิทธิ์ศึกลูกหนังเวิลด์คัพ มาถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีให้คนไทยได้รับชมแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกครั้ง
แต่หลังจากนั้นต้นทุนเริ่มไต่ระดับขึ้นอย่างชัดเจน เริ่มต้นตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ มีมูลค่าลิขสิทธิ์ยิงสดประมาณ 427 ล้านบาท โดย บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้คว้าลิขสิทธิ์ และเป็นยุคที่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า เริ่มเข้มงวดกับการบริหารสัญญาณถ่ายทอดสดมากขึ้น จากการเกิดปัญหาการรับชมข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล มูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดยังอยู่ที่ราว 427 ล้านบาท แต่กลับกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมสื่อไทยมากที่สุด
สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ราคาลิขสิทธิ์ แต่อยู่ที่กฎ “Must Have” ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่กำหนดให้คนไทยต้องได้รับชมมหกรรมกีฬาสำคัญผ่านฟรีทีวี
ผลลัพธ์คือเจ้าของสิทธิ์อย่าง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถบริหารผลตอบแทนทางธุรกิจได้ตามแผนการตลาด และเกิดเป็นข้อพิพาททางกฎหมายยืดเยื้อ ก่อนที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาชดเชยเป็นมูลค่าเกือบ 430 ล้านบาทเลยทีเดียว
จนกระทั่งเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสู่ยุคที่ไม่มีใครกล้าซื้อ และตลาดต้องเผชิญความจริง เมื่อลิขสิทธิ์ยิงสดฟุตบอลโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าจากฟุตบอลโลก 2002 และราคาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีเอกชนรายใดตัดสินใจรับความเสี่ยงเพียงลำพัง
สุดท้ายรัฐบาลในขณะนั้นต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง รวบรวมภาคเอกชนรายใหญ่ 9 ราย ร่วมกันสนับสนุนงบประมาณจนสามารถปิดดีลได้สำเร็จ ประกอบด้วย
กลุ่มสนับสนุนเงินรายละ 200 ล้านบาท คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์, ไทยเบฟเวอเรจ, บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, ธนาคารกสิกรไทย, กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, คิง เพาเวอร์ ส่วนกลุ่มสนับสนุนเงินรายละ 100 ล้านบาท ได้แก่ พีทีที โกลบอล เคมิคอล และกลุ่มสนับสนุนเงินรายละ 50 ล้านบาท ได้แก่ บางจาก คอร์ปอเรชั่น และคาราบาวตะวันแดง
แต่อีก 4 ปีให้หลัง สถานการณ์ยังไม่ได้ดีขึ้นในฟุตบอลโลก เมื่อ 2022 ที่กาตาร์ เมื่อมูลค่าลิขสิทธิ์ขยับไปแตะระดับ 1,400 ล้านบาท การเจรจายืดเยื้อจนถึงช่วงใกล้แข่งขัน ก่อนได้ข้อสรุปจากการสนับสนุนของ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. วงเงิน 600 ล้านบาท และระดมทุนเพิ่มเติมจากภาคเอกชนผ่าน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)
แม้จะสามารถนำฟุตบอลโลกมาสู่หน้าจอคนไทยได้อีกครั้ง แต่คำถามเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ก็ยังคงอยู่
ล่าสุด ในปีนี้กับฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา 3 ประเทศเป็นเจ้าภาพร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งฟีฟ่าได้เพิ่มจำนวนทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มจาก 64 นัด เป็น 104 นัด นั่นส่งผลต่อมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยตามจำนวนทีม และจำนวนแมตช์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าเพิ่ม แต่ผลตอบแทนไม่เพิ่มตาม โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดในไทยที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างลงตัว ซึ่ง “เวิลด์คัพ 2026” ฟังดูเหมือนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ในมุมธุรกิจสื่อ เรื่องราวอาจไม่ได้สวยงามเช่นนั้น
แม้มูลค่าลิขสิทธิ์ที่ฟีฟ่าเสนอสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่เมื่อรวมภาษี และค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ อาจแตะระดับ 1,700 ล้านบาท โดยปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในการถ่ายทอดสดในประเทศไทยคือ รายได้ที่ยากต่อการบริหารจัดการให้การลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดเกิดเป็นกำไรภายใต้ข้อจำกัดมากมาย
เวิลด์คัพ 2026 ฉบับอเมริกันครั้งนี้ โปรแกรมเตะส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเช้ามืดตีสองตีสาม ไปจนถึงช่วงเช้าเก้าโมงสิบโมงตามเวลาไทย ซึ่งไม่ใช่ช่วง “เวลาทอง” ของการขายโฆษณา ขณะที่สภาพเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ในภาวะ “ชะลอตัว” งบโฆษณาของภาคเอกชนถูกใช้อย่าง “ระมัดระวัง” มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การรับชมสื่อของ “ผู้บริโภค” ในปัจจุบันแตกกระจายไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก ต่างจากยุคที่ฟรีทีวีเป็นช่องทางหลักเพียงไม่กี่ช่อง นั่นทำให้สมการธุรกิจของฟุตบอลโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…
ปัญหาไม่ใช่คนไทยอยากดู แต่คือใครจะลงทุน เนื่องจากตลอด 56 ปีที่ผ่านมา มูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหลักร้อยล้านสู่หลักพันล้านบาท และคนไทยได้ดูฟรีมาตลอด
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกัน คือความสามารถในการสร้างผลตอบแทนกลับคืน
ยิ่งราคาสูงขึ้น ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น ยิ่งผู้ชมกระจายตัว รายได้โฆษณายิ่งไม่แน่นอน
และยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้สนับสนุนก็ยิ่งตัดสินใจยากขึ้น ทำให้ฟุตบอลโลก 2026 จึงอาจเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยไม่ได้เผชิญปัญหาเรื่อง “หาเงินซื้อไม่พอ”
และกำลังเผชิญคำถามที่ใหญ่กว่านั่นคือ เมื่อมูลค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกครั้ง “ความคุ้มค่าทางธุรกิจ” ยังเพิ่มขึ้นตามอยู่หรือไม่?
ท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้คนไทยคงจะไม่ได้ชมการแข่งขันแบบฟรีๆ เหมือนดังเช่นที่ผ่านมาหากยังไม่สามารถเจรจาลิขสิทธิ์กับฟีฟ่าได้สำเร็จ
แต่ก็ยังพอมีช่องทางในการรับชมการถ่ายทอดแบบถูกต้อง ย้ำว่าถูกต้อง ก็คือการรับชมผ่านทาง Live Stream ของแอพพลิเคชั่น DAZN แบบเสียเงินรายเดือน ค่าใช้จ่ายก็จะเป็นไปตามแพ็กเกจอยู่ที่ราคา 19.99 ยูโรต่อเดือน
ฟุตบอลโลก 2026 คงจะเป็นครั้งแรกที่คนไทยจะรับชมการถ่ายทอดสดแบบเสียเงิน ไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมาๆ ที่ได้รับชมฟรีแบบไม่เสียเงินเลย จากเหตุผลทางธุรกิจที่การลงทุนไปแล้วไม่คุ้มค่า และไม่สามารถหากำไรได้ตามภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
ดังนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดในการชมฟุตบอลโลกกันเสียที
เพราะต้องยอมรับว่า ของฟรีไม่มีในโลกทางธุรกิจ!
