คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- อ่าน ส่องลึกอิหร่าน 1) สหรัฐเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอล
- อ่าน ส่องลึกอิหร่าน: 2) เปรียบเทียบระบอบปฏิวัติรัสเซีย-จีน-อิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน : 3) กองทัพประจำการอิหร่าน & กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
- ส่องลึกอิหร่าน : 4) สถาบันการเมืองพหุนิยมและผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
บทสัมภาษณ์เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940-ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York แปลเรียบเรียงจาก Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January – February 2026, 33-54 :
กอง บก.NLR : โมจตาบา คาเมเนอี ผู้เป็นลูกของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกเลือกให้สืบทอดตำแหน่ง ผู้นำสูงสุดหรือยังครับ? (สัมภาษณ์เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ศกนี้)
เออวานด์ : เราไม่ทราบครับ บางทีมันจะเข้าทีมีเหตุผลกว่าที่จะปล่อยให้การเลือกทายาทสืบทอดตำแหน่ง ผู้นำสูงสุดเป็นธุระของสมัชชาผู้เชี่ยวชาญ เพราะสมัชชามีความชอบธรรมกว่า แต่ไม่ว่าจะเลือกใครมาเป็น ก็จะไม่มีฐานภาพเทียบเท่าโคไมนีไปได้
(ผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอีถูกสหรัฐ-อิสราเอลลอบโจมตีเสียชีวิตในที่ประชุม ณ กรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ศกนี้ ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม สมัชชาผู้เชี่ยวชาญได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกโมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน สืบทอดตำแหน่งแทนบิดา อย่างไรก็ตาม โมจตาบาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชน หากสื่อสารผ่านคำแถลงแทน นับแต่เหตุโจมตีข้างต้น มีข่าวว่าเขายังรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณขาและใบหน้าจนเสียโฉมจากเหตุการณ์นั้นอยู่ https://www.lemonde.fr/en/middle-east-crisis/article/2026/03/11/iran-s-new-supreme-leader-safe-and-sound-despite-reports-of-war-injury-says-president-s-son_6751320_368.html)
ท้ายที่สุดแล้ว การเสริมสร้างอำนาจให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงในมือของพวกผู้นำศาสนาเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของสาธารณรัฐอิสลามครับ กล่าวคือ มันทำให้ระบอบแข็งแกร่งมั่นคง แต่ก็เซาะกร่อนขอบเขตที่ระบอบจะเอื้อมไปถึงด้วย ใครก็แล้วแต่ที่ไม่เห็นด้วยกับคติเรื่องความจงรักภักดีต่อการปกครองของเหล่าผู้นำศาสนาอาวุโสย่อมถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการเข้าร่วมชีวิตทางการเมือง ก่อนอื่นคือพวกมูจาฮิดีน (https://th.wikipedia.org/wiki/มุญาฮิดีนประชาชนอิหร่าน) ถัดมาคือพวกมุสลิมเสรีนิยม แล้วก็ถึงตาพวกมุสลิมปฏิรูปและพวกโลกวิสัย
บางทีผู้คนก็มักจะลืมกันไปนะครับว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงบนท้องถนนในอิหร่านปัจจุบันนี้มีเยี่ยงอย่างมาก่อน ในระยะหลังนี้พวกมูจาฮิดีนกลับกลายเป็นพวกยึดถือลัทธิพิธีแปลกประหลาดบางอย่างไป แล้วเที่ยวรับเงินจากที่ไหนก็ไม่ทราบได้ แต่ช่วงหลังการปฏิวัติปี 1979 ใหม่ๆ นั้น มันเป็นขบวนการทางสังคมจริงๆ มีฐานมวลชนและได้แรงสนับสนุนอย่างใหญ่หลวงในหมู่เยาวชน มันเป็นพลังท้าทายโคไมนีอย่างจริงจังเพราะมันไม่เพียงเป็นอิสลามเท่านั้น หากยังราดิกัลด้วย แต่กระนั้นมันก็ดึงเอาพวกเสรีนิยม พวกนักปฏิรูปและแม้แต่ผู้ต่อต้านกษัตริย์ชาห์ที่มีแนวคิดโลกวิสัยจำนวนมากมาทำงานกับตนได้สำเร็จ ถ้าหากเคยมีจังหวะใดที่จะ “เปลี่ยนระบอบ” กันได้แล้ว มันก็น่าจะเกิดขึ้นตอนนั้นแหละครับ
ในทัศนะของผม พวกมูจาฮิดีนน่าจะเต็มใจทำงานอยู่ภายในระบบถ้าได้โอกาสดังกล่าว เพราะพวกเขาเองก็ถือว่าโคไมนีเป็นอิมามผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อโคไมนีเพิกถอนสิทธิ์ของพวกเขาที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่ง พวกมูจาฮิดีนก็พากันแห่ออกมาสู่ท้องถนนในกรุงเตหะรานและเมืองใหญ่อื่นๆ ซึ่งกลายเป็นการลุกขึ้นสู้ของพวกมูจาฮิดีน เมื่อปี 1981
ปรากฏว่า ตอนนั้นระบอบสาธารณรัฐอิสลามก็ทำเหมือนอย่างที่มันทำต่อการประท้วงของมวลชนเมื่อเดือนมกราคมศกนี้ กล่าวคือ บดขยี้การลุกขึ้นสู้ลงด้วยความรุนแรงขนานใหญ่ สังหารบรรดาผู้ประท้วงมือเปล่า รวมทั้งเหล่าเด็กนักเรียนหญิงวัยสิบสี่ปีที่ออกมาเดินแจกใบปลิวในท้องถนน พวกมูจาฮิดีนก็แก้แค้นเอาคืนด้วยการลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐไปราวสองพันคน รวมทั้งผู้นำระดับสูงสุดจำนวนมากด้วย (ดูรายละเอียดใน Ervand Abrahamian, Radical Islam : The Iranian Mojahedin, 1989)
ถัดจากนั้น ระบอบสาธารณรัฐอิสลามก็หันมาเล่นงานพรรคทูเดห์ ซึ่งก็คือพวกคอมมิวนิสต์ที่เอาเข้าจริงก็สนับสนุนระบอบอย่างเต็มที่ถึงแม้จะไม่ชอบใจนโยบายต่างๆ ของระบอบนักก็ตาม แต่ที่สำคัญอยู่ตรงพวกเขาคัดค้านการตัดสินใจของโคไมนีให้รุกรานอิรักต่อไปหลังจากปลดปล่อยเมืองโคแรมชาหร์จากน้ำมืออิรักได้แล้ว นั่นเป็นหนแรกที่พวกเขาข้ามเส้นต้องห้ามด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบในประเด็นสำคัญ ปรากฏว่า พวกเขาโดนกวาดจับและประหารทิ้งทันที ทั้งนี้ รวมถึงนายพลเรือเอกผู้กอบกู้อ่าวเปอร์เซียไว้จากอิรักในตอนต้นสงครามด้วย (ดูรายละเอียดใน Ervand Abrahamian, Tortured Confessions: Prisons and Public Recantations in Modern Iran, 1999, Chapter 4 Tudeh Recantations)
กล่าวได้ว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ระบอบสาธารณรัฐอิสลามได้กีดกันคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าออกไปอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจสุดยอดจำนวนมากเดินตามตรรกะที่ว่า ถ้าหากเอ็งไม่เอากับข้าเต็มร้อยแล้ว ก็ถือว่าเอ็งต่อต้านข้า
ยุทธวิธีแบ่งซอยแล้วกินทีละคำเหล่านี้หดลดฐานของระบอบลงไปจนคับแคบยิ่ง ในการลงประชามติครั้งแรก มีผู้โหวตให้ระบอบราว 90 เปอร์เซนต์ ถ้าเป็นทุกวันนี้ สัดส่วนประชาชนที่สนับสนุนระบอบเหลือราว 15-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละครับ
กอง บก.NLR : แล้วอุดมการณ์อิสลามของระบอบปกครองอิหร่านล่ะครับเป็นไงบ้าง? การที่ระบอบประกาศตนเองเป็นสาธารณรัฐอิสลามปฏิวัติทำให้มันมีพลังอำนาจระดมกำลังประชาชนได้ ไม่ใช่แค่ในอิหร่านเอง หากกว้างขวางออกไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยเลยทีเดียว ส่งผลให้เกิดขบวนการมวลชนในอิรักเอย เลบานอนเอย และเยเมนเอย ซึ่งอุทิศทุ่มเทตนและมีลักษณะสู้รบในสภาพเงื่อนไขของมันเองอย่างที่เทียบเคียงได้กับบางภาคส่วนขององค์การคอมมิวนิสต์สากลที่สามยุคต้นนั่นเชียว
แต่ทว่าธาตุแท้ที่นิยมนิกายโดยเนื้อในของความเชื่อแบบชีอะฮ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นบนฐานความขุ่นเคืองคับแค้นต่ออิสลามนิกายซุนนีอันแพร่หลายไปกว้างไกลกว่ามากนั้น ย่อมจำกัดแรงดึงดูดใจเยี่ยงแม่เหล็กของการปฏิวัติอิหร่านในภูมิภาคอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ (ดูเพิ่มเติมใน พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2548, หัวข้อ Shi’ah และ Sunni น. 476ff & 504f)
กระนั้นแล้วมีความพยายามใดๆ ไหมครับ ภายในขบวนแถวบรรดานักอุดมการณ์ของระบอบที่จะข้ามพ้นการแบ่งแยกนิกายของศาสนจักรอิสลาม ในทิศทางของลัทธิต่อต้านจักรวรรดินิยมแบบครอบคลุมมุสลิมทั้งมวล?
เออวานด์ : ไม่มีครับ ในแหล่งข้อมูลลายลักษณ์อักษรทั้งหมด ผมไม่พบเห็นใครถกเถียงนำเสนอแนวทางอันสอดรับกันเป็นปึกแผ่นในอันที่จะเอาชนะเส้นแบ่งซุนนี-ชีอะฮ์เลย ผมมั่นใจว่าคนอย่างเมห์ดี บาซาร์กัน นายกรัฐมนตรีคนแรกของรัฐบาลชั่วคราวหลังการปฏิวัติปี 1979 คงจะได้ขบคิดเรื่องนี้อยู่ แต่ผมไม่คิดว่าเขาได้เอ่ยมันออกมาโต้งๆ
อันที่จริงก็มีความคิดยูโทเปียในแนวปกแผ่ขยายตัวอยู่ว่าการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 จะครอบคลุมไปทั่วโลก เหมือนการปฏิวัติสังคมนิยมรัสเซียปี 1917 พวกเขาคาดหมายว่ามันจะผลิตการปฏิวัติอิสลามขึ้นในที่อื่นๆ และแพร่หลายไปทั่วโลกมุสลิม โคไมนีเองก็พูดถึงอิสลามว่าเป็นภารกิจปฏิวัติทั่วโลก แต่กล่าวโดยสัญชาตญาณแล้ว เวลาพวกเขาพูดถึงอิสลาม พวกเขากำลังพูดถึงนิกายชีอะฮ์ครับ แม้แต่ภาษาของการปฏิวัติอิหร่านก็ไม่เชิงเป็นแบบอิสลามเท่ากับเป็นแบบชีอะฮ์ คำขวัญทรงพลังที่สุดของการปฏิวัติได้แก่ :
ทำให้ทุกวันเป็นอาชูรออฺ (Ashura วันรำลึกมรณสักขีของท่านอิมามหุซัยน์ อิบนุ อลีย์),
ทำให้ทุกเดือนเป็นมุฮัรรอม (Muharram เดือนต้องห้ามสำหรับไว้ทุกข์รำลึกมรณสักขีของอิมามหุซัยน์),
ทำให้ทุกที่เป็นกัรบะลาอ์ (Karbala เมืองในอิรักที่อิมามหุซัยน์และครอบครัวรวมทั้งผู้ติดตามถูกกองทัพยาซีดที่หนึ่งล้อมสังหาร จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์การ
ต่อสู้ของความดีกับความชั่ว อีกทั้งต่อต้านการกดขี่) (สรุปสังเขปจาก Google Gemini@19 April 2026)
ซึ่งไม่ใช่คำเรียกร้องที่คุณจะส่งออกไปยังดินแดนนิกายซุนนีได้นะครับ
พอจะอธิบายความข้างต้นได้อย่างเดียว คือมันเป็นความอหังการของชีอะฮ์ การนิยมนิกายแฝงฝังอยู่โดยเนื้อในเสียจนกระทั่งผู้คนไม่ตระหนักถึงมันด้วยซ้ำไปครับ
มีอาการหวาดระแวงอยู่เมื่อปี 1979 ว่ากระแสคลื่นปฏิวัติอิสลามกำลังจะกวาดซัดไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง ทว่าดูแค่คำขวัญข้างต้น คุณก็คงเห็นได้แล้วว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่ที่การปฏิวัติอิหร่านมีกังวานขานรับคือในหมู่ชุมชนชาวชีอะฮ์เล็กๆ ที่แวดล้อมโดยประชากรชาวซุนนี อย่างเช่นชาวชีอะฮ์ในเลบานอนและอิรักภายหลัง สหรัฐได้ทำลายรัฐย่อยยับลงไปแล้ว หรือที่เมืองเฮรัตในอัฟกานิสถานซึ่งหวังให้อิหร่านช่วยคุ้มครอง
การณ์กลายเป็นว่า แทนที่จะมีมหาปฏิวัติโลก มันกลับลงเอยเป็นการปฏิวัติส่งออกที่พึ่งพาอาศัยดินแดนแทรกของชาวชีอะฮ์ อันเป็นตัวเลือกที่อ่อนด้อยกว่าอักโข เนื่องจากระบอบอิหร่านไม่มีกองทหารขนาดใหญ่โต การแผ่ขยายอิทธิพลออกไปเหล่านี้จึงกลายเป็นหลักประกันชนิดหนึ่งที่ระบอบอิหร่านอาจใช้เป็นแนวหน้าได้ในกรณีที่อิสราเอลโจมตีตน
เรื่องนี้ถูกขยายความออกไปจนเกินเลยในคำกล่าวอ้างที่ว่าโดยผ่าน “ตัวแทน” เหล่านี้ อิหร่านผู้ครองความเป็นเจ้ากำลังพยายามสร้างจักรวรรดิอะคีเมนิดขึ้นมาที่ปกแผ่จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดอัฟกานิสถาน (ดูรายละเอียดที่ https://th.wikipedia.org/wiki/จักรวรรดิอะคีเมนิด) แต่เอาเข้าจริง มันเป็นสิ่งที่ยาจกยากไร้ใช้แก้ขัดแทนอำนาจจริงต่างหาก พวกอิสราเอลนั้นฉลาดพอจะรู้ความข้อนี้ การมีกองทหารบ้านอาสาอยู่ในอิรักหลังซัดดัมล่มสลายน่ะไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลจริงๆ หรอกนะครับ แน่นอน พันธมิตรอีกรายที่อิหร่านมี ได้แก่ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย อัสซาดน่ะแทบจะไม่นับเป็นชาวมุสลิมด้วยซ้ำไป เขาเป็นนักชาตินิยมอาหรับแนวสังคมนิยมต่างหาก แต่กระนั้นอิหร่านก็พึ่งพาอาศัยเขา เพราะอย่างน้อยเขาก็สามารถคุ้มครองชาวชีอะฮ์ในเลบานอนได้บ้างแค่นั้นเอง
ดังนั้น ในหลายแง่ด้วยกัน มันเป็นนโยบายปฏิบัตินิยมครับ หรือคุณจะเรียกว่านโยบายฉวยโอกาสที่อิหร่านพัฒนาขึ้นมาก็ได้ มันไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ใหญ่โตอะไร ผมไม่คิดว่าคุณจะพูดได้ว่ามันถูกขบคิดมาอย่างรอบคอบรัดกุมให้เป็นวิธีการเข้าครอบงำทั้งภูมิภาคหรอกครับ
(ต่อสัปดาห์หน้า)
