ผลจากการเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ฉบับปี 2544 ทำให้ไทยต้องเดินไปในกติกาของกฎหมายทะเล หรือ “UNCLOS” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ในด้านหนึ่ง ก็เป็นความประสงค์ของฝ่ายไทยเอง ที่ประกาศมาโดยตลอดว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ต้องการยกเลิก MoU 2544 และใช้กรอบของ UNCLOS ในการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สิ่งที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญกับการยกเลิก MoU 44 เป็นประเด็นที่น่าติดตามในอนาคตอย่างมาก ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วม
กลไกใหม่ภาคบังคับ
เราคงต้องยอมรับว่า MoU ทั้ง 2 ฉบับที่ไทยทำกับกัมพูชานั้น เป็นการสร้าง “กลไกทวิภาคี” ในตัวเอง ที่หากเกิดปัญหาและ/หรือข้อพิพาทขึ้นแล้ว รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศควรจะดำเนินการอย่างไร
ดังนั้น การยกเลิกบันทึกปี 44 จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า เราไม่สนใจกลไกทวิภาคีแล้ว ทั้งที่ในทางการทูตนั้น ทวิภาคีเป็นกลไกพื้นฐานในเบื้องต้น และการแสดงท่าทีในแบบที่ต้องการเลิก MoU จึงมีนัยถึง การไม่ใช้กลไกทวิภาคีอีกต่อไป
การประกาศดังกล่าวจึงกลายเป็นช่องทางในตัวเองให้ฝ่ายกัมพูชาเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยการยื่นร้องขอต่อสหประชาชาติ เพื่อทำให้ไทยต้องเข้าไปอยู่ในกลไกของ “การประนีประนอมภาคบังคับ” หรือ “การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation)
วันนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยจะกล่าวหาว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมที่จะเจรจาแบบทวิภาคีก่อน และกดดันให้ไทยต้องเข้าสู่เงื่อนไขของภาคบังคับ ที่แม้ผลของการไกล่เกลี่ยจะไม่ผูดมัดรัฐคู่ภาคีในทางกฎหมาย แต่ก็เสมือนฝ่ายไทยไม่ยอมอ่านการเดินเกมของกัมพูชาในตอนต้น เพราะหากดูจากการแสดงท่าทีของผู้นำไทยทั้งระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว คาดเดาได้ไม่ยากว่า กัมพูชาจะเดินไปในทิศทางเช่นนั้นแน่นอน
ปัญหาของฝ่ายไทยในปัจจุบันเมื่อกลไกทวิภาคีในเรื่องทางทะเล ได้ยุติไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ ไทยจะเตรียมตัวอย่างไรกับการต่อสู้ในเวทีพหุภาคี การนั่งบ่น (ด่า) ด้วยความรู้สึกโกรธที่กัมพูชาไม่ยอมคุยทวิภาคีกับเรา อาจจะไม่ช่วยอะไรได้มากนัก
ในภาวะเช่นนี้ ผู้นำไทยต้องตอบคำถามเฉพาะหน้าให้ได้ว่า ใครจะเป็นคนที่รัฐบาลไทยเลือกเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของไทยในคณะผู้ไกล่เกลี่ย และหลังจากการตั้ง “คณะผู้ไกล่เกลี่ย” แล้ว ประมาณว่า กระบวนการนี้จะใช้เวลาราว 12 เดือน ซึ่งถ้าทุกอย่างเดินไปในทิศทางเช่นนี้ เราจะรับทราบผลการไกล่เกลี่ยก่อนปลายปี 2570
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของบางกลุ่มที่เชื่อว่า ไทยไม่ต้องรับกลไกนี้ และจะรับเฉพาะกับการคุยทวิภาคีเท่านั้น ซึ่งตอบในปัจจุบันได้ว่า เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะเราไปละทิ้งกลไกเดิม อันทำให้ทางเลือกในอนาคตมีเพียงประการเดียวคือ การเตรียมคน เตรียมข้อมูล และเตรียมความเข้าใจในการเผชิญกับกลไกใหม่ของ UNCLOS
การเตรียมเช่นนี้เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลตอบแทนที่ต่ำกว่าสิ่งที่ดำรงอยู่ในภาวะที่มีบันทึกปี 44 เพราะหากผลที่เกิดอยู่ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ก่อนมี MoU 44 ก็อาจจะมีคำถามตามมาว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น และก่อนปลายปี 2570 เราคงได้ทราบผลในเรื่องนี้ (ไม่นานเกินรอ!)
กติกาผลประโยชน์ใหม่
สิ่งที่สิ้นสภาพตามไปกับคำประกาศในการยกเลิก MoU 44 คือ การสิ้นสุดขอบการผูกโยงประเด็นสำคัญ 2 เรื่องไว้ด้วยกันคือ “การพัฒนาร่วมทางทะเล” กับ “การแบ่งเขตทางทะเล” ซึ่งบันทึกเดิมได้ผูกทั้ง 2 เรื่องนี้เข้าด้วยกัน จะแยกทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดไม่ได้ หรือเกิดภาวะบังคับให้ต้องทำคู่ขนาน
แต่เดิมนั้นทั้ง 2 ประเทศวางจุดไว้แตกต่างกันคือ ฝ่ายกัมพูชาต้องการการแสวงหารายได้จากการให้สิทธิสัมปทานในเรื่องของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ แต่ฝ่ายไทยมีความกังวลในเรื่องของการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล
การผูกทั้ง 2 เรื่องเข้าด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายไทยอาศัยความต้องการทางเศรษฐกิจของกัมพูชา มาเป็นตัวผลักดันให้กัมพูชาต้องสนใจในเรื่องของเส้นเขตแดนด้วย การผูกในลักษณะเช่นนี้ในส่วนของฝ่ายไทยคือ การป้องกันไม่ให้ “กลุ่มเศรษฐกิจการเมืองไทย” เข้ามาแสวงหาประโยชน์ด้านพลังงาน โดยไม่ยอมทำในเรื่องของเส้นเขตแดน เพราะการที่กลุ่มเหล่านี้สามารถมาหาผลตอบแทนจากน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย โดยไม่สนใจกับปัญหาเส้นเขตแดน อาจทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองของไทยลดลง
ดังนั้น การตัดสินใจเลิก MoU 44 คือ การ “รื้อทิ้ง” กติกาเดิม และการเดินหน้าไปกับ UNCLOS นั้น กลุ่มทุนทั้งหลายสามารถเข้ามาแสวงประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติได้ โดยไม่มีผลผูกพันกับการทำเส้นเขตแดนทะเลในแบบเงื่อนไขเดิมอีกต่อไป
ฉะนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่า ใครจะเข้ามาเป็นผู้รับสัมปทานในพื้นที่ข้อพิพาทนี้ในอนาคต การรื้อกติกาเก่า จะมีนัยถึงการมาของ “กลุ่มทุนพลังงานใหม่” เพียงใด หรือว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นรัฐบาลในวันที่อนุมัติสัมปทาน แม้เราจะตอบคำถามไม่ได้ในวันนี้ แต่เราจะเห็นคำตอบนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ ก็หวังว่า “ชาตินิยมเลิก MoU” จะไม่เป็นเพียงการนำมาซึ่ง “ทุนใหม่-ผลประโยชน์ใหม่” ทางด้านพลังงานในอ่าวไทยในอนาคต !
