bg-single

กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ

03.06.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

“ความเป็นไปได้ของสงครามใหญ่เพิ่มมากขึ้น เมื่อรัฐมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตและไม่พอใจนั้น เริ่มจะเข้าแทนที่ในจุดที่มีความสำคัญ ซึ่งจุดเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐมหาอำนาจ ฝ่ายที่เป็นเจ้าโลกควบคุมไว้แต่เดิม”

Rosemary Foot
“Restraints on Conflict in the China-US Relationship,” 2018

ในช่วงการเดินทางเยือนจีนของผู้นำสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในตอนกลางเดือนพฤษภาคม 2026 นั้น ผู้นำจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงคำว่า “กับดักธูซิดิดิส” (Thucydides Trap) และเสนอว่าจีนและสหรัฐจะต้องก้าวข้ามกับดักนี้ไปด้วยกันให้ได้

ดังนั้น บทนี้จะขอเปิดประเด็นใน 3 ส่วน ได้แก่ 1) กับดักนี้คืออะไร 2) กับดักนี้เกี่ยวข้องกับสงครามอย่างไร และ 3) กับดักนี้มีนัยอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจในเชิงโครงสร้างของการเมืองระหว่างประเทศ หรือทฤษฎีเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” (The Power Transition Theory) ในบริบทของการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่

ธูซิดิดิสคืนชีพ

ในท่ามกลางการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่คือ สหรัฐกับจีนในศตวรรษที่ 21 นั้น ผู้แทนของประเทศทั้งสองได้พบกันหลายครั้งในหลายโอกาส และพวกเขามักจะชอบกล่าวถึงผลงานวิชาการของธูซิดิดิส เรื่อง “ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลโพนิเซีย” (The History of Peloponnesian War) ซึ่งเป็นดัง “มหาตำรา” ของนักเรียนในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ในทุกยุคทุกสมัย

สาระสำคัญของหนังสือที่แม้จะเป็นเรื่องราวของสงครามระหว่างนครรัฐกรีกในยุคก่อนคริสตกาล แต่ข้อสรุปหลักที่กล่าวถึงการต่อสู้แข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ และจบลงด้วยสงครามนั้น ยังเป็นสิ่งที่ถูกหยิบมาเป็นข้อถกเถียงในทางรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่ล้าสมัย

ข้อสรุปในเชิงประจักษ์จากประวัติศาสตร์ในยุคกรีกคือ “การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นสาเหตุหลักของสงคราม” ฉะนั้น ข้อวินิจฉัยของธูซิดิดิสเช่นนี้จึงเป็นการสร้างสมมุติฐานสำคัญในวิชายุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งยังเท่ากับบ่งชี้ว่าความผันผวนในระบบระหว่างประเทศล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามในการปรับสมดุลของรัฐอำนาจ จนเกิดการต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายขึ้น

ดังนั้น ถ้าถือตามข้อสังเกตในทางประวัติศาสตร์ของธูซิดิดิสแล้ว การแข่งขันเช่นนี้ก็คือเส้นทางที่พารัฐมหาอำนาจเข้าไปสู่ “กับดักสงคราม” อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และสภาวะเช่นนี้ถูกเรียกตามเจ้าของผลงานว่า “กับดักธูซิดิดิส” หรืออาจเรียกว่าเป็น “กับดักสงคราม” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่นั่นเอง

ถ้าเช่นนั้นแล้ว การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐจะจบลงเช่นสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาหรือไม่? และ 2 มหาอำนาจใหญ่ของโลกในปัจจุบันจะเข้าไปติด “กับดักธูซิดิดิส” เช่นตัวแบบจากสงครามนครรัฐกรีกหรือไม่ แน่นอนว่าคำถามเช่นนี้ท้าทายอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

การแข่งขันที่เกิดระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ในยุคสมัยของเรา อันนำมาซึ่งคำถามของสงครามนั้น จึงเสมือนกับการ “ปลุกวิญญาณ” ของธูซิดิดิสให้ฟื้นคืนชีพ เพื่อมาเป็นพยานของประวัติศาสตร์ของการเมืองโลกอีกครั้งว่า ผู้คนในศตวรรษที่ 21 จะเดินเข้าสู่สนามรบเช่นเดียวกับทหารเอเธนส์และสปาร์ตาหรือไม่

อีกทั้งเมื่อผู้นำจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวชวนผู้นำอเมริกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวข้าม “กับดักธูซิดิดิส” ให้ได้ จึงเป็นเหตุให้พวกเราทั้งหลายยิ่งต้องกลับมาสนใจงานของธูซิดิดิสกันอีกครั้ง จนอาจต้องเรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น “การหวนคืนของธูซิดิดิส” ในศตวรรษที่ 21

ว่าที่จริง หากเราย้อนกลับไปพิจารณาช่วงเวลาที่ผ่านมา เราอาจจะเห็นถึงความพยายามของผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายที่จะฝ่าข้ามกับดักนี้ เพราะตระหนักดีว่าสงครามของรัฐมหาอำนาจใหญ่นั้น มีนัยโดยตรงถึงการเกิดของ “สงครามโลก” ซึ่งก็คือ “สงครามโลกครั้งที่ 3” นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่จะเกิดไม่ใช่เป็นเพียง “สงครามเบ็ดเสร็จ” เช่นในแบบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เท่านั้น เพราะสงครามโลกครั้งที่ 3 อาจมีความเป็น “สงครามนิวเคลียร์” ด้วย เนื่องจากรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลกปัจจุบัน ล้วนมีสถานะเป็น “รัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์” อันทำให้เกิดความกังวลว่า ความขัดแย้งของรัฐเช่นนี้อาจทำให้เกิดการตัดสินใจในการใช้อาวุธนิวเคลียร์

การเปลี่ยนผ่าน

การแข่งขันเช่นนี้บ่งบอกถึง “การเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” (Power Transition) จากมหาอำนาจหนึ่งในฐานะของการเป็นผู้ควบคุมระเบียบระหว่างประเทศไปสู่อีกมหาอำนาจหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงนับจากปี 2010/11 เป็นต้นมา จีนได้ขยับตัวขึ้นมาเป็น “รัฐมหาอำนาจอันดับ 2” ของโลกทั้งในทางเศรษฐกิจและการทหาร อันนำไปสู่คำถามว่า จีนจะแซงหน้าขึ้นเป็น “อันดับ 1” แทนที่สหรัฐได้หรือไม่

การเติบโตของจีนในอีกทางหนึ่ง เห็นได้ชัดถึงภาพคู่ขนานว่า สหรัฐอยู่ในสภาวะถดถอย ไม่ว่าจะเป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน ขณะเดียวกันสหรัฐเองก็แบกรับภารกิจสงครามที่อาจจะเกินขีดความสามารถในทางเศรษฐกิจของตน ดังจะเห็นได้ถึงบทบาททางทหารของสหรัฐในอัฟกานิสถาน อิรัก จนถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน ตลอดจนการตกลงของสถานะของสหรัฐในเวทีโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากมิติของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแล้ว เห็นได้ชัดถึงการที่จีนพยายามจะแซงสหรัฐให้ได้ เช่น ความก้าวหน้าทางด้าน “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ซึ่งเชื่อกันว่าจีนน่าจะมีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐแล้ว

ในอีกด้าน การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเช่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่พึงพอใจ” ของจีนต่อสถานะของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากมหาอำนาจที่เป็นฝ่ายเติบโตย่อมต้องการที่จะเข้าทดแทนบทบาทของมหาอำนาจเดิมที่ถดถอยลง ซึ่งบทบาทของมหาอำนาจเดิมมีฐานะของการเป็น “ฝ่ายที่เป็นผู้ควบคุมเวทีโลก” คือมีสถานะเป็น “ฝ่ายที่ครองความเป็นใหญ่” ในเวทีโลก (หรือเป็น “เจ้าโลก”)

การที่รัฐฝ่ายที่เติบโตใหม่ย่อมต้องการเข้ามาแทนในบทบาทเช่นนี้ จึงเป็นดัง “ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” ในการเมืองโลก หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า “The Power Transition Theory” และความน่ากังวลใจในปัญหาเช่นนี้ก็คือ การเปลี่ยนของอำนาจเช่นนี้มักกระทำผ่านเงื่อนไขของสงคราม อันทำให้เกิดคำถามในอีกด้านหนึ่งว่า การเติบใหญ่ของจีนจะเป็นไปบนเส้นทางอย่างสันติหรือไม่?

สำหรับรัฐที่เติบโตเป็น “รัฐมหาอำนาจใหม่” ย่อมไม่มีความพึงพอใจต่อการดำรงสถานะเดิมในเวทีโลก เพราะเชื่อว่าระเบียบโลกที่เป็นอยู่ในแบบเดิมนั้น เอื้อประโยชน์กับรัฐมหาอำนาจเดิม มากกว่าจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งขัน ดังนั้น ในสภาวะเช่นนี้ สงครามจึงเป็นเครื่องมือที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะของฝ่ายตนในเวทีระหว่างประเทศ

ช่วงเวลาที่อันตรายของโลก

การเปลี่ยนผ่านของอำนาจเช่นนี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขของสงครามในตัวเอง ซึ่งในภาวะเช่นนี้มีประเด็นที่มีนัยอย่างสำคัญ 3 ประการ คือ

1) การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของมหาอำนาจใหม่

2) การขยายตัวของอำนาจทางทหารของฝ่ายอำนาจใหม่

3) การขยายอำนาจใน 2 ส่วนนี้ ทำให้รัฐมหาอำนาจใหม่ต้องการที่จะเปลี่ยนสภาวะเดิมของระเบียบโลก เพราะเชื่อว่าฝ่ายตนมีอำนาจมากพอที่น่าจะเป็น “มหาอำนาจอันดับ 1” ของโลกได้แล้ว และไม่ต้องการที่จะถูกจำกัดบทบาทและสถานะให้เป็น “เบอร์ 2” ของโลกตลอดไป

ฉะนั้น ในสภาวะของการแข่งขันเช่นนี้ จุดที่อันตรายที่สุดที่จะนำไปสู่สงครามระหว่างมหาอำนาจ มี 2 เงื่อนไขที่สำคัญ คือ

1) สภาวะที่มหาอำนาจเดิมที่เป็นฝ่ายที่ครองความเป็นใหญ่กำลังรู้สึกว่ารัฐมหาอำนาจใหม่ที่ไม่พอใจกับระเบียบเก่า กำลังจะเป็นฝ่ายที่เข้าแทนที่เขา ฝ่ายมหาอำนาจเดิมจึงตัดสินใจเปิดสงครามเพื่อป้องกันการเปลี่ยนอำนาจในเวทีโลก

2) รัฐมหาอำนาจใหม่รู้สึกว่าระเบียบแบบเก่าที่ดำรงอยู่นั้นเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของฝ่ายตน และตัดสินใจใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบใหม่

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีมักจะมองว่าฝ่ายที่เป็นรัฐมหาอำนาจใหม่จะเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นสงคราม เพราะเป็นฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยน “ความไม่สมดุล” (disequilibrium) ในระเบียบระหว่างประเทศ ไปสู่ “ความสมดุล” (equilibrium) ด้วยกลไกของสงคราม สงครามที่เกิดในภาวะเช่นนี้จึงมีความเป็น “สงครามชิงความเป็นเจ้าโลก” คือเป็น “Hegemonic War” เพราะผู้ชนะจะเป็นผู้กำหนดและ/หรือควบคุมระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งตัวอย่างของสงครามเช่นนี้ในโลกสมัยใหม่คือ สงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น

ดังนั้น การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในศตวรรษที่ 21 จึงถูกพิจารณาด้วยมุมมองจากข้อสังเกตของธูซิดิดิส เพราะแม้ภาพที่เกิดจะเป็นคนละช่วงเวลา แต่ก็สะท้อนให้เห็นคุณลักษณะแบบเดิมเช่นที่เอเธนส์เคยแข่งกับสปาร์ตามาแล้ว หรือไม่แตกต่างจากที่จักรวรรดิเยอรมนีเคยเข้าแข่งขันกับจักรวรรดิอังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งก็คือ การกำเนิดของสงครามโลกครั้งที่ 1

ความท้าทายในอนาคต

เวลาที่น่ากลัวของการแข่งขันของมหาอำนาจใหญ่เช่นนี้คือ สภาวะของการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ ที่มหาอำนาจเก่าต้องการคงระเบียบแบบเดิม แต่มหาอำนาจใหม่ต้องการระเบียบใหม่ ซึ่งก็คือสงครามที่ชิงความเป็น “เจ้าโลก” อันมีนัยถึงการต่อสู้เพื่อก้าวขึ้นเป็น “มหาอำนาจอันดับ 1” ในเวทีโลก และโดยข้อสังเกตจากประวัติศาสตร์นั้น คำตอบอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ใจแต่อย่างใด ที่จะต้องกล่าวในเชิงทฤษฎีว่า ความเป็น “เบอร์ 1” ของมหาอำนาจโลกนั้น มักได้มาด้วยสงคราม ไม่ใช่ได้มาด้วยกระบวนการอย่างสันติ

การได้มาเช่นนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอำนาจด้วย อันเท่ากับชี้ให้เห็นว่าการก้าวขึ้นเป็น “หมายเลข 1” ของโลกได้นั้นคือ ภาพสะท้อนที่บ่งบอกถึงการขยับของอำนาจที่ “เปลี่ยนผ่าน” (transit) จากมหาอำนาจหนึ่งไปสู่อีกมหาอำนาจหนึ่ง พร้อมกับเห็นถึงสภาวะที่มหาอำนาจเก่าที่เคยเป็นผู้ควบคุมระเบียบระหว่างประเทศนั้น ได้ถดถอยลง จนมีสถานะเป็นรอง

ฉะนั้น สภาวะของการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจก็คือ “กับดักธูซิดิดิส” ที่เป็นภาพสะท้อนจากปัญหาสงครามนครรัฐกรีกระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาในยุคก่อนคริสตกาล ถ้าเช่นนั้นแล้ว การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในศตวรรษที่ 21 จะย้อนรอยสงครามเอเธนส์กับสปาร์ตาอีกหรือไม่?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)