bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย

03.06.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (33)

เป็นเชลย

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2514 เวลาประมาณ 16.30 น. ใกล้จะถึงยอดเนินของฐานยิงแพนเทอร์ “เวียงชัย” มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งบนฐานกวักมือให้เขาและลูกน้องเข้าไปหา เข้าใจว่าเป็นทหารไทยแต่เมื่อเข้าไปถึงปรากฏว่าฐานยิงถูกข้าศึกยึดครองหมดแล้ว ข้าศึกมีกําลัง 50-60 คน บังคับให้ทหารไทยทั้งหมดปลดอาวุธและจับเป็นเชลยศึกตั้งแต่วินาทีนั้น ทราบต่อมาว่าที่ฐานยิงแพนเทอร์แห่งนี้ ทหารไทยได้ถอนตัวไปหมดสิ้นแล้วฝ่ายเวียดนามเหนือจึงเข้ายึดได้โดยง่าย และได้จับกุมทหารไทยไว้ได้แล้วก่อนหน้า 13 คน ก่อนที่จะลวงให้ “เวียงชัย” นำกำลัง 14 นายมาถูกจับเพิ่ม จึงรวมเป็นเชลยศึกทั้งหมด 27 นาย

ในจำนวนนี้มีทหารที่บาดเจ็บจากการรบ 4 นาย ข้าศึกใช้เชือกสายร่มที่ฝ่ายเราใช้ในการทิ้งของจากเครื่องบินผูกข้อมือและมัดต้นแขนแต่ละคู่เข้าด้วยกันรวมทั้งหมด 14 คู่ เว้นคนเจ็บหนัก 1 คนมัดเฉพาะข้อมือ ผู้ควบคุมเชลยศึกมีทั้งหมด 6 คน เป็นทหารระดับลูกแถวรอคําสั่งเพื่อนําไปเข้าค่ายกักกัน

ข้าศึกยึดสิ่งของประจำตัว “เวียงชัย” ได้แก่ เข็มทิศ ไฟแช็ก ปืนปากกา กระเป๋าสตางค์ ฯลฯ โชคดีที่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาที่ข้าศึกจะต้องควบคุมเป็นพิเศษ ซึ่งก็ได้กระซิบบอกลูกน้องทุกคนแล้วว่าไม่ให้พูดหรือปฏิบัติต่อตนในฐานะลูกน้องกับนายให้ข้าศึกล่วงรู้

เวียงชัย

แผนหลบหนีครั้งแรก

นับตั้งแต่ “เวียงชัย” สิ้นอิสรภาพ ในใจก็ครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะต้องหาโอกาสหลบหนีให้ได้ ในคืนแรกที่ถูกจับกุม ข้าศึกได้นําเชลยศึกทั้งหมดจากฐานยิงแพนเทอร์ไปควบคุมไว้บริเวณพื้นที่รวมพลของข้าศึกในหุบเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือห่างออกไป 500 เมตร ซึ่งมีกําลังข้าศึกประมาณ 500 คน เป็นทหารจากหลายหน่วยมารวมกันเพื่อรอคําสั่งเข้าตีหรือรุกคืบหน้าต่อไป ลักษณะพื้นที่มีลำห้วยไหลผ่าน ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมไม่สามารถตรวจการณ์ทางอากาศได้

“เวียงชัย” กับลูกน้องคือ พลทหารทองแดง สิงหา (ชาวจังหวัดลพบุรี หลังสิ้นสุดภารกิจได้แต่งงานอยู่กินกับภริยาที่จังหวัดขอนแก่น) ได้ตกลงใจร่วมกันจะหลบหนีจากที่ควบคุมคืนในนั้น โดยใช้ปากแก้ปมเชือกที่ผูกไว้ได้ แล้วพยายามคืบคลานไปพื้นที่รอบๆ ฐานตลอดทั้งคืนโดยอาศัยความมืดกำบัง แต่ไม่สามารถหลบหนีออกไปได้ เนื่องจากไปทิศทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงข้าศึกเกาะกลุ่มคุยกันอยู่เต็มไปหมด เมื่อหลบหนีไม่ได้ก็กลับมาที่เดิมเอาเชือกผูกไว้แบบเดิม แต่ไม่สามารถผูกให้แน่นได้ ในวันรุ่งขึ้นเมื่อผู้คุมมาพบจึงผูกให้แน่นตามเดิม

แผนหลบหนี ครั้งที่ 2

ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวบริเวณพื้นที่รวมพลของข้าศึกแห่งนี้ เชลยศึกและผู้ควบคุมอยู่ห่างจากกําลังส่วนใหญ่ของข้าศึกพอสมควร “เวียงชัย” จึงกําหนดแผนหลบหนีอีกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ลูกน้องทั้ง 27 คนหลบหนีทั้งหมด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม ตามจำนวนผู้ควบคุม ให้คนตัวใหญ่และแข็งแรงที่สุดเป็นผู้ล็อกคอผู้ควบคุม วางแผนลงมือตอนเช้าตรู่ขณะที่ผู้ควบคุมจัดขบวนการเคลื่อนย้ายและไม่ทันระวังตัว

แต่เมื่อถึงเวลาที่กําหนด “เวียงชัย” ให้สัญญาณ ปรากฏว่าแต่ละกลุ่มไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัว เนื่องจากผู้ควบคุมมีอาวุธปืนและอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมตลอดเวลา ถ้าปฏิบัติไม่สําเร็จตามแผนจะต้องถูกยิงตายอย่างแน่นอน แผนการหลบหนีครั้งที่ 2 จึงล้มเหลว

แผนหลบหนี ครั้งที่ 3

เมื่อแผนหลบหนีครั้งที่ 2 ล้มเหลว และส่วนใหญ่ยังคงไม่กล้า ทำให้การหลบหนีของเชลยทั้งหมดกระทําได้ยาก “เวียงชัย” จึงสอบถามลูกน้องคู่ใจ พลฯ ทองแดง สิงหา ว่าจะแยกตัวหลบหนีด้วยกันเพียง 2 คนไหม ได้รับคำตอบยืนยันจะหลบหนีไปด้วยกัน เพราะเชื่อมั่นในขีดความสามารถของ “เวียงชัย” ทั้ง 2 จึงตัดสินใจจะหลบหนีไปด้วยกัน โดย “เวียงชัย” กระซิบบอก “ข้าทําอะไร แกทําตามข้านะ”

รุ่งขึ้น วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2514 เวลา 08.00 น. ผู้ควบคุมได้เคลื่อนย้ายเชลยศึกทั้ง 27 คน จากที่รวมพลใกล้ฐานยิงแพนเทอร์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก จากการแอบฟังการพูดคุยของผู้ควบคุมทราบว่าจะนําไปค่ายกักกันที่ซำเหนือซึ่งอยู่ในเขตยึดครองของลาวฝ่ายซ้าย ขบวนเคลื่อนย้ายกำหนดให้คนบาดเจ็บอยู่หน้าสุดโดยมี “เวียงชัย” กับ พลฯ ทองแดง สิงหา เดินตาม ทุกคนยังคงถูกมัดด้วยเชือกร่มเป็นคู่ๆ มีเชือกยาวร้อยโยงระหว่างกัน ผู้ควบคุมยังคงมี 6 คน เชลยศึกทุกคนได้รับมอบให้ถืออาวุธปืน เอ็ม.16 ซึ่งได้ถอดลูกเลื่อนแยกเก็บไว้ทั้งหมดแล้วติดตัวไปด้วย ขณะที่ข้าศึกยังคงไม่ทราบว่า “เวียงชัย” เป็นนายทหารสัญญาบัตร

เชลยศึกเดินเท้ามาตามเส้นทางคนเดินในภูมิประเทศกลางทุ่งไหหิน ผ่านสนามบินบ้านทาง สนามบินเมืองพั้น และฐานที่มั่นฝ่ายเราที่ถูกข้าศึกยึดอยู่ 3-4 ฐาน มีรถถังข้าศึกจอดอยู่กระจัดกระจาย มองไปทางทิศเหนือเห็นยอดภูเก็งห่างออกไปประมาณ 10 กม. ระหว่างเดินทางที่ผ่านไป “เวียงชัย” พยายามสังเกตและจดจําภูมิประเทศ พลางวางแผนไว้ในใจว่า ถ้าหลบหนีได้จะใช้เส้นทางไหนอ้อมผ่านที่ตั้งหน่วยข้าศึกจึงจะปลอดภัย เวลาประมาณ 11.00 น. ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง ผู้ควบคุมได้ตัดเชือกที่ใช้โยงเชลยศึกทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 3-4 คน ตามจำนวนผู้ควบคุม ให้เชลยศึกจับคู่ผูกข้อมือติดกันเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม การเดินทางเว้นระยะต่อระหว่างกลุ่มประมาณ 10-20 เมตร

เวลา 12.00 น. เชลยศึกและผู้คุมเดินมาถึงลําน้ำที่มีลักษณะโค้ง กว้างประมาณ 10 เมตร ลึก 40 ซม. มีน้ำใสไหลผ่าน ห่างจากฐานยิงแพนเทอร์ประมาณ 8 กม. ผู้ควบคุมได้ถอดรองเท้าและเดินลุยเท้าเปล่าเพื่อไม่ให้รองเท้าเปียกน้ำ เชลยศึกก็ถอดรองเท้าตามผู้ควบคุม ระหว่างผ่านลำน้ำ เชลยศึกได้ดื่มน้ำ ล้างหน้า บางคนนั่งลงแช่ “เวียงชัย” เห็นช่องว่างระหว่างที่เชลยศึกขึ้นจากน้ำแล้วจะต้องเสียเวลาสวมรองเท้า ขณะแช่ลําตัวอยู่ในน้ำจึงได้แอบแก้เชือกที่โยงระหว่างกลุ่มออกเหลือเฉพาะเชือกที่ผูกข้อมือติดอยู่กับ พลฯ ทองแดง สิงหา เท่านั้น เมื่อกลุ่มแรกขึ้นจากน้ำและเคลื่อนย้ายไปแล้ว ส่วนกลุ่มที่ 3 ยังใช้เวลาถอดรองเท้าก่อนลงน้ำ ขณะที่กลุ่มที่ 2 ของ “เวียงชัย” ส่วนใหญ่ยังคงแช่น้ำอยู่กับผู้ควบคุม “เวียงชัย” ก็สะกิด พลฯ ทองแดง สิงหา ให้รีบสวมรองเท้าแล้วพากันวิ่งตามหลังไปเกาะอยู่หลังกลุ่มที่ 1 ซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มที่ 2 ที่กำลังขึ้นจากน้ำ เพื่อใช้โอกาสนี้แยกตัวหลบหนีตามแผนที่คิดไว้

พอขึ้นฝั่งจากริมน้ำได้ไปได้ประมาณ 30 เมตร เส้นทางเดินก็ขนานไปกับคันดินลูกรังสูงประมาณ 1.50 เมตร มีรั้วลวดหนามของหมู่บ้านร้างอยู่สูงจากคันดินประมาณ 80 ซม. “เวียงชัย” มองไปข้างหน้าคันดินซึ่งขนานกับเส้นทางเดินแล้วหักศอกเป็นมุมอับ จึงตัดสินใจเลือกพื้นที่คันดินซึ่งมีลักษณะเป็นดินแข็งเพื่อไม่ให้เกิดร่องรอยหลบหนีกระซิบบอก พลฯ ทองแดง สิงหา “เร็ว…หนี” พร้อมกับปีนข้ามคันดิน โยนปืนข้ามรั้วลวดหนามแล้วกระโดดข้ามรั้วลวดหนามไปพร้อมๆ กับ พลฯ ทองแดง สิงหา อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลิ้งตัวไปหลบอยู่ในหุบใต้พงหญ้าสูงประมาณ 1 เมตร แต่แล้วเมื่อเหลือบมองดูด้านบน ก็มองเห็นปืน เอ็ม.16 ที่โยนมาก่อนหน้านี้ค้างอยู่บนกิ่งไม้เหนือที่ซ่อนจึงต้องรีบปีนขึ้นไปหยิบก่อนที่ผู้คุมกลุ่มที่ 2 จะตามมาเห็น เมื่อได้อาวุธปืนแล้วก็คืบคลานตามร่องน้ำกลับมาที่ซ่อนใต้พงต้นอ้อที่สูงเกือบ 2 เมตร หลังจากนั้นเกือบประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ควบคุมซึ่งทราบแล้วว่าทั้ง 2 หลบหนีจึงย้อนกลับมาค้นหา และได้ยิงปืน 3-4 ชุดมายังเนินดินใกล้บริเวณที่เวียงชัยและลูกน้องหลบซ่อนอยู่ แต่เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติก็กลับไป

“เวียงชัย” กับลูกน้องซ่อนตัวอยู่จนพลบค่ำถึงเวลา 19.00 น.จึงเดินย้อนกลับไปแนวทางเดิม อาศัยแสงดาวพอมองเห็นเส้นทางข้างหน้า แต่ต้องก้มตัวต่ำและเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เป็นห้วงๆ ด้วยความระมัดระวัง เพราะกลัวจะถูกจับเป็นครั้งที่ 2 ครั้นเวลา 03.00 น. ก็มองเห็นเงาดําของภูเก็งที่ถูกทหารเวียดนามเหนือยึดไว้แล้วอยู่ด้านหน้าห่างไกลออกไป “เวียงชัย” คาดคะเนว่าขณะนี้ทั้ง 2 อยู่ทางด้านใต้ของฐาน บก.พัน.ทสพ.608 เดิม จึงได้แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวนอนพักผ่อนเอาแรง เลือกพื้นที่มีร่องน้ำลึกกั้นอยู่ทางด้านที่มีรถถังข้าศึก เพื่อป้องกันมิให้รถถังข้าศึกวิ่งมาทับขณะนอนหลับ

รุ่งขึ้น วันที่ 23 ธันวาคม 2514 ทั้ง 2 ยังคงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าใกล้กับที่ตั้งหน่วยของข้าศึกกลางทุ่งไหหินตลอดวัน อาหารก็ได้ขนมโก๋ผสมถั่วเหลืองที่ข้าศึกให้ไว้ระหว่างถูกควบคุมตัวหักแบ่งกินกับลูกน้อง ในเวลาบ่ายปรากฏว่ามีรถถังข้าศึกวิ่งผ่านห่างจากที่หลบซ่อนตัวเพียงประมาณ 100 เมตร เท่านั้น ตอนกลางคืน จึงออกเดินไปยังจุดที่ซุกซ่อนสิ่งของไว้ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของภูเก็ง ได้ผ้าห่ม แผนที่ กระจกส่องหน้า อาหารแห้งของกรมพลาธิการทหารบกซองสีเขียว 2-3 ซอง ขนมโก๋ 5 ห่อ รวมทั้งกระติกน้ำคนละ 1 ใบ จากนั้นก็ใช้ผ้าห่มม้วนมัดเป็นรูปทรงกระบอกตามแนวนอน เมื่อได้สิ่งของเสร็จเรียบร้อยก็พากันเดินตัดขึ้นเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสู่แนวหลังที่ฝ่ายเรายึดครองอยู่ เมื่อเดินทางมาได้ประมาณ 2 กม. ใกล้จะรุ่งฟ้าสางในตอนเช้าจึงหลบซ่อนตัวซุกนอนอยู่ในป่าทึบบนเขาอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน