My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
นวนิยายของคนไทย
ถูกแปลงเป็นละครเวที
ภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาระเบิด (8 ธันวาคม 2485) ได้ไม่นาน
ละครเพลงเรื่อง “กลับสู่ตะวันออก” (Return to the East) ที่ถูกดัดแปลงจากนวนิยายของพระสารสาสน์ฯ ที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษชื่อ Whom The Gods Deny (2483) แสดงในรูปละครเพลงแบบจุลอุปรากร (Operetta) ทั้งโรงละครทาคาราซึกะ ในโตเกียว
มีกำหนดการแสดงระหว่าง กุมภาพันธ์ – เมษายน 2485 อันเป็นช่วงต้นแห่งสงครามที่ฝ่ายอักษะมีชัยในสงคราม
ขณะนั้นญี่ปุ่นและไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในฐานะพันธมิตรช่วงสงคราม

เรื่องย่อละครเพลง
ของทาคาราซึกะ
Return to the East ที่ถูกดัดแปลงมาแล้วได้สะท้อนบริบทการเมืองโลกในช่วงสงคราม ผ่านเรื่องราวความรักและความรักชาติของ “รัมภา” สตรีไทยผู้รักชาติ เรื่องราวหลักเกิดขึ้นในไทย ตัวละครต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างอิทธิพลของตะวันตกกับจิตวิญญาณแห่งตะวันออก
เรื่องเปิดตัวด้วยบรรยากาศของประเทศไทยที่กำลังถูกกดดันหรือครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตก ทำให้คนไทยในเรื่องรู้สึกถึงการสูญเสียอิสรภาพและวัฒนธรรมดั้งเดิม
รัมภาได้รับแรงบันดาลใจหรือความช่วยเหลือจากแนวคิด “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” อันสื่อถึงบทบาทมหาอำนาจในเอเชียของญี่ปุ่นขณะนั้น ทำให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อนำพาประเทศกลับคืนสู่รากเหง้าของตะวันออก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความรัก ความรักของตัวละครเอกเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการรวมตัวกันของคนในชาติเพื่อต่อต้านศัตรูจากภายนอก
ละครจบลงด้วยชัยชนะของจิตวิญญาณตะวันออก ไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในฐานะประเทศเอกราชและมิตรประเทศสำคัญของญี่ปุ่น
ปิดท้ายด้วยฉากจบที่อลังการด้วยระบำเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองของเอเชียบูรพาเพื่อเน้นย้ำว่าคนเอเชียต้องสามัคคีกันและหันกลับมาหาวัฒนธรรมตนเอง

ทั้งนี้ คณะทาคาราซึกะนำเสนอภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีละครว่า ไทยเป็นประเทศที่สง่างาม มีอารยธรรมสูงส่ง และเป็นหัวใจสำคัญของการรวมตัวในเอเชียเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้ชมชาวญี่ปุ่นเห็นว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ไปรุกรานเอเชีย แต่ไปช่วยมิตรประเทศ เช่น ช่วยไทยให้พ้นจากเงื้อมมือของตะวันตก
ละครเรื่องนี้จึงเป็นทั้งเรื่องราวความรักที่สนุกสนานตามแบบฉบับทาคาราซึกะ พร้อมเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” ทางวัฒนธรรมที่แยบยลในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
กล่าวได้ว่า ละครเวทีเรื่องนี้เป็นการหยิบเอางานเขียนของพระสารสาสน์ฯ มาดัดแปลงผ่านศิลปะการละครของญี่ปุ่นตามสไตล์ของทาคาราซึกะ ด้วยการร่วมมือสร้างสรรค์ระหว่างเจ้าของบทประพันธ์กับคณะละคร เพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมืองและวัฒนธรรมในสมัยมหาเอเชียบูรพาในครั้งนั้น
หลักฐานจากโปสเตอร์โฆษณาฉบับที่เป็นรูปรัมภาในชุดสาวตะวันออกมีข้อความระบุว่าเป็นละครชุดวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา – ภาคประเทศไทย (大東亜共栄圏シリーズ・泰国篇) ซึ่งสะท้อนว่า เนื้อหาในจุลอุปรากรถูกออกแบบมาเป็นไปเพื่อส่งเสริมอุดมการณ์ “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” การต่อสู้กับอิทธิพลตะวันตกขณะนั้นและเน้นย้ำความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น
ส่วนชื่อละครว่า “Return to the East” เป็นคำขวัญทางการเมืองที่สำคัญสมัยญี่ปุ่นเรืองอำนาจ สื่อถึงชนชาติในเอเชียควรปฏิเสธอิทธิพลตะวันตกแล้วหันกลับมาสร้างความร่วมมือในภูมิภาคตะวันออก

คณะทาคาราซึกะกำหนดให้ละครเรื่องนี้ประกอบด้วย 15 ฉาก มีการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทยประยุกต์ เช่น ระบำแบบไทย การจำลองฉากวัด พระราชวังถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความ “ศิวิไลซ์” ของไทยในสายตาผู้ชมญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ทาเคโอะ นากานิชิ ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในการสร้างละครแนวโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งมักจะมีโครงสร้างเรื่องแบบเดียวกัน เช่น ตัวเอกมีความสับสนในความคิดจนนำไปสู่แนวคิดใหม่ เกิดกำลังใจลุกขึ้นสู้เพื่อชาติจนประสบความสำเร็จครั้งใหญ่
ซึ่งโครงเรื่องทำนองนี้เป็นมาตรฐานของละครทาคาราซึกะในยุคสงครามนั้น
ทั้งนี้ ละครเรื่องนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการเชิดชูประเทศไทยและอุดมการณ์มหาเอเชียบูรพาที่นำโดยญี่ปุ่น
จากการค้นคว้าหลักฐานจากฝั่งญี่ปุ่นพบว่า หลักฐานจากใบปิดโปสเตอร์โฆษณาพื้นสีเหลืองมีภาพเจดีย์และนางรำนั้น มีข้อความชื่อการแสดงตรงกลางว่า 東へ歸る แปลว่า “กลับสู่ตะวันออก” ซีรีส์วงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา ลำดับที่ 3 ภาคประเทศไทย (大東亜共栄圏シリーズ第三作 (泰国篇) ละครนี้มี 15 ฉาก (十五場寶塚歌劇三月公演)
ตารางการแสดงของคณะละครทาคาราซึกะประจำเดือนที่ 3 หรือมีนาคม นำแสดงโดย ซาโยะ ฟูกูโกะ และสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มพระจันทร์ (Moon Troupe) (小夜福子外月組總出演)

ญี่ปุ่นพยายามสร้างความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยด้วย ในรูปเราจะเห็นภาพวาดเจดีย์และตัวละครที่แต่งกายชุดไทยแบบประยุกต์ ซึ่งสะท้อนถึงการนำเรื่องราวของไทยไปจัดแสดงเป็นละครเพลงญี่ปุ่นในสมัยนั้น
ส่วนใบปิดตัวละครเรื่องนี้ฉบับที่เป็นหนังสือล้วน เป็นโปรแกรมการแสดงประจำเดือนเมษายน ปี 2485 มีข้อความว่า ละครเรื่อง “วงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา แสดงในลำดับที่ 3 ภาคประเทศไทย” ของการแสดงในชุดนั้นหลังการชมการเบิกโรงและระบำชุดอื่นๆ แล้ว ละครเรื่องนี้สะท้อนถึงเนื้อหาละครเกี่ยวข้องกับการเมืองและการสร้างภาพลักษณ์ให้มิตรประเทศ
ใบปิดระบุว่า การแสดงแต่ละวันประกอบด้วย การแสดงเบิกโรงด้วย
1. รำ “ยาซากะ” (รุ่งเรืองชั่วนิรันดร์)
2. การแสดงเต้นรำ “การเดินทางครั้งแรกบนท้องฟ้า”
และ 3. ชุดโครงการความเจริญรุ่งเรืองร่วมแห่งเอเชียตะวันออก
เรื่อง “กลับสู่ตะวันออก” แสดงนำโดยดาราดัง ซาโยะ ฟูกูโกะ ซึ่งในยุคนั้นเธอโด่งดังมากจากบทบาทเล่นเป็นตัวละครชาย การแสดงชุดนี้มี 15 ฉาก
ทางคณะฯ จัดให้มีรอบการแสดงต่างๆ ดังนี้ วันธรรมดา เริ่ม 17:00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์มี 2 รอบ คือรอบบ่าย 13:30 น. และรอบเย็น 17:00 น. ทั้งนี้ ค่าเข้าชมในเดือนเมษายนมีการปรับขึ้นอีกเป็น 3 เยน 20 เซน 2 เยน 10 เซน และ 1 เยน 40 เซน 1 เยน
นอกจากนี้ ที่ขอบด้านข้างของใบปิดมีสโลแกนโฆษณาชวนเชื่อเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันสู้และประหยัดทรัพยากรเพื่อชัยชนะในสงคราม รวมถึงราคาบัตรเข้าชมที่ระบุว่ามีการรวมภาษีเพื่อบำรุงกองทัพญี่ปุ่นไว้ด้วย
หากวิเคราะห์จากบริบทและหลักฐานที่หลงเหลืออยู่พบว่า ละครนี้สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนาฏศิลป์ไทยให้กลายเป็นละครเพลงแบบญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์นโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นในยุคสงครามเพื่อสื่อถึงความรุ่งเรืองของตะวันออกในสมัยวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา



