ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ เปิดใจกับ MatiTalk ถึงการเข้ามาการเมืองว่า
จริงๆ ไม่ได้เคยคิดที่จะเข้ามาทำการเมือง แต่ถามว่าสนใจแล้วก็ติดตามการเมืองหรือเปล่า อันนี้แน่นอน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเลย
เวลาเราเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ก็จะมีการวิเคราะห์ว่าถ้าเราถามลูกความ บริษัทที่เราทำงานอยู่ดำเนินไปแบบนี้ ความเสี่ยงคืออะไรบ้าง
หนึ่งในมิตินั้นก็คือเรื่องของการเมือง บางเรื่องเราบอกว่าตามกฎหมายทำได้ แต่ถ้าเดินไปในบรรยากาศในสภาวะการเมืองแบบนี้อันตราย ฉะนั้น ต้องถอยมานิดหนึ่ง คือใช้ปัจจัยและสถานการณ์ทางการเมืองเป็นตัววิเคราะห์ ว่าจะเดินแบบไหนมีกี่ทางเลือก
แต่ส่วนตัวไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาทำการเมืองมาก่อน พอตัดสินใจเข้ามาแล้วก็คิดว่าอยากจะได้มีโอกาสทำงานไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน
ซึ่งแน่นอนว่าถ้าได้ทำเองมีโอกาสบริหารเอง ก็เชื่อมั่นว่าด้วยเพื่อนร่วมงานด้วยเป็นคนที่ตั้งใจมุ่งมั่นจะขับเคลื่อนได้
แต่ถึงแม้ไม่ได้มีโอกาสบริหารเอง ส่วนไหนที่เราคิดว่าสามารถผลักดันร่วมกับภาคประชาชนเชื่อว่าอย่างน้อยก็ทำให้ดีขึ้น ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร
ที่ผ่านมาเราอยู่ในวงการนักกฎหมายต้องติดต่อกับต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ติดต่อกับนักลงทุนมาก เป็นคนมองอะไรกว้างๆ พอสมควร เห็นว่าประเทศเราเริ่มแย่ลง
สักประมาณ 20 ปีที่แล้ว ย้อนไปคือช่วงรัฐประหาร 2549 ถือเป็นเรื่องที่ช็อก เพราะหลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ประเทศก็ดูพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีรัฐธรรมนูญ 2540
พอเกิดเหตุการณ์ 2549 เริ่มมองเห็นว่า “เอ๊ะ ประเทศไทยไม่ปกติแล้ว” เพราะกระบวนการหลังจากนั้นไม่ค่อยปกติ พอปล่อยมานานเรื่อยๆ ปัญหาสะสมแล้วหมักหมมจนตอนนี้อย่างที่เขากล่าวว่า “เราคือคนป่วยแห่งเอเชีย”
สถานการณ์ที่ไม่ปกติจากข้างนอกไม่ว่าจะเป็นโควิดหรือสงครามจะเห็นว่าประเทศอื่นๆ เขาปรับตัวได้ ดูสิงคโปร์ เวียดนาม หรือหลายๆ ประเทศ
แต่ของเราดูเหมือนว่าไม่สามารถรับมือปัจจัยอะไรที่เป็นผลกระทบค่อนข้างแรงได้เลย
แสดงว่ามีปัญหาที่ข้างใน แปลว่าตัวเราไม่แข็งแรงภูมิต้านทานเราไม่ดี ซึ่งการเมืองเป็นหนึ่งในปัจจัยนั้น
กล่าวได้ว่า 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเรียกว่าสูญเปล่าแล้วก็สูญเสีย
ยกตัวอย่าง 1. หลักนิติธรรม เราถามตัวเองว่า รู้สึกว่ามีความเป็นธรรมหรือเปล่า
2. ปัญหาคอร์รัปชั่น อันดับเราตกลงไปเรื่อยๆ ล่าสุด มีผลสำรวจจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ต้องชื่นชมว่าคนที่ทำและคนที่ตอบต้องใช้ความกล้าอย่างมาก
3. เรื่องประชาธิปไตย รู้สึกว่าเรามีประชาธิปไตย ที่ดุลคานอำนาจของนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ใช่หรือเปล่า องค์กรอิสระยังเป็นอิสระหรือไม่?
4. “เสรีภาพในการทำธุรกิจการประกอบอาชีพไม่มีการผูกขาดจริงหรือเปล่า SME เป็นยังไง รายใหญ่เป็นยังไง คนไทยน่าจะเห็นแล้วตอบได้
สุดท้าย 5. คุณภาพการศึกษา จะเห็นได้ว่าทุกประเด็นที่ยกมามีปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ใน 5 เรื่องนี้มีอันไหนที่รู้สึกว่าโอเคจะให้คะแนนผ่าน ได้เกรด B ขึ้นไป คือมองไม่เห็นเลยสักข้อ
ตราบใดที่ยังไม่สามารถหลุดออกจากหล่มตรงนี้ได้ ประเทศก็เปลี่ยนแปลงได้ยาก การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลาสั้นๆ ภายใน 4 ปีไม่มีทางอยู่แล้ว ดูเวียดนามหรือจีนเขาเปลี่ยนแปลงก็ใช้เวลาหากทำตอนนี้ก็บวกไปอีก 20 ปี
แต่ถ้าไม่ทำก็เรียกว่าจะถอยหลังย้อนกลับไปอีก ไม่ใช่บอกว่านี่คือการวิ่ง 100 เมตร เจอคนเก่งเจอคนดีเจอคนตั้งใจแล้วจะทำได้ เพราะปัญหามันต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่ทำเลยแล้วตอนนี้เราเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้ประเทศเยอะขนาดนี้เด็กๆ รุ่นหน้าจะจ่ายยังไง เพราะภาระของคนสูงวัย การสาธารณสุขการแพทย์ก็ยิ่งเยอะมากขึ้น น่าเป็นห่วง
คนที่จะต้องรับภาระนั้นจริงๆ ก็เป็นลูกหลานเรา ถ้าไม่ทำให้ดีขึ้น เราก็ไม่ควรจะเติมภาระให้เขา
มองเห็นว่าสังคมไทยประเทศไทยไม่ไหวแล้ว ต้องขอใช้คำนี้ พอคิดว่าเด็กๆ รุ่นต่อไปที่ต้องอยู่อีกนาน เขาจะอยู่กันอย่างไร ก็เห็นว่าไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้กระทั่งในช่วงเวลาสั้นๆ พอยิ่งได้เข้ามาในสนามการเมือง ก็ยิ่งเห็นภาพนั้นชัดเจนขึ้น
คือถ้าเราได้มีโอกาสทำงานไม่ว่าบทบาทใด ที่ทำให้สังคม-ประเทศดีขึ้น เรียกว่าทำตัวให้เป็นประโยชน์ นอกจากไม่เป็นภาระแล้วก็อยากเป็นคนมีประโยชน์ เชื่อว่าประสบการณ์ที่มีสามารถเอามาช่วย
ตัวเองก็พยายามที่ใช้สติอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่ออะไร
การเมืองตอนนี้ต้องถือว่าอยู่ในช่วง wait and see รอดูอยู่ เรามีรองนายกฯ ที่เป็นอดีตเลขาธิการกฤษฎีกาคือคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ เขามุ่งมั่นอยากนำพาประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา)
ซึ่งถ้าทำได้ ผลพลอยได้จะช่วยทุกๆ เรื่องที่เราอยากทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “ลดกฎหมายที่ล้าสมัย” “ลดเรื่องการอนุญาต”
ที่สำคัญคือ “แก้เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น” เพราะมีข้อกำหนดอยู่หลายมิติมากที่หากจะเป็นสมาชิก OECD ต้องทำให้ได้ เขาถึงจะรับเป็นสมาชิก
แต่เมื่อเทียบกับถ้าได้มีโอกาสทำเอง แน่นอนคือเจตจำนงทางการเมืองของเรา ชัดเจน เทียบกับนโยบายของพรรคประชาชน กับที่เราได้เห็นในรัฐบาลก็ยังคิดว่าถ้าได้มีโอกาสทำเองคงจะสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เยอะกว่านี้
เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้วไม่ว่ารัฐจะตั้งกี่คณะกรรมการขึ้นมา ในที่สุดจะไปถึงปลายทางว่าทำจริงได้หรือเปล่า กล้าลดอำนาจหรือเปล่า กล้าตัดอำนาจตัวเองหรือเปล่า
ต้องใช้ political will ที่แรงกล้าที่มุ่งมั่นมากๆ ไม่อย่างงั้นทำไม่ได้
สําหรับความสนใจด้านการปฏิรูปภาครัฐ ขมวดได้เป็น 2 เรื่องง่ายๆ คือ ขนาด (ปริมาณ) และคุณภาพ
ซึ่งคุณภาพรวมเรื่องประสิทธิภาพเข้าไป ต้องยอมรับว่าเวลาที่บอกว่าราชการหรือภาครัฐของเราใหญ่อุ้ยอ้าย ข้าราชการเราเกิน 3 ล้านคน จำนวนคนเยอะขนาดนี้งบประมาณที่ใช้เรียกว่าเยอะมากๆ ต้องยอมรับว่าระบบอะไรก็ตามที่คนเยอะ จำนวนใหญ่ๆ ต้องอาศัยอำนาจสั่งการการเคลื่อนไหวมันยาก จะให้มีประสิทธิภาพก็เรียกว่าไม่มีทางเป็นไปได้
กระบวนการบริหารงานในภาคราชการ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 20 ปี ข้าราชการทำงานภายใต้ความหวาดกลัวเพราะทุกคนก็จะหยิบมาตรา 157 มาขู่กันตลอดเวลา จึงไม่กล้าตัดสินใจไม่กล้าคิด รอคำสั่งจนใช้ระยะเวลานานมาก
ส่งจดหมาย 1 ฉบับอาจจะต้องผ่าน 5 โต๊ะทั้งๆ ที่เนื้อหาไม่ได้มีอะไรเลย แล้วจะมีประสิทธิภาพรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ยังไง
ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้ digita AI เลยเป็นคำตอบว่าถ้าเราไม่ปฏิรูป นอกเหนือจากภาระในเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายเราจะมีคนเกษียณมากขึ้นมีค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้การเดินไปข้างหน้าช้า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปเปลี่ยนแปลงพัฒนา จะใช้คำไหนก็แล้วแต่
แต่พอเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด แทนที่จะเกิดการปฏิรูปกลับยิ่งส่งเสริมให้เกิดความเป็นรัฐราชการเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งกันได้นานขึ้น ระบบต่างๆ ที่อาจจะปล่อยมากเกินไปด้วยซ้ำ เป็นการสะสมจนเกิดปัญหามากขึ้น
ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ “ทิศทางผู้นำ” ต้องชัดเจนแล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ข้าราชการหรือระบบที่เขาติดวัฒนธรรมเดิมมานาน ในที่สุดคนทำงานกับผู้นำจะรู้ทิศทางกัน เราต้องพยายามทำให้เป็นระบบ เพราะวันไหนที่เราไม่อยู่วันไหนที่เราเกษียณวันไหนที่เราออกมา ระบบนั้นยังทำงานอยู่ได้ สร้างสมรรถนะทำให้เขามีความสามารถทำให้เขากล้าตัดสินใจ สามารถบอกได้ว่าจุดไหนที่คุณทำไปได้เลย จุดไหนที่ต้องมาปรึกษาหารือร่วมกัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ใช้เวลาแน่นอน ขั้นต่ำต้องเป็นสิบปี และถ้าขาดเจตจำนงทางการเมือง political will ไม่มีวันทำได้
อีกประเด็นที่สำคัญคือการปฏิรูป ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย การลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา
ผลที่ได้คือคนที่เขาทำมาหากินประกอบอาชีพจะคล่องตัวขึ้นมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และลดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น การเรียกรับสินบน ซึ่งสิ่งนี้คือหัวใจ จะทำสิ่งเหล่านี้ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่มาก
เพราะพอไปกระทบกับคนที่เคยมีอำนาจแล้วก็สามารถใช้อำนาจนั้นได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน มีรูปแบบการทุจริตเยอะแยะมากมายที่บรรยายไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่ง
พอทำเรื่องลดอำนาจลดใบอนุญาตลดดุลพินิจ ในแง่เศรษฐกิจคนจะสามารถทำมาค้าขายลดภาระเขาได้มาก ทำให้การขับเคลื่อนไปได้ง่ายขึ้น นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
สุดท้ายหน้าตาประเทศไทยในฝัน ของเพียงพนอ คือ ความคาดหวังให้ประเทศเป็นปกติแบบที่ควรจะเป็นไปตามระบบ
เรามีทรัพยากรดีๆ อยู่มากมาย มีหลายอย่างที่ถือเป็นศักยภาพของประเทศที่รองรับ
ปัญหาที่เห็นอยู่ในปัจจุบันต้องบอกว่าส่วนใหญ่เราร่วมกันสร้างขึ้นหรือละเลยหรือมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหามายาวนาน
ถ้าวันไหนที่รู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมกับคน โดยตัดชื่อออกไปตัดหน้าออกไป
ได้เห็นว่าทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยลงไปถึงในระดับที่คนที่ลำบากไม่ต้องมีการจ่ายอะไรทั้งสิ้น
การได้รับการปฏิบัติตามระบบ คนที่ควรจะเติบโตได้รับการส่งเสริม มีการส่งเสริมการศึกษาให้มีคุณภาพ บ้านเมืองมีความปลอดภัย ทุกอย่างก็คงดีขึ้น
แต่ทั้งหมดนี้คงเป็นเรื่องที่กินเวลายาวนาน
ชมคลิป
