ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
วันที่ 3 มี.ค. 2549 ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ความว่า
โดยที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในขณะนี้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศตกอยู่ในภาวะที่อาจจะนำไปสู่วิกฤตการณ์อย่างร้ายแรง เนื่องจากได้มีการชุมนุมเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และแม้ว่าจะได้มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ทางด้านฝ่ายการเมืองก็ปรากฏว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประกาศไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น และดูเหมือนว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะขยายวงกว้างมากขึ้นและไม่มีทางออกใดๆ เลย เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างก็ตั้งเงื่อนไขที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจยอมรับที่จะปฏิบัติได้ สภาวการณ์เช่นนี้กำลังทำให้ประเทศชาติไปสู่ความชะงักงันไร้หนทางออก
ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอยหลังคนละก้าวและลดการตั้งเงื่อนไขของตนเองลงโดยขอให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งโดยยึดมั่นในแนวทางสันติและยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยพิจารณาดำเนินการดังนี้
โดย 1. ขอให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ขอพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการนายกฯ ระหว่างจัดการเลือกตั้ง และขอพระราชทานรักษาการนายกฯ จากผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และมีความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้รักษาการนายกฯ ที่ทรงพระราชทานนี้ ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเสร็จ
2. ขอให้รักษาการนายกฯ ที่ทรงพระราชทาน กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยในการตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ ทั้งนี้ ให้ กกต. กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งใหม่ให้เหมาะสม และเป็นธรรมแก่ทุกพรรค
3. ขอเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรค ยอมรับและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยส่งบุคคลลงสมัคร ส.ส.
4. ขอให้รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของรักษาการนายกฯ ที่ทรงพระราชทาน ประสานกับ กกต. จัดให้มีองค์กรตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้ง จากภาคเอกชนและประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือ กกต. ดูแลการเลือกตั้ง โดยอำนาจการจัดการการเลือกตั้งยังคงเป็นของ กกต. แต่จัดให้มีองค์กรตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้งดังกล่าว จะช่วยให้ทุกพรรคตลอดจนประชาชนมั่นใจในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง
และ 5. ขอให้ทุกพรรคประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่าจะร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะบุคคลที่เป็นกลางภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมืองของประเทศในระยะยาวต่อไป
“ขอให้นายกฯ ยุติบทบาทหน้าที่นายกฯ เพราะทุกวันนี้นายกฯ และรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้ว ที่เสนอทางออกนี้เพราะหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นตรงกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะรุนแรง ไม่มีทางออก และเกิดความแตกแยกทางความคิดรุนแรง ถ้าปล่อยไว้หวั่นจะย้อนรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือ 14 ต.ค. 2516 วันนี้ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว” นายสุรพล กล่าว
นายสุรพลกล่าวอีกว่า การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 2 เม.ย. 2549 ไม่ใช่ทางออก แต่จะทำให้เกิดสภาเดียวที่ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีกรรมาธิการที่มาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน ไม่มีการตั้งกระทู้ญัตติตรวจสอบรัฐบาล สภาอย่างนี้คงเป็นที่ตลกขบขัน ทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่น วันนี้การรื้อฟื้นปัญหาไม่ใช่การแก้ไข จึงควรร่วมกันแก้ไข ถอยคนละก้าว เชื่อว่าทุกฝ่ายจะยอมรับแนวทางนี้ เพราะไม่ใช่เสนอให้ฝ่ายใดถอย ไม่ได้เสนอให้นายกฯ ลาออก แต่เสนอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอยคนละก้าวเพื่อชาติบ้านเมือง ที่ผ่านมายังไม่มีใครเสนอทางออกที่ครบทุกด้านมาก่อน ตนเห็นว่าแนวทางที่เสนอมีความเป็นไปได้ในทุกด้าน จึงควรยอมรับ
