วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
เป็นภาพสะท้อนใหญ่ไปไกลทีเดียว เมื่อหน่วยงานรัฐใหญ่อายุ 100 ปี มีผู้ท้าทายตัวเล็กๆ
ว่าด้วยบทบาทหนึ่งซึ่งสำคัญ เปิดประตูและกำกับโดยอำนาจรัฐ เกี่ยวกับหน่วยงานพยากรณ์อากาศ อันก่อเกิดและวิวัฒนาการสัมพันธ์กับพัฒนาการทางเทคโนโลยี เริ่มต้นจากการเดินเรือ และความมั่นคงทางทหาร เปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานบันทึกสถิติระดับท้องถิ่นไปสู่เครือข่ายความร่วมมือระดับโลกที่มีความซับซ้อนสูง
ในระดับโลก แรงขับเคลื่อนมาจากภัยพิบัติทางทะเล เมื่อเกือบ 2 ศตวรรษ อ้างอิงกรณีพายุใหญ่ในทะเลดำทำลายเรือรบฝรั่งเศสและอังกฤษในสงครามไครเมีย
ต่อมาไม่นาน (ปี 2416 ) จึงก่อตั้ง International Meteorological Organization (IMO) ขึ้นเพื่อจัดทำมาตรฐานการบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก
เมื่อเครื่องบินมาถึง ต่อเนื่องด้วยสงครามโลกสองครั้ง หน่วยงานพยากรณ์อากาศจึงย้ายไปสังกัดหน่วยงานกองทัพ
ครั้นสงครามใหญ่จบลง ในปี 2493 IMO ได้ยกฐานะเป็น World Meteorological Organization (WMO) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN)
สงครามเย็นตามมา เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดด้วยการมาถึงของดาวเทียม เรดาร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์
ส่วนอุตุนิยมวิทยาไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีเช่นกัน เริ่มจากในปี 2449 เมื่อมีวิชาอุตุนิยมวิทยาอยู่ในหลักสูตรของกองทัพเรือ
จากนั้นอีกหลายปีทีเดียว (2466) ในยุคอาณานิคม ในช่วง Westernization of Siam จึงตั้งหน่วยงานเล็กๆ ขึ้นครั้งแรก
เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงยกระดับครั้งสำคัญให้เป็นหน่วยงานระดับกรม (ปี 2479) มาจนถึงทุกวันนี้
ให้เรื่องกระชับ ขอตัดฉากสู่ยุคสมัยใหม่
ในระดับโลก บทบาทของรัฐปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผูกขาดกระจายข่าวสาร มาเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก (ยิงดาวเทียม ติดตั้งเรดาร์) ยอมปล่อยข้อมูลให้ภาคเอกชนนำไปแปรและขยายความ
ส่วนอุตุนิยมวิทยาไทยในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ดูเป็นไปแตกต่างอยู่บ้าง ได้จังหวะโอกาสใช้งบประมาณก้อนใหญ่ขยายบทบาท อ้างอิงกับข้อจำกัดในการพยากรณ์ภัยพิบัติร้ายแรงที่ผ่านๆ มา
โดยเฉพาะจากเหตุการณ์สึนามิปี 2547 รัฐจึงทุ่มงบประมาณจัดตั้งศูนย์เตือนภัย ติดตั้งระบบทุ่นลอยตรวจวัดสึนามิในอันดามัน และสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว/เรดาร์ชายฝั่ง ในช่วงนั้น (ปี 2548-2550) ได้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท
กับอีกช่วง หลังมหาอุทกภัยปี 2554 กับแผนการฟื้นฟูและปรับปรุงระบบ ด้วยงบประมาณราว 800 – 1,200 ล้านบาท เป็นการอัปเกรดซอฟต์แวร์ประมวลผล เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลเรดาร์ข้ามจังหวัด รวมทั้งจัดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติเพิ่มเติมหลายร้อยจุดทั่วประเทศ
อันที่จริง ข้อมูลอากาศเชื่อมกันทั้งโลก ระบบพยากรณ์ของรัฐมีความสัมพันธ์กัน มีระบบแชร์ข้อมูลกันมาช้านาน ในฐานะสมาชิกของ WMO อย่างกรณีอุตุนิยมวิทยาไทย แม้ไม่มีดาวเทียมตรวจอากาศของตนเอง แต่ก็สามารถใช้ข้อมูลจากดาวเทียมหลักจากญี่ปุ่น (JMA) รวมทั้งจีน (CMA) และเกาหลีใต้ (KARI และ KMA) ได้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ด้วยปรากฏ “ผู้เล่น” รายใหม่ เป็นองค์กรธุรกิจ มีบทบาทอย่างโดดเด่น สามารถข้ามพรมแดนและเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวาง
รายสำคัญๆ ระดับโลกอยู่ในโลกตะวันตก กลุ่มแรก ถือเป็นผู้เล่นหลัก อย่าง AccuWeather (ก่อตั้ง 2505) และ The Weather Company (2525) แห่งสหรัฐอเมริกา กับฝั่งยุโรปมี DTN / MeteoGroup (ควบรวมกัน ก่อตั้งปี 2527 และ 2529) และ StormGeo (2541)
อีกกลุ่มเป็น BigTech รายใหม่รายใหญ่ ให้บริการเชื่อมโยง อาทิ Spire Global (2553) มีดาวเทียมขนาดเล็กหลายร้อยดวงในการตรวจวัดสภาพอากาศ GraphCast (2566) ของ Google นำเทคโนโลยี Machine Learning มาใช้ และ Meteomatics แห่งสวิตเซอร์แลนด์ (2553) ใช้โดรนสำรวจสภาพอากาศร่วมด้วย
มีรายหนึ่งตั้งใจขยายความอย่างเจาะจง ให้เป็น “ภาพจำลอง” มองเห็นวิวัฒนาการ
The Weather Company (TWC) จากเคเบิลทีวีรายงานสภาพอากาศในสหรัฐ ก่อนจะมาเป็นผู้ให้บริการข้อมูลอุตุนิยมวิทยาระดับโลก จากกำเนิดช่องเคเบิลทีวีรายงานอากาศ (ปี 2525) ขยายตัวสู่ดิจิทัลเปิดตัวเว็บไซต์ Weather.com (ปี 2538) และเข้าซื้อกิจการอื่น นำเทคโนโลยีจำลองสภาพอากาศสำหรับภาคธุรกิจ (ที่เรียก B2B ) จนกลายเป็นแพลตฟอร์มสภาพอากาศอันดับหนึ่งในยุคอินเตอร์เน็ต
TWC ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว แต่มีความสัมพันธ์เชิงลึกกับองค์กรอุตุนิยมวิทยาของรัฐทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะองค์กรรัฐในสหรัฐ กับหน่วยงานหลักอย่าง NOAA (องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ) และ NWS (สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐ) ในฐานะผู้ให้ข้อมูลพื้นฐานจากดาวเทียมสำรวจ เรดาร์ตรวจอากาศทั่วประเทศ และสถานีตรวจวัดพื้นดิน ทั้งนี้ TWC เข้าดึงข้อมูลดิบ (Raw Data) มาประมวลผลต่อทันที
นอกจากนั้น TWC สามารถพึ่งพาเครือข่ายข้อมูลสภาพอากาศทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับ WMO (องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก) ประเทศสมาชิกทั่วโลกจะแบ่งปันข้อมูลอุตุนิยมวิทยาพื้นฐานผ่านระบบที่เรียกว่า GTS (Global Telecommunication System) แบบไร้ข้อจำกัด
รวมทั้งความสัมพันธ์กับหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาในประเทศต่างๆ โดยตรง ไม่ว่ายุโรปที่มีแบบจำลองการพยากรณ์อากาศระยะปานกลาง (ECMWF) ซึ่งขึ้นชื่อ สหราชอาณาจักร (UK Met Office) และญี่ปุ่น (JMA)
ขณะเดียวกัน TWC สร้างเครือข่ายระบบข้อมูลสภาพอากาศของตนเอง ที่น่าสนใจ มีโครงข่ายสถานีอุตุนิยมวิทยาย่อยๆ ผ่านการเข้าซื้อกิจการหนึ่ง – Weather Underground สตาร์ตอัพก่อตั้ง (ปี 2538) โดยกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จาก University of Michigan เป็นแพลตฟอร์มพยากรณ์อากาศ เข้าถึงข้อมูลมาจากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศส่วนบุคคล (Personal Weather Station) ที่มีสมาชิกกว่า 2.5 แสนแห่งทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย)
ทั้งนี้ เปิดรับสมาชิกเป็นการทั่วไป ให้ติดตั้งสถานีที่ว่าตามบ้านเรือนเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นกระบวนการใหญ่ในการรวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น ลม และปริมาณน้ำฝน จากระดับย่อยเชื่อมโยงกันเป็นภาพใหญ่
อีกส่วนหนึ่ง เข้าถึงข้อมูลจากอุปกรณ์พกพาและมือถือ จากแอพพลิเคชั่น (อย่าง The Weather Channel) ที่มีผู้ใช้นับร้อยล้านคนทั่วโลก โดยอาศัยความสามารถสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่มีเซ็นเซอร์วัดความดันบรรยากาศ (Barometer) เท่าที่ทราบมีมานานพอควร (ตั้งแต่ปี 2557) ในแบรนด์สำคัญ ตั้งแต่ iPhone 6 และ Samsung Galaxy S5
ข้อมูลที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งมาจากพันธมิตรธุรกิจ ด้วยทั้งการติดตั้งเซ็นเซอร์และระบบซอฟต์แวร์บนเครื่องบินพาณิชย์เพิ่มเติม และรวบรวมข้อมูลจากยานยนต์อัจฉริยะ ทั้งเซ็นเซอร์ปัดน้ำฝน อุณหภูมิภายนอกรถ และระบบควบคุมการขับขี่
TWC มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบของตนเอง โดยเปลี่ยนผู้ใช้บริการ พันธมิตรธุรกิจ และอุปกรณ์ IoT ที่เกี่ยวข้อง ให้กลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ข้อมูลเชิงพาณิชย์
ไม่เพียงองค์ธุรกิจที่กล่าวถึง แม้แต่หน่วยงานระดับโลกทั้ง NOAA ECMWF หรือ UK Met Office ล้วนมีทั้งบริการให้ผู้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลอากาศได้มากขึ้น รวมทั้งมีระบบสมาชิกเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลในระดับลึกขึ้นอีกขั้น
ข้อมูลสภาพอากาศในปัจจุบันเป็นข้อมูลเปิดกว้างมากขึ้นกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม อุตุนิยมวิทยาไทยยังคงมีบทบาทสำคัญตามกฎหมาย ในฐานะผู้ถืออำนาจเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ (Official Authority) ในยุคสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงสนับสนุนเครืองมือที่ว่า หรือ AI มีความสามารถมากทีเดียวในการจัดการกับข้อมูลมหาศาลและซับซ้อน สรุปผลได้อย่างรวดเร็ว
ขณะผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงควรทำหน้าที่อย่างสำคัญกว่าในการกำกับความถูกต้อง ตัดสินใจในภาวะเสี่ยง และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
