คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ทุกวันนี้ขนาดของครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่มีขนาดที่เล็กลง จากครอบครัวขยายแบบเดิมที่มีสมาชิกอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่คุณปู่คุณย่าลงไปถึงคุณลูกคุณหลาน กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีเพียงแค่พ่อแม่และคุณลูกเพียงหนึ่งหรือสองคนอยู่ด้วยกันเท่านั้น บางบ้านมีแค่คนสองคนอยู่ด้วยกันเป็นชีวิตคู่ หรือบางคนก็เลือกที่จะอยู่เดี่ยวไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
อาชีพที่แต่เดิมบางทีเรียกกันว่า “คนรับใช้” หรือพูดให้ไพเราะหน่อยว่า ผู้ช่วยทำงานบ้าน จึงมีตำแหน่งงานที่น้อยลง
แถมยุคสมัยนี้ยังมีบริษัทหรือกิจการที่รับมาทำความสะอาดบ้านเป็นครั้งคราว เช่น สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละสองครั้ง พอถึงเวลานัดหมาย บริษัทก็ส่งสมัครพรรคพวกสองสามคนมาตะลุมบอนทำความสะอาดบ้านเสร็จสรรพภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผู้ที่เลือกใช้บริการแบบนี้ก็ไม่ต้องมีผู้ช่วยงานบ้านอีกต่อไป
แต่ถึงแม้สังคมจะเปลี่ยนไปในแนวทางที่ว่ามาข้างต้นแล้วก็ตาม แต่สำหรับบางบ้านซึ่งยังมีวิถีชีวิตผูกโยงอยู่กับอดีต หลายบ้านยังมีความจำเป็นต้องมีผู้ช่วยงานบ้าน เพื่อช่วยปัดกวาดเช็ดถู และดูแลรักษาบ้านให้คงอยู่ในสภาพที่สวยงามใช้การได้ดี
“บางบ้าน” ที่ว่านี้หมายความรวมถึงบ้านของผมด้วย อย่าว่ากันเลยนะครับ แหะ แหะ
เรื่องมีอยู่ว่า บ้านที่ผมพักอาศัยอยู่ในขณะนี้เป็นบ้านที่มีอายุ 40 ปีแล้ว เมื่อตอนที่สร้างบ้านและขึ้นบ้านใหม่ในปี 2530 มีสมาชิกในบ้านอุ่นหนาฝาคั่ง มีตั้งแต่พ่อแม่ของผม ตัวผมเอง น้องชายของผมซึ่งต่อมาอีกสี่ปีก็แต่งงานมีน้องสะใภ้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน มีพี่เลี้ยงผมพร้อมด้วยสามีและลูกชายอีกหนึ่งคน
ทั้งหมดนี้ประกอบเป็นครอบครัวเดียวกันและอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน รวมสมาชิกในบ้านก็เจ็ดแปดคนนั่นเลยทีเดียว
อยู่ไปอยู่มา ถึงวันนี้พ่อแม่และน้องชายของผมไม่อยู่แล้ว น้องสะใภ้ก็แยกเรือนไปอยู่กับหลานชายและหลานสาวของผมที่บ้านหลังใหม่ซึ่งอยู่ในรัศมีเดินห่างกัน 1 นาที ซึ่งทำให้ชีวิตผมไม่ได้ว้าเหว่ขาดแคลนอะไร แต่ข้อสำคัญที่ต้องบริหารจัดการคือบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องหับเยอะแยะมาแต่เดิม แต่เหลือผมคนเดียวเปลี่ยวเอกาอยู่
แล้วผมจะดูแลบ้านหลังนี้ได้อย่างไร ในวัยที่ตัวเองอายุ 70 กว่าปีแล้ว
ด้วยเหตุผลหลายประการประกอบกัน ผมจึงมีผู้ช่วยงานบ้านหนึ่งคน และผู้ทำงานชนิดนี้ในปัจจุบันก็ไม่ง่ายเลยที่จะมีคนไทยด้วยกันสมัครใจมาทำงานบ้าน
เพราะฉะนั้นบ้านของผมจึงมีผู้ช่วยงานบ้านที่เป็นคนมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตก
อธิบายง่ายๆ ว่าเป็นกะเหรี่ยงจากประเทศเมียนมานั่นเอง
แต่อย่าไปบอกว่าเขาเป็นพม่าเชียวนะ
โอ๋ ซึ่งเป็นผู้ช่วยงานบ้านของผมจะอธิบายว่าเขาไม่ใช่พม่า แต่เขาเป็นกะเหรี่ยง
ฟังแค่นี้แล้วทำให้ผมพอเห็นภาพการเมืองภายในประเทศเมียนมาที่มีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยได้ชัดเจนขึ้นมาเลยทีเดียว
โอ๋ทำงานอยู่ที่บ้านผมมากว่าสิบปีแล้ว โดยมีหลักฐานและการอนุญาตต่างๆ ถูกต้องตามระเบียบของราชการประเทศไทย
เท่าที่ผมสังเกตเห็น โอ๋เป็นคนขยันมากถึงมากที่สุด นอกจากช่วยดูแลทำความสะอาดบ้าน ดูเรื่องอาหารการกิน ตลอดถึงซักผ้ารีดผ้าแล้ว ก่อนจะมาทำงานที่บ้านผม โอ๋เคยทำงานร้านขายต้นไม้มาก่อน
เมื่อมาทำงานอยู่กับผมซึ่งบริเวณบ้านมีพื้นที่ให้โอ๋สนุกกับการปลูกต้นไม้บ้างพอสมควร
ผลจึงปรากฏว่าต้นไม้บ้านผมงอกงามเขียวขจีเป็นอันดี
นอกจากบ้านผมซึ่งจำเป็นต้องมีผู้ช่วยงานบ้านเพราะเกินแรงเกินปัญญาที่ผมจะทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองในวัยนี้แล้ว ผมยังมีเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นผู้คุ้นเคยกันอีกท่านหนึ่ง ซึ่งอายุมากกว่าผมหน่อยหนึ่งและขนาดของบ้านก็ไม่แพ้กันกับขนาดของบ้านผมเลย ได้ปรารภเหตุเรื่องผู้ช่วยงานบ้านขึ้นมาในวงสนทนาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
เรื่องมีอยู่ว่า มีคนมาสมัครทำงานช่วยงานบ้านที่บ้านของพี่คนที่ว่า โดยผู้มาสมัครงานเป็นชาวกะเหรี่ยง และมีคำอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า เป็นกะเหรี่ยงคริสต์ แตกต่างจากกะเหรี่ยงพุทธซึ่งเป็นศาสนาของโอ๋ ผู้ทำงานอยู่ที่บ้านของผม
เมื่อมีคนมาสมัครงานใหม่ในบ้านหลังนั้น สมาชิกในบ้านคือรุ่นพี่ของผมพร้อมด้วยผู้ภริยาและสมาชิกในบ้านทั้งหลายมีการปรึกษาหารือกันว่า เป็นการสมควรจะรับสาวน้อยชาวกะเหรี่ยงคริสต์คนนี้เข้ามาทำงานบ้านหรือไม่
ที่ต้องเถียงกันมาก เพราะพอพูดถึงกะเหรี่ยงคริสต์แล้ว สมาชิกในบ้านหลายคนยังไม่วางใจ เพราะไปนึกถึงเหตุการณ์กองทัพก๊อดอาร์มี่ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังของชาวกะเหรี่ยงคริสต์กลุ่มหนึ่งเข้ายึดโรงพยาบาลศูนย์ที่จังหวัดราชบุรีหลายสิบปีก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ใหญ่โตและหลายคนยังจำได้ฝังใจ
การอภิปรายในญัตติว่าควรรับกะเหรี่ยงคริสต์เข้าทำงานในบ้านหรือไม่เป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมฟังดูท่าทีแล้วเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยให้มีการลงมติแบบนับคะแนนคนละหนึ่งเสียง เห็นจะแพ้เป็นแน่ จึงตัดสินใจปิดการประชุมแล้วสรุป บ้านของเราได้รับกะเหรี่ยงคริสต์รายนี้ไว้ทำงาน
แบบนี้เห็นจะเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์” เห็นจะได้กระมัง เมืองไทยของเราเป็นแบบนี้บ่อยนะครับ ฮา!
ด้วยเรื่องราวความเป็นมาอย่างนี้ กะเหรี่ยงคริสต์ก็ได้เข้ามาทำงานในบ้านหลังใหญ่ดังกล่าวมาได้สองสามเดือนแล้ว รุ่นพี่เจ้าของบ้านเล่าว่า เหตุการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยดี ผู้ช่วยงานบ้านคนใหม่ขยันตื่นเช้าและทำภารกิจแรกด้วยการกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่รอบบ้านจนหมดจดแล้วก็ไปทำงานอื่นต่อไปจนตลอดทั้งวัน
ความขยันเห็นจะไม่แพ้กันกับโอ๋ของบ้านผม ความซื่อสัตย์สุจริตก็มาแนวเดียวกันคือไม่มีปัญหาอะไรให้ไม่สบายใจ
ระหว่างที่คุยกันกับรุ่นพี่คนนี้ถึงเรื่องนี้นั่นเอง ผมนึกถึงข้อความสั้นเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งอ่านพบในเฟซบุ๊กเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งมีเรื่องน่าจับใจรวมทั้งชวนขันเล็กน้อยว่า ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูด้านละครของเมืองไทย ท่านทำหน้าที่คัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าเรียนฝึกหัดวิชาการละครเป็นตัวนาง ผู้สมัครรายหนึ่งมีรูปโฉมที่ท่านผู้หญิงตำหนิว่า ตัวดำไปสักหน่อย
ในที่นั้นให้บังเอิญที่ครูจำเรียง พุธประดับ ครูนาฏศิลป์อาวุโสอีกท่านหนึ่ง อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย คุณครูจำเรียงซึ่งอ่อนวัยอ่อนอาวุโสกว่าท่านผู้หญิงได้กราบเรียนท่านว่า ถึงตัวดำก็ผัดให้ขาวได้ สุดท้ายแล้วเด็กคนนั้นก็ได้เรียนวิชานาฏศิลป์เป็นตัวนางตามความตั้งใจ
ผมฟังเรื่องกะเหรี่ยงคริสต์สมัครทำงานบ้านรุ่นพี่ผม กับนึกถึงเรื่องตัวดำก็ผัดให้ขาวได้ของคุณครูจำเรียงแล้วนำมาจับคู่เทียบกัน ผมพบว่าทั้งสองเรื่องมีสาระตรงกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ ในการเลือกพินิจคัดคนเข้าทำงาน เข้าเรียน หรือทำหน้าที่ทั้งหลาย
ข้อหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ “การให้โอกาส” กับคน
ผมขยายความเอาเองว่า การพิจารณาคัดกรองคนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ทั้งหลาย ถ้าได้คนที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ถูกใจทุกข้อร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้นก็ดีสิครับ แต่บ่อยครั้งและหลายครั้งที่คนผู้มาให้เราเลือกมีตำหนิอยู่ สำคัญอยู่ที่ว่าเราเห็นตำหนินั้นยิ่งใหญ่ปานใด จนกระทั่งมองข้ามการให้โอกาสกับคนผู้แสวงหาโอกาสหรือไม่
และคำถามแนวนี้ก็อาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะเรื่องของการรับสมัครคนเข้าทำงานหรือเข้าเรียนหนังสือเท่านั้น ถ้ามองให้ขยายวงกว้างออกไปจากนี้ เราอาจจะใช้หลักนี้ไปเทียบเคียงในเรื่องอื่นๆ ได้อีกมาก เป็นต้นว่าการรู้จักคบค้าสมาคมกับคนทั้งหลาย
อันที่จริงแล้วการให้โอกาสกับคนอื่น มองในมุมกลับก็เป็นการให้โอกาสกับตัวเองเหมือนกัน ที่จะได้พบกับเรื่องใหม่คนใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องใหม่และคนใหม่ที่ดีมากหรือดีที่สุดสำหรับเราก็ได้
ผมไม่ปฏิเสธข้อมูลชุดเดิมที่อยู่ในสมองของแต่ละคน เหมือนกับความทรงจำเรื่องกะเหรี่ยงก๊อดอาร์มี่นั้นแล แต่การตกอยู่ในหล่มความคิดแบบเดิมก็เป็นข้อจำกัดในการมองโลกของเราเหมือนกัน
ข้อสำคัญเราจะผสมส่วนเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบันและอนาคตเข้าด้วยกันอย่างไรจึงจะเป็นการปิดโอกาสของคนอื่นและของตัวเราเอง
เป็นคำถามที่น่าคิดและท้าทายมาก จริงไหมครับ
