ประเด็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงปัญหาที่ผู้คนในสังคมไทยให้ความสนใจและติดตามอยู่มาก โดยเฉพาะในสื่อบางส่วน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมืองที่ “ปั่นได้-ขายได้” ในเวทีสาธารณะ และประเด็นตอนนี้ มาอยู่กับปัญหาข้อพิพาทเรื่องของเส้นเขตแดนทะเล
ดังนั้น เมื่อเวทีการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาททางทะเล (Compulsory Conciliation) ระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือที่อาจเรียกกันเล่นๆ ว่า “UNCLOS ไทย-กัมพูชา” ครั้งแรก เริ่มขึ้นในวันที่ 14-16 กันยายน ที่ประเทศสิงคโปร์ จึงทำให้เวทีการประชุมนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของอาเซียน และความเห็นของกรรมการชุดนี้ จะมีนัยสำคัญกับการแก้ปัญหาทางทะเลไทย-กัมพูชาอย่างมาก แม้จะมีการพูดเอาใจตัวเองในฝ่ายไทยเสมอว่า ความเห็นนี้จะไม่ผูกมัดประเทศไทยในทางกฎหมายก็ตาม
เปิดเวที “ด่า” !
การเปิดเวทีการประชุมครั้งแรก จึงเป็นดังการแสดงท่าทีให้เวทีระหว่างประเทศได้เห็น หรืออย่างน้อยคือ การได้แสดงให้เห็นถึง “ท่าที-ทิศทาง” ของผู้นำประเทศแต่ละฝ่ายในการแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละฝ่ายจะต้องทำให้เกิด “ภาพลักษณ์ที่ดี” ในสายตาของผู้ที่เป็นกรรมการของการประชุมนี้ รวมทั้งในสายตาของ “สื่อ” ในเวทีระหว่างประเทศ
สังคมไทยอาจต้องยอมรับว่า มุมมองของเวทีระหว่างประเทศกับเวทีในบ้านอาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เวทีระหว่างประเทศอาจจะไม่สนใจในรายละเอียดของการรบ อย่างที่ผู้แทนไทยแถลง แต่สนใจว่ารัฐคู่พิพาทจะยุติการรบได้อย่างไร หรือเวทีระหว่างประเทศไม่สนใจปัญหาที่เป็นเรื่องนามธรรม เช่น “ความจริงใจ” เพราะในทางปฏิบัติ ไม่มีใครตอบได้ว่า รัฐใดมีความจริงใจมากกว่ารัฐใด
หากแต่เขาสนใจว่า เป็นไปได้เพียงใดที่รัฐคู่พิพาทจะแสวงหาทางออกร่วมกัน มากกว่ามาใช้เวทีในการ “ด่า” อีกฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ เพราะขั้นตอนของการแก้ปัญหาในส่วนของการประชุมนี้ น่าจะเกินขั้นตอนของการนั่ง “ด่า” อีกฝ่ายไปแล้ว การไปแสดง “ภูมิปัญญาของการด่า” ในเวทีเช่นนี้ จึงไม่ได้ช่วยให้เกิดความได้เปรียบแต่อย่างใด แต่อาจทำให้เกิดภาพสะท้อนถึง “วุฒิภาวะ” ของนักการทูตไทย
ถ้าการประชุมในเวทีระหว่างประเทศใช้การ “ด่า” เป็นเครื่องมือ และเป็นผลดีอย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยแสดงออกในเวที UNCLOS แล้วจะทำให้เรามีความเหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาได้จริงนั้น การเรียนวิชา “การเจรจาระหว่างประเทศ” ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ควรจะเลิกสอน และไปหา “วิทยากรแบบปากจัดๆ” มาสอนแทน โดยไม่ต้องอิงหลักวิชาใดๆ ทั้งสิ้น
ประกอบกับนักการเมืองอย่างรัฐมนตรีต่างประเทศท่านนี้ อาจจะยังคงเหมือนยึดติดอยู่ใน “กระแสชาตินิยมไทย 2568” ที่เชื่อแบบง่ายๆ ว่า กระแสชาตินิยมจะช่วยในการสร้างเสียงสนับสนุนทางการเมืองให้แก่รัฐบาล และทั้งจะช่วยสร้างภาพให้กับตัวเขาเองในฐานะ “รัฐมนตรีชาตินิยม”
นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศท่านนี้ อาจลืมไปว่าลัทธิชาตินิยมอาจช่วย “เลี้ยงกระแสรัฐบาล” ได้ในปี 2568 เพราะมีสถานการณ์การสู้รบเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกระแส แต่สำหรับปี 2569 ควรจะเป็นปีของการแก้ปัญหา และหาทางให้ประเทศไทยต้องหลุดออกจาก “กับดักสงครามกัมพูชา” เพราะสงครามนี้ ไม่ได้สร้างผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ไทยแต่อย่างใด และยังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภายในของไทยอย่างมาก ซึ่งผลกระทบเช่นนี้ ฝ่ายชาตินิยมอาจไม่ยอมรับ รวมถึงเรื่องของการผ่อนคลายปัญหาการค้าชายแดน
แต่กับดักกระแสชาตินิยมในแบบปี 2568 ยังมีอยู่มากในระบบความคิดของนักการเมืองไทย ที่เชื่อว่า การ “ด่า” จะเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพ ขณะเดียวกัน สื่อไทยก็ยังยึดติดอยู่กับกระแสชาตินิยม จนลืมตั้งคำถามว่า การแสดงออกของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยในเวทีสิงคโปร์ จะสร้างผลตอบแทนทางการทูตให้แก่ไทย หรือเป็นเพียงการสื่อสารกันเองกับสังคมภายในของไทยเพื่อผลตอบแทนทางการเมือง ไม่ใช่สื่อกับสังคมภายนอก
ภาพไทยในสายตาโลก
ในสภาวะเช่นนี้ สื่อดูจะลืมถามว่า การสื่อสารแบบ “ด่ากัมพูชา” จะช่วยสร้าง “ภาพลักษณ์” ของผู้แทนไทยในสายตาของกรรมการประนอมฯ ที่ต้องตัดสินปัญหาข้อพิพาท และในมุมมองสังคมนานาชาติได้จริงหรือไม่
แต่ตอบได้ประการหนึ่งว่า ด่าแล้ว “สะใจคนในบ้าน” … ด่าแล้ว ช่วยสร้างกระแสแบบ “ถูกใจคนในบ้าน” แต่เราอาจจะต้องถามต่อไปว่า แล้วไทยจะได้ผลตอบแทนอะไรในการกระทำเช่นนั้น เพราะผลที่แท้จริงคือ ทำให้ภาพทางการทูตของไทยดู “ตกต่ำ” กว่ากัมพูชาอย่างไม่เป็นผลดีต่อประเทศแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในเวทีระหว่างประเทศไม่มีใครตอบแทนใครได้ว่า กัมพูชารักสันติภาพมากกว่า หรือไทยรักสันติภาพมากกว่า แต่การสื่อสารผ่านการ “ด่า” นั้น ไม่ช่วยสนับสนุนให้เกิดภาพว่า ไทยถูกกัมพูชากระทำ เพราะท่าทีไทยมีลักษณะพูดแบบ “ก้าวร้าว” ในขณะที่กัมพูชาเล่นบทพูดนุ่มๆ และพูดตรงในหลักการ ภาพที่เกิดขึ้นจึงช่วยยืนยันว่า ไทยเป็น “ฝ่ายกระทำ” และกัมพูชาเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” และเป็นการยืนยันจากท่าทีของไทยเอง
ถ้าเราสนใจทิศทางการแสดงออกในเวทีระหว่างประเทศ เราอาจจะรู้สึกได้อย่างหนึ่งว่า ไทยเล่นเกมเดิม … ไทยเล่นมุขเดิม ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชาจึงพอคาดเดาได้ไม่ยากว่า รัฐมนตรีต่างประเทศไทยจะพูดอะไรที่สิงคโปร์ และถ้าเราติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เราจะเห็นได้ว่า ประเด็นการนำเสนอของผู้แทนฝ่ายไทยไม่มีอะไรมากกว่าสิ่งที่เคยแสดงออกผ่านสื่อในบ้านมาแล้วในกระบวนการสร้างกระแสชาตินิยม
เราอาจไม่อยากได้ยินข้อสังเกตที่กล่าวว่า การสื่อสารของไทยในเวทีสากลในทิศทางเช่นนี้ ไม่ช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ของไทย และยังทำให้เห็นว่า ฝีมืองานการทูตไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากัมพูชา … สังคมไทย สื่อไทย และนักชาตินิยมไทยอาจจะทนกับความเห็นเช่นนี้ไม่ได้ แต่เวทีที่สิงคโปร์กำลังสะท้อนภาพเช่นนั้น และจะทำให้เรามีมิตรในการแก้ปัญหาน้อยลง ซึ่งน่าสนใจว่า รัฐบาลไทยประเมินเรื่องนี้อย่างไร หรือรัฐบาล (รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันนโยบายสุดโต่งเช่นนี้) ยังเชื่อว่า “ไทยเดินมาถูกทางแล้ว” (555!)
อีกทั้ง หลายครั้งที่ปัญหาเกิดขึ้น เรามักจะชอบบ่นด้วยความน้อยใจว่า “โลกไม่รักไทย … โลกไม่เข้าข้างไทย” แต่เราอาจไม่ทันคิดว่า ภาพลักษณ์ทางการเมืองของไทยในเวทีสากลในปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น มีปัญหาอยู่พอสมควร แน่นอนว่า รัฐบาลอาจจะไม่อยากได้ยินรายงานที่กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ท่าทีของผู้นำไทยในเวทีสากลว่า ท่าทีการแสดงออกของไทยนั้น ไม่ได้เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควรในมาตรฐานระหว่างประเทศ
กับดักภายใน
สังคมไทยติดกับดักกับ “ปัญหาความวุ่นวายภายใน” มาอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งที่การสื่อสารของผู้นำไทยในเวทีสากลนั้น เป็นเพียงการสื่อเพื่อตอบสนองกับกระแสในบ้าน หรือที่เรียกว่า “สื่อสารเอาใจกระแส” กล่าวคือ ผู้นำไทยเล่นกระแสอยู่กับการเมืองภายใน จนเป็นความเคยชิน และไม่สนใจมุมมองจากเวทีสากล
ดังนั้น จึงอาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า รัฐบาลไทยปัจจุบันเอาการเมืองภายใน ไปเล่นหาเสียงผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะกระทบกับประเทศ ทิศทางในแบบ “กระแสนำการเมือง การทหารตาม” ที่ดำเนินมาภายใต้รัฐบาลชุดนี้ อาจจะช่วยให้เรา “สนุกในบ้าน-สะใจในบ้าน” แต่ไม่ช่วยให้เรา “ชนะศึกนอกบ้าน” อย่างแน่นอน เพราะนโยบายที่ใช้ “ความสะใจ” นำ ไม่ช่วยให้เราได้เปรียบในเวทีสากล
สุดท้ายนี้ ถ้าผู้นำไทยคิดจะสู้ทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ ก็คงต้องปรับมุมมองและทัศนคติให้เป็นสากล ต้องเลิกคิดงานการทูตแบบ “มวยวัดบ้านนอก” เพื่อหวังจะเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ชก “มวยสากล” นอกบ้าน !
