การต่อสู้ระลอกถัดไป (ของผู้สูงวัย) | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
การลงมติเรื่องคดี “ฮั้ว ส.ว.” ของ กกต. ที่เลือกจะสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องเพียงบางส่วน ไม่ได้ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยุติลงหรือคลี่คลายตัวไปสู่จุดที่ปลอดโปร่งมากขึ้น ตรงกันข้าม หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ามตินี้กำลังนำพาสังคมไทยเดินทางไปสู่ “ความขัดแย้ง-การต่อสู้” ระลอกใหม่
ยิ่งเรานำการตัดสินใจของ กกต.เสียงข้างมาก ไปวางประกบกับภาพการชุมนุมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 กันยายน ไปวางประกบกันท่าที-จุดยืนของบุคคลสาธารณะ ปัญญาชน และเทคโนแครตฝ่ายอนุรักษนิยมหลายคนก่อนหน้านั้น
รวมถึงการออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเพื่อสงวนความคิด-การลงมติของตนเอง ของ กกต.เสียงข้างน้อยท่านหนึ่ง
เราก็จะยิ่งมองเห็น “แนวโน้มน่าสนใจ” บางประการ ที่อาจกลายเป็น “ลักษณะเด่น” ของการต่อสู้ทางการเมืองระลอกถัดไป ซึ่งดูจะหลีกเลี่ยงได้ยากเสียแล้ว


“แนวโน้มน่าสนใจ” ข้างต้นคืออะไร?
คำตอบคือ ดูเหมือนว่าการต่อสู้ระลอกที่กำลังจะเคลื่อนตัวมาถึง อาจไม่ใช่การปะทะกันระหว่าง “คนต่างรุ่น” เช่น การมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างเครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมผู้ถือครองอำนาจรัฐไทย กับพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่หรือการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของเยาวชนคนหนุ่มสาว ซึ่งอุบัติขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดทศวรรษ 2560
แต่อาจจะเป็นการประลองพลังและความคิดของบรรดา “ผู้สูงวัย” ในบ้านเมือง
ทำไมผมจึงมีทรรศนะเช่นนั้น?
คำตอบก็คือ ถ้าพิจารณาสภาพการณ์ของการชุมนุมกดดัน กกต. หน้าหอศิลป์ กทม. หลายคนที่ไปร่วมสังเกตการณ์ต่างมองเห็นคล้ายกันว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่กระตือรือร้นส่วนใหญ่หรือ “พลังหลัก” ของม็อบ ดูจะเป็นกลุ่มประชากรสูงวัย (อายุ 50-80 ปี) ซึ่งมีทั้งผู้ที่เปิดตัวว่าต่อสู้ร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอด 20 ปีหลัง และผู้ที่คล้ายจะอยู่ในฝ่ายอนุรักษนิยมมาก่อนหน้านี้
(ขณะที่ “คนรุ่นใหม่” กลับมาร่วมชุมนุมไม่มากนัก ส่วนหนึ่งคงเพราะพวกเขายังคงหมดหวังและอ่อนล้ากับการเมือง รวมทั้งหวาดกลัวเข็ดขยาดว่าพวกตนจะถูกรัฐไทยเล่นงานด้วยกระบวนการนิติสงครามต่างๆ เช่นเดียวกับ “คนรุ่นใหม่รุ่นที่แล้ว”)
นอกจากนั้น ยังมีความชัดเจนว่าบรรดาปัญญาชน-เทคโนแครตระดับสูงของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่พาเหรดออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2560 และกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. อย่างคึกคักเร่าร้อนติดต่อกันหลายราย ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “ผู้อาวุโส” รุ่นราวคราวเดียวกับพลังหลักของม็อบหน้าหอศิลป์ฯ นั่นแหละ
น่าสนใจว่า กกต.เสียงข้างน้อย ที่ทำให้สังคมยังคงไม่หยุดตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือก ส.ว. และผู้มีอำนาจทางการเมืองเบื้องหลังกระบวนการดังกล่าว ก็มีสถานะเป็นอดีตข้าราชการตุลาการและข้าราชการพลเรือนวัยเกษียณเช่นเดียวกัน
แม้แต่ฝ่ายที่ถือครองอำนาจรัฐยุคปัจจุบัน ทั้งนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีในพรรคภูมิใจไทย และโครงข่ายผู้มีอำนาจกำกับควบคุมรัฐไทยนอกระบบเลือกตั้ง พวกเขาต่างก็มีสถานะเป็นผู้สูงวัยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น


ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองระลอกใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ณ ปี 2569 โดยมีหมุดหมายตั้งต้นจากคดี “ฮั้ว ส.ว.” จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะกลายเป็นสนามการต่อสู้กันในทางความคิดของบรรดาผู้สูงวัยหลากหลายกลุ่ม
เสียงประท้วงโต้แย้งจากท้องถนน จากเวทีสัมมนา จากพื้นที่ของสื่อมวลชน ที่ก้องดังไปถึงรัฐไทย ดูเหมือนจะไม่ใช่ “เสียงของคนรุ่นใหม่” ที่กระตุกเตือนผู้ถือครองอำนาจรัฐว่า เวลาจะทำอะไรขอให้นึกถึงคนรุ่นหลังและอนาคตข้างหน้าบ้าง
หากเป็นสารจากเหล่า “ผู้สูงวัยที่ไร้อำนาจรัฐ” ที่ส่งไปถึงคนวัยเดียวกัน ซึ่งมีอำนาจดังกล่าวอยู่ในมือ พร้อมคำถามว่า (พวก) คุณมีคุณธรรมความสามารถมากพอที่จะปกครองประเทศนี้จริงหรือไม่?
การต่อสู้ที่กำลังงวดเข้ามา จะกลายเป็นพื้นที่ให้คนสูงวัย (ซึ่งไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) ในสังคมไทย ได้มาถกเถียงวิวาทะกัน ว่าด้วยปัญหาเรื่องอำนาจนำ ความชอบธรรม คุณสมบัติของชนชั้นปกครอง ตลอดจนลักษณะของรัฐและสังคมไทยที่พวกเขาแต่ละฝ่ายปรารถนา
บางที ประเทศไทยที่ถูก “แช่แข็ง” อยู่ใน “สองทศวรรษอันสูญเปล่า” มาเนิ่นนาน อาจได้ฤกษ์ขยับเขยื้อนตัวครั้งสำคัญ สืบเนื่องจากความขัดแย้งระลอกนี้
ภาพจาก : Matichon Online
