น่าสนใจว่า สภาวะทางการเมืองวันนี้ที่ฝ่ายขวามีปัญหากันเอง จนอาจต้องเรียกว่า “ขวาไม่เอาขวา” และสะท้อนให้เห็นถึง “ความอึดอัด” ทางการเมืองของขวาหนึ่ง ที่มีกับอีกขวาหนึ่ง อันนำไปสู่ภาวะ “ขวาชนขวา” ซึ่งต้องถือว่าน่าสนใจ เพราะเราไม่ค่อยเห็นฝ่ายขวาออกมาชนกัน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาในระดับบุคคล
อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่าทุกชุดความคิดทางการเมืองมี “เชดสี” หรือที่เรียกในทางรัฐศาสตร์ว่า “political spectrum” ของความคิดทางการเมือง แต่ส่วนใหญ่ในเวทีการเมือง เรามักจะเห็นการโต้แย้งกันในหมู่ปีกซ้าย หรือในส่วนของฝ่ายเสรีนิยม ดังที่กล่าวแล้ว ในการเมืองไทยนั้น เราไม่ค่อยเคยเห็นสภาวะแบบ “ขวาชนขวา” มากนัก
แต่ในวันนี้ เราเริ่มเห็นอาการ “ขวาชนขวา-ขวาไม่เอาขวา” อย่างน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นเพราะการเมืองในอีกปีกหนึ่ง อ่อนแรงลงไปกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และไม่ได้กลายเป็นปัญหาในทางการเมือง
ข้อสังเกต
ความน่าสนใจของการเมืองไทยแบบ “ขวาชนขวา” จึงชวนให้ตั้งข้อสังเกตดังนี้
1) ฝ่ายขวาไทยก็เหมือนกลุ่มการเมืองอื่นทั่วโลก ที่ไม่ได้เป็นเอกภาพ และมีหลายความคิดที่แตกต่างกันอยู่ และในบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งใน “ความเป็นขวา” ด้วยกันเอง หรือเป็นปัญหาที่ขอเรียกว่า “ขวาไม่เอาขวา” ในทางความคิดและนโยบาย
2) ในความขัดแย้งปัจจุบัน ขวาไทยอาจแบ่งอย่างที่หยาบที่สุดเป็น 2 ส่วน เพื่อให้เห็นถึงสถานพของปัญหา คือ “ขวาในทำเนียบ” หรืออาจเรียกอีกแบบว่า “ขวาอำนาจรัฐ” กับอีกส่วนคือ “ขวานอกทำเนียบ” หรือที่อยากขอเรียกว่า “ขวาประชาสังคม”
3) ในความเป็นจริงของความเป็นขวา อาจแบ่งออกได้มากกว่า 2 เชดสีอย่างแน่นอน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะแยกเป็น 2 ส่วน เพื่อให้เห็นสภาพของการต่อสู้ของฝ่ายขวาที่ปรากฏให้เห็นหลังจากการประกาศของผู้นำฝ่ายขวาในเวทีประชาสังคมในลักษณะ “ชนรัฐบาล”
4) เป็นที่ชัดเจนในตัวเองว่า ขวาในทำเนียบหรือ “ขวาอำนาจรัฐ” นั้น มีสถานะของความเป็นรัฐบาล และทำหน้าที่ในการกุมกลไกรัฐ ซึ่งฝ่ายขวาในส่วนนี้ มีปัญหาไม่โปร่งใสในเรื่องอำนาจรัฐ และยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องตามมาที่สังคมไม่ยอมรับ อีกทั้ง กระบวนการแก้ปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลก็ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม
5) ขวาอำนาจรัฐมี “ชนัก” ติดมาใน 4 เรื่องใหญ่คือ ปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (กรณีฮั้ว สว.) ปัญหาการทุจริตการสอบในกระทรวงมหาดไทย ปัญหาการบริหารจัดการพลังงานในวิกฤตสงครามอิหร่าน และปัญหาที่ติดค้างมาคือ ปัญหาที่ดินเขากระโดง อันทำให้สังคมมีความรู้สึกไม่ไว้ใจรัฐบาล
6) ขวาอำนาจรัฐอาศัยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ โดยสามารถมีอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระ ที่ผ่านการคัดเลือกจากวุฒิสภาที่ถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคม จึงทำให้เกิดความเชื่อในหมู่ชนชั้นนำบางส่วน (บางส่วนเท่านั้น) ว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็น “รัฐบาลฝ่ายขวาที่ล้มไม่ได้” และอยู่ได้นานในทางการเมือง แม้จะมีปัญหาในเรื่องไม่โปร่งใส และปัญหาประสิทธิภาพของการบริหารของรัฐบาลก็ตาม
7) ขวาอำนาจรัฐที่แม้จะดูเข้มแข็งในทางการเมือง ด้วยจำนวนเสียงในสภาทั้งสภาล่างและวุฒิสภา และการค้ำจุนขององค์กรอิสระ รวมถึงการสนับสนุนบางประการ แต่ขวารัฐบาลก็มีความ “เปราะบางทางจิตวิทยาการเมือง” เพราะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ ในสังคม และในหมู่พวกขวาด้วยกัน ที่ไม่ยอมรับรัฐบาล
8) ขวาอำนาจรัฐไม่เป็นที่ตอบรับในสังคม เนื่องจากถูกมองว่าเป็น “รัฐบาลอ่อนประสิทธิภาพ” ในการแก้ปัญหาของประเทศ และการจัดการที่เกิดขึ้นก็มักมีเสียงวิจารณ์เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ซ่อนอยู่ เช่น การแก้ปัญหาพลังงาน ภาวะเช่นนี้จึงกลายเป็น “รัฐบาลขวาที่ขวาไม่ไว้ใจ”
9) ขวานอกทำเนียบ หรือ “ขวาประชาสังคม” เป็นฝ่ายขวาที่เติบโตมาจากการเคลื่อนไหวบนถนน และมีมวลชนเป็นของตนเอง และสามารถระดมพลในการชุมนุมได้เสมอ รวมทั้งมีแรงสนับสนุนจากชนชั้นนำอีกส่วน ซึ่งอาจจะเป็นชนชั้นนำคนละส่วนกับที่สนับสนุน “ขวาอำนาจรัฐ” หรือเป็น “ขวาคนละปีก” ในฝ่ายขวา
10) วันนี้ ขวาประชาสังคมรู้สึก “รับไม่ได้” กับพฤติกรรมของขวาอำนาจรัฐ เพราะปัญหาจริยธรรมและความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในการเป็นรัฐบาลนั้น มีลักษณะ “โจ่งครึ่ม” อย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆ เพราะรัฐบาลสามารถเข้ายึดกุมอำนาจในทุกส่วน และยังมีการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจอื่นบางส่วน รัฐบาลจึงไม่ต้องกังวลในข้อกฎหมายใดๆ เช่น ปัญหาในเรื่องการฮั้ว สว. ที่ผู้คนในสังคมหลายส่วน อาจมีความเห็นไปอีกทาง ที่ตรงข้ามกับคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้น
11) การเปิดประเด็นการเคลื่อนไหวของ “ขวานอกทำเนียบ” นั้น สอดรับกับ “อารมณ์ทางการเมือง” ของสังคมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการฮั้ว สว. การสร้างปัญหาของกลุ่ม “ยิวกร่าง” รวมถึงกรณี “จีนเทา” ตลอดรวมถึงกรณีการโกงสอบของกระทรวงมหาดไทย หรือปัญหาความล้มเหลวในการบริหารพลังงาน ดูจะเป็นเรื่องที่สังคมล้วนมองภาพของรัฐบาลด้วยความเคลือบแคลงใจเป็นอย่างยิ่ง
12) น่าสนใจว่า “ขวานอกทำเนียบ” จะเดินเกมการเมืองบนถนนไปถึงจุดใดในทางการเมือง หรือจะสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ “ขวาในทำเนียบ” ต้องเก็บของออกไปจากทำเนียบได้จริงหรือไม่
ท้ายบท
เมื่อ “ขวาประชาสังคม” เปิดเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลฝ่ายขวาลงอย่างมาก แม้จะมีการสร้างภาพให้ภูมิใจไทยเป็น “รัฐบาลฝ่ายขวาที่ล้มไม่ได้” กระนั้นในทางกลับกัน รัฐบาลก็มีความเปราะบางในตัวเองอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ชัดเจนว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมไทย จะปล่อยให้การเมืองแบบ “ขวาไม่เอาขวา” ที่นำไปสู่สภาวะ “ขวาชนขวา” เช่นนี้ เดินไปถึงจุดใด … การเมืองไทยจะต้องเปลี่ยนด้วย “กลไกปกติ” หรือยังจำต้องใช้อำนาจพิเศษของ “กลไกไม่ปกติ” ซึ่งขวาประชาสังคมเคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนรัฐบาลเป้าหมายด้วยการสร้างแรงกดดันให้เกิดภาวะเช่นนี้มาแล้ว
ดังนั้น คำวินิจฉัยเรื่องฮั้ว สว. อาจเป็นเพียงหนึ่งในจุดเริ่มต้นของปัญหา “ขวาชนขวา” เท่านั้นเอง และท้าทายอย่างมากว่า ขวาประชาสังคมจะสร้าง “ม๊อบ” ด้วยการดึงมวลชนลงถนน เพื่อ “ไล่รัฐบาล” อีกครั้งได้หรือไม่
ทั้งหมดนี้ บอกแก่เราประการเดียวว่า “การเมืองของฝ่ายขวาไทย” เดินมาถึงจุดพลิกผัน ที่ชวนให้ต้องติดตามเป็นอย่างยิ่งแล้ว !
