ผมเป็นพุทธจริงๆ ไม่ใช่แค่พุทธตามทะเบียนบ้าน และตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจริตก็ฝักใฝ่ไปทางพุทธมากกว่าร่างทรงหรือผีใดๆ ช่วงมัธยมเคยไปกราบท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านหนังสือพุทธทาส ฟังเทปพุทธทาส กับได้อ่านประวัติและความคิดอัจฉริยะของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” จากหนังสือแปล
ตลอดมามีความฝักใฝ่อยู่บ้างในด้าน “เนื้อ” ของธรรมะ แต่ห่างเหินจากภิกษุสงฆ์ เพราะเมื่อไปเจอลูกชาวบ้านที่วัดทีไรก็มักจะเอาพระอิฐพระปูนกับพิธีกรรมทั้งหลายมาบังพระธรรมเสียทุกที
นั่นเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไกลพระและห่างวัด แต่ในด้านหนังสือตำราคำสอนหรือคัมภีร์ต่างๆ ของพุทธศาสนายังคงมีไว้เสมอ
ก่อนคริสตกาลและก่อนพุทธกาลมนุษย์ไม่มีโดรนใช้บินสำรวจ ไม่มีดาวเทียมส่องสำรวจโลกตรวจค้นหาทรัพยากร ติดตามภัยธรรมชาติ ติดตามพายุ ภูเขาไฟระเบิด ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีระบบนำทางที่แม่นยำยิ่งกว่าตาเห็น ในโลกยุคที่ไม่มีแม้แต่คำว่าวิทยาศาสตร์นั้น แค่ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมพัด พายุหมุน เกิดมหาอุทกภัยมีคนตายคนสูญหาย รับมือกับธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องวิงวอนร้องขอพระอาทิตย์บ้าง พระจันทร์บ้าง หรือเทพยดาที่สถิตอยู่บนยอดเขาสูง หรือในที่แปลกๆ ให้ช่วย ต่อมาจึงพัฒนาเป็นวัตถุรูปเทพต่างๆ ให้ได้บวงสรวงทำพิธี
คราวนี้พอมีใครสงสัย ตั้งคำถาม หรือคิดไปคนละทางกับสิ่งที่สร้างขึ้นมา มนุษย์ด้วยกันก็อำมหิตพอที่จะจับเอา “คนเห็นต่าง” ไปฆ่า มีทั้งเผาทั้งเป็น หรือขังคุกทรมานไปจนวันตาย
สิ่งนั้นไม่ควรเป็นศาสนา แต่เป็นความโง่งมงาย!
หลังจากหลายศตวรรษอันน่าสะพรึงล่วงผ่านไป
ราว 500 ปีก่อน ในยุโรปเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของศาสนจักรสิ้นสุดลงพร้อมๆ กับ “วิทยาศาสตร์” ที่ถาโถมขึ้นมาตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติได้ชัดแจ้งและแม่นยำ
และเมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ จุดไฟประท้วงความฟอนเฟะกับการขายใบบุญของคริสตจักรโรมันคาทอลิกประกายความคิดก็ลุกลามจนนำไปสู่การปฏิรูปศาสนา อาณาจักรได้ทีลุกขึ้นมาจัดระเบียบโลกใหม่
“สื่อกลาง” ทางจิตวิญญาณค่อยๆ ถอยฉากไป ศาสนจักรไม่รุกล้ำอาณาจักร
ที่ประเทศไทยพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งที่ลงรากหยั่งลึกมานาน ถ้าตัดตำนานออกไปแล้วว่ากันตามวัตถุหลักฐาน พุทธศาสนาน่าจะอยู่กับบริเวณนี้มาไม่น้อยกว่า 1 พันปี
ท่านพุทธทาสว่า พุทธไทยนั้น “สายเถรวาท” เป็นแนวเคร่งครัด ส่วน “มหายาน” เป็นสายไม่เคร่ง แต่ไม่ว่าสายใด “หัวใจ” เหมือนกันคือ “อิทัปปัจจยตา” กฎปรากฏอยู่แล้วในโลกนั่นคือ ทุกสิ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นปัจจัยกันและกัน
พระพุทธเจ้าเป็นเหตุให้ “พระธรรม” ปรากฏ ประโยชน์ที่เกิดจากพระธรรมทำให้เกิด “พระสงฆ์” แพร่หลายไปเป็นประโยชน์แก่โลก พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงแยกกันไม่ได้
เกี่ยวเนื่องเป็น “อิทัปปัจจยตา”
พระสงฆ์จึงไม่ใช่แค่ลูกชาวบ้านที่บวชอย่างถูกต้อง โกนหัว ห่มเหลือง ซึ่งเครื่องแบบหรือสัญลักษณ์นั้นไม่ได้บอก “ความเป็นภิกษุ”
หากแต่เส้นแบ่งชัดเจนเด็ดขาดอยู่ที่การตั้งมั่นอยู่ใน “พระธรรมวินัย”
ภิกษุสงฆ์ที่เลวร้ายฉกาจฉกรรจ์ที่สุดคือพระที่บวชในพุทธศาสนาแล้วทำผิดร้ายแรง เรียกว่า “ปาราชิก”
มี 4 พฤติการณ์ คือ 1. เสพเมถุน 2. ลักทรัพย์ 3. ฆ่าคน และ 4. อวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน
ทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสี่อย่างนี้ถือว่า “ปาราชิก” ความเป็นภิกษุขาดสะบั้นในทันที ไม่ต้องจับสึก ไม่ต้องรอให้ลาสิกขา
3ใน 4 ข้อ “ปาราชิก” นั้นเป็นคุณสมบัติของ “อติโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระนครศรีอยุธยา ผู้ปลุกปั๊มเหรียญวัตถุมงคล “เหนือดวง”
ความเป็นภิกษุสงฆ์จึงสิ้นไปนานแล้ว
“พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จึงว่า สายมูน่าจะตาสว่างคิดได้กันสักที คนเสกทำพิธีได้เงินมากเท่าไหร่ (ราว 700 ล้านบาท) ก็เอาเงินไปปรนเปรอผู้หญิง ประพฤติแบบนั้นอย่าไปเรียกว่าพระ ถึงขนาดปล้นเอาเงินศาสนาไปใช้ส่วนตัว พระพุทธเจ้าจะเรียกพระแบบนี้ว่า “ภิกษุมหาโจร”
เกือบร้อยปีก่อนทางซีกโลกตะวันตก
“ไอน์สไตน์” ทั้งเขียนและปาฐกถาเกี่ยวกับศาสนาและวิทยาศาสตร์เอาไว้ว่า สมัยโบราณนั้นศาสนาเกิดขึ้นจาก “ความกลัว” แต่ยังคงมีศาสนาหนึ่งที่แตกต่างออกไป
ไอน์สไตน์เรียกว่า “ศาสนาแห่งจักรวาล” ไม่ยึดติดอยู่กับรูปร่างของพระเจ้าที่หน้าตาเหมือนมนุษย์ ไม่มีแนวคิดทางเทววิทยา แต่มีระบบความคิดไปในทิศทางเดียวกับวิทยาศาสตร์
เป็นศาสนาที่ช่วยให้มนุษย์ได้รู้และเข้าใจเป้าหมายและแก่นสารของชีวิต
มานั่งนึกถึงพุทธศาสนาในไทยทุกวันนี้ ปี้ป่นไปไกลมาก พุทธไทยล้นหลามไปด้วยวัตถุมงคล ทั้งที่ในพุทธศาสนาไม่มีวัตถุมงคล
พระสงฆ์ไทยนอกจากมี “พระธรรมวินัย” ร้อยรัดเคร่งครัดแล้ว ระบบการปกครองของสงฆ์ยังมีขั้นกำกับลดหลั่น มีตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแล แต่กี่ศตวรรษมาแล้วที่ปล่อยให้ “ลูกชาวบ้าน” จำนวนหนึ่ง (ซึ่งมีอยู่ไม่น้อย) บวชเป็นพระแล้วกระทำการป่นปี้พระพุทธศาสนา
ทั้งๆ ที่พระภิกษุทุกรูปดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเป็น “ผู้ขอ” ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วผู้ซึ่ง “ขอทุกอย่าง” จากผู้อุปถัมภ์นั้นไม่ควรจะสะสม และไม่ควรมั่งคั่ง
ภิกษุยิ่งบวชนานยิ่งต้องละวาง จนถึงขั้นสลัดให้หมดไป
วันนี้วงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างไร
ยิ่งนานยิ่งไกลห่างจากพระธรรมหรือไม่ ยิ่งนานยิ่งไม่ตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยหรือไม่ กลายเป็นพระผู้ลุ่มหลงงมงายอยู่ในวัฏสังสารจนโงหัวไม่ขึ้น ทั้งยังลากเอาชาวบ้านไปลงเหวลงนรกไม่สมกับเป็นภิกษุผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา!?!!!
