พุทธพาณิชย์ระส่ำอีก ‘เหนือดวง’ สิ้นมนต์ สมีโชติ ‘เสพ’ สีกาเอ๋ ยักยอกพุทไธศวรรย์
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
เบาะแสลับจากลูกศิษย์คนสนิท วนกลับมาปิดฉากอาณาจักรเกจิดังอย่างน่าสลด
เมื่อความเลื่อมใสถูกภาพฉาวกามคุณ และเส้นทางเงินมืดกว่าห้าร้อยล้าน ตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวด เบื้องหลังคำอ้างเพื่อพุทธศาสนา แท้จริงแล้วคือขบวนการลอกคราบความศรัทธาของประชาชน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เผยจุดเริ่มต้นคดีสะเทือนวงการสงฆ์ครั้งใหญ่นี้ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2569 หลังตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้รับเบาะแสจากลูกศิษย์คนหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม นำคลิปพฤติกรรมส่วนตัวและข้อมูลยักยอกเงินมามอบให้
เบาะแสครอบคลุมความสัมพันธ์ชู้สาวระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับสีกา การจำหน่ายวัตถุมงคล และเส้นทางเงินที่ผิดปกติ
เงินบริจาคและเงินเช่าพระควรเข้าบัญชีวัด แต่กลับถูกเบนเข็มโอนให้บุคคลอื่นและจัดตั้งมูลนิธิบังหน้า ทั้งที่ออกใบอนุโมทนาในนามวัด
ชุดสืบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซุ่มแกะรอยนานกว่า 2 เดือน เนื่องจากเป้าหมายคือ พระวชิรญาณ วิศิษฏ์ หรือหลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา พระชั้นผู้ใหญ่ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก
การสืบสวนพบพิรุธใน 2 เส้นทางเงิน ได้แก่ เงินใบอนุโมทนาเช่าเหรียญเหนือดวง 2.8 ล้านบาท และเงินบูรณะวัด 89 ล้านบาท รวมกว่า 92 ล้านบาท ซึ่งไม่เคยโอนเข้าบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว
จากแนวการสืบสวนคาดว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1-2 คน เจ้าหน้าที่จึงขอศาลออกหมายจับ และเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 6 จุด ใน 4 จังหวัด เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2569
เมื่อเข้าถึงกุฏิเจ้าอาวาส หลักฐานสำคัญที่ยึดได้คือ เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในกุฏิที่มีถึง 30 ตัว
เจ้าหน้าที่เปิดวิเคราะห์ย้อนหลัง กลับพบสิ่งที่ตกตะลึงบาดหัวใจพุทธศาสนิกชนเกินจะรับไหว
ภาพบันทึกพฤติการณ์เกี้ยวพาราสีและเสพเมถุนอย่างเปิดเผยระหว่างเจ้าอาวาสกับ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ อายุ 47 ปี หญิงคนสนิทที่เข้าออกกุฏิในฐานะผู้ดูแลความสะอาด
ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนเช็กประวัติเชิงลึกของสีกาเอ๋ จนพบไทม์ไลน์ทางการเงินที่ผิดธรรมชาติ จากบุคคลที่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อปี พ.ศ.2562 และเพิ่งได้รับการปลดล้มละลายในปี พ.ศ.2565
แต่ภายในเวลาเพียง 3 ปีต่อมา กลับครอบครองบ้านพัก 2 หลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท พร้อมเงินสดและทองคำจำนวนมาก
ตำรวจจึงเข้าจับกุมสีกาเอ๋ที่บ้านพัก ยึดเงินสดกว่า 3.8 ล้านบาท ทองคำหนัก 90 บาท รวมถึงโฉนดที่ดิน กรมธรรม์ประกันภัย และสลากออมสิน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์การนำเงินวัดมาแปลงสภาพและอำพรางแหล่งที่มา
นำไปสู่การแจ้งข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินกับสีกาเอ๋ ซึ่งถูกควบคุมตัวมาสอบสวนในสภาพสวมใส่เหรียญเหนือดวงเนื้อเงินไว้ที่คอ
หลังถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้นิมนต์พระวชิโรภาส รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าประกอบพิธีลาสิกขาภายในพระอุโบสถ โดยอดีตหลวงพ่อโชติยินยอมสวมชุดขาว เปลี่ยนสถานะเป็น นายอภิโชติ หรือ สมีโชติ พร้อมทิ้งคำพูดที่ยอมสึกกับพระผู้ใหญ่ว่า
“ห่วงพระศาสนา”
จากนั้นชุดสืบสวนได้นำเครื่องนับธนบัตรเข้าตรวจค้นกุฏิอย่างละเอียด จนพบทรัพย์สินซุกซ่อนอยู่อย่างมหาศาล
ทั้งเงินสดซุกในลังพลาสติกหลายสิบล้านบาท ทองคำแท่งหนักแท่งละ 10 บาท จำนวน 12 แท่ง และพระพุทธรูปทองคำหนักกว่า 2 กิโลกรัม
ปริมาณเงินสดที่มากมายทำให้เครื่องนับธนบัตรขัดข้องเสียหายไปถึง 2 เครื่อง และต้องใช้รถขนของกลางถึง 4 คัน ยึดทรัพย์สินกลับ บก.ป.
สรุปยอดรวมทรัพย์สินที่อายัดไว้ตรวจสอบจากนายอภิโชติประกอบด้วย เงินฝากในบัญชีธนาคารกว่า 290 ล้านบาท เงินสดไทยและต่างประเทศ 138 ล้านบาท ทองคำแท่งและรูปพรรณหนักรวมกว่า 1,000 บาท มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท รวมทรัพย์สินฝั่งอดีตเจ้าอาวาสสูงถึง 500 ล้านบาท
เมื่อรวมกับฝั่งสีกาเอ๋ มูลค่าของกลางในคดีนี้จึงพุ่งสูงเกินกว่า 510 ล้านบาท
ความร้อนแรงของเหรียญ ‘เหนือดวง’ เคยเป็นที่กล่าวขานในแวดวงนักเลงพระเครื่อง ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้มีอันจะกิน ไม่เว้นกระทั่งระดับนายกรัฐมนตรียังเคยควักจากคอออกมาโชว์สื่อมวลชนด้วยความภาคภูมิใจ
ทว่า หลังจากเกิดข่าวฉาวอันน่าสลดนี้ ราคาก็ดิ่งลงเหวทันที จากที่เคยหาเช่ากันหลักล้านเหลือเพียงหลักหมื่น
หมดสิ้นซึ่งพลังศรัทธา คงไว้เพียงมูลค่าทองคำที่ใช้จัดสร้างเท่านั้น
ด้านความคืบหน้าทางคดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2569 พนักงานสอบสวน บก.ป. นำตัวนายอภิโชติและ น.ส.ปุณยวีร์ ส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
ศาลพิเคราะห์เห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงและต้องสอบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัวและส่งเข้าเรือนจำจังหวัดสระบุรีทันที
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2569 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้ ปปง. เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินกว่า 215 ล้านบาทอย่างละเอียด
ทั้งนี้ ชุดสืบสวนเชื่อว่ายังมีตัวละครเพิ่มอีก 1-2 คน เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในวงลูกศิษย์ลูกหาใกล้ชิด
คดีนี้นับเป็นบทเรียนการสืบสวนสอบสวนที่นำกฎหมายฟอกเงินมาใช้ตัดวงจรการทุจริตอย่างจริงจัง
สังคมและพุทธศาสนิกชนต้องหันมาถามตัวเองจะร่วมกันสังคายนามาตรการตรวจสอบเงินบริจาควัดอย่างไรในอนาคต
ถึงเวลาหรือยังที่เราทุกคนต้องหยุดพึ่งพาปาฏิหาริย์ แล้วลงมือร่วมกันสร้างระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
เพื่อปกป้องพระศาสนาและไม่ให้ความศรัทธาถูกใช้เป็นเครื่องมืออีกต่อไป
