ซอมบี้มีปริญญา การตกเป็นอาณานิคมทางปัญญา แก่เอไอในห้องเรียน
คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
บทความนี้กล่าวถึงประสบการณ์ของผมในรอบปีที่ผ่านมา ถึงสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมากที่สุด นั่นก็คือเรื่องเอไอในการศึกษา ซึ่งตั้งแต่มีการใช้เอไอกันอย่างแพร่หลายทุกวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแวดวงการศึกษา
ปัญหาที่ผมเจอกับตัวก็คือผู้เรียนจำนวนมากสูญเสียคุณลักษณะสำคัญอันจำเป็นต่อการเป็นปัญญาชน และสิ่งที่กล่าวนี้เป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งในห้องเรียนปรัชญา
คุณลักษณะดังกล่าวมีอะไรบ้าง และสิ่งนั้นได้หายไปจากห้องเรียนอย่างไร ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
โดยยกคุณลักษณะสำคัญของปัญญาชนมาเป็นตัวอย่างเบื้องต้นจำนวนสามข้อ และอภิปรายไปทีละข้อ
ดังต่อไปนี้
ข้อแรกคือเกิด “สภาพของการปฏิเสธการคิดโดยสิ้นเชิง”
เลิกใช้สมองของตนเองในการขบคิดตรึกตรองเรื่องต่างๆ โดยโยนประเด็นคำถามและปัญหาทั้งหมดไปให้กับเอไอเป็นผู้คิดแทน
เนื่องจากการคิดเป็นเรื่องที่ใช้พลังงานสูง วันใดต้องใช้ความคิดมากย่อมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ชอบคิดอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว หากมีตัวช่วยอื่นที่มาคิดแทนเขาได้ ก็จะรีบคว้าเอาไว้ และเรียกใช้บริการทุกครั้งโดยไม่ลังเล
ในกรณีที่ปัญหาซึ่งต้องการตอบเป็นเพียง “ข้อเท็จจริง” (fact) อันมีคำตอบตายตัว ทางลัดในการค้นหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แถมยังเป็นคุณประโยชน์อย่างมาก ทำให้ประหยัดเวลาชีวิตลงแต่สามารถทำงานได้มากขึ้น ที่สำคัญคือมีคุณภาพงานมากกว่าเดิมด้วย
ตัวอย่างเช่น รถยนต์เสีย หรือมีไฟสัญญาณเตือนที่เราไม่รู้จักแสดงขึ้นให้เห็น หรือคอมพิวเตอร์มีอาการบางอย่างทำให้ใช้งานไม่ได้ ฯลฯ
ปัญหาพวกนี้มีคำตอบตายตัว ซึ่งการให้เอไอช่วยตอบคำถามในเรื่องเหล่านี้จึงช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม
ทว่า ปัญหาหลายอย่างเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบตายตัว แต่เป็นทัศนะของแต่ละคน และทัศนะที่มีคุณภาพนั้นก็ไม่ใช่เพียงความเห็นที่คิดแบบลวกๆ และแสดงออกไปง่ายๆ หากแต่เป็นการใคร่ครวญอย่างจริงจังผ่านความคิดอย่างเป็นระบบ มีความสมเหตุสมผลทางตรรกะ ตลอดจนนำเสนอทางออกที่คิดว่าพึงจะเป็น หรือแนะนำความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ที่สำคัญคือปัญหาพวกนี้มีพื้นฐานที่อิงอยู่กับเรื่อง “คุณค่า” (value) ซึ่งเป็นสิ่งนามธรรม และเป็นเรื่องของมนุษย์แท้ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัวที่เครื่องจักรเอาไปคำนวณและประมวลผลได้
ปัญหาจำพวกที่เป็นคุณค่าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม ชีวิตที่ดี รัฐที่ดีที่สุดในอุดมคติ ความหมายของชีวิต ผู้ปกครองที่ดีที่สุดในอุดมคติ ระบอบการเมืองการปกครองที่ดีที่สุดในอุดมคติ คุณธรรม ศีลธรรม ชีวิตเกิดมาทำไม ควรอนุญาตให้มีการทำการุณยฆาตอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ ความตายที่ดีมีหรือไม่และเป็นอย่างไร สงครามที่ถูกต้องชอบธรรมมีอยู่จริงหรือไม่ ทำไมมนุษย์จึงควรเคารพและปฏิบัติตามกฎ ฯลฯ เรื่องเชิงคุณค่าเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้เรียนจำเป็นต้องทำการขบคิดด้วยตัวเอง ลงมือศึกษาค้นคว้า ตลอดจนตีความตัวบทต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งการตีความก็อาจเป็นไปได้หลายแบบ เพื่อนำไปสู่บทสรุปอันเป็นจุดยืนของตัวเอง
เรื่องพวกนี้ไม่สามารถใช้เอไอทำแทนมนุษย์ได้ แม้ถามเอไอแล้วได้คำตอบมาก็จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทัศนะของตัวผู้ถามอยู่ดี
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ หรือหากใช้ก็เป็นได้เพียงคู่สนทนาเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อลอกคำตอบ
จะเห็นได้ว่าเรื่องเชิงคุณค่าทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นปัญหาทางปรัชญาทั้งนั้น ทีนี้เมื่อผู้เรียนเกิดภาวะของการปฏิเสธการคิด ผลกระทบจึงเกิดแก่ห้องเรียนปรัชญาเต็มๆ คือตั้งแต่หลังเอไอได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพสูงมาก ถามอะไรก็ตอบได้ แถมยังตอบอย่างมีหลักการ มีระบบระเบียบน่าเชื่อถือ ก็ยิ่งทำให้ผู้เรียนเชื่อเอไออย่างง่ายดาย จนขาดการฝึกฝนทักษะการคิด
นานวันเข้าผู้เรียนก็คิดอะไรไม่ออกเลยแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ และไม่สามารถประเมินคำตอบของเอไอได้ว่าถูกต้องหรือไม่ ควรเชื่อแค่ไหน อย่างไร
ท้ายที่สุดจึงตกเป็นทาสของเครื่องจักรโดยสิ้นเชิง ขายวิญญาณให้กับเอไอ และเดินตามสิ่งที่เอไอบอกอย่างมืดบอด
น่าเศร้าอย่างยิ่งที่สิ่งนี้เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย อันเป็นระดับของการเรียนชั้นสูงในสถาบันอุดมศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งเดิมทีเป็นช่วงวัยที่มีความฉงนสนใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวที่สุด เป็นวัยที่เปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝัน เป็นวัยที่มีอุดมคติที่สุด เต็มไปด้วยไฟร้อนแรงแห่งการตั้งคำถาม และกระตือรือร้นในการแสวงหาความหมายของชีวิตมากที่สุด ก็กลับกลายเป็น “ซอมบี้” ที่เซื่องซึมเงียบกริบที่สุดในห้องเรียน
สภาพการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เอไอถาโถมเข้ามาในชีวิตของทุกคนตลอดช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
ข้อที่สองก็คือ “สภาพของการปฏิเสธการอ่าน”
เมื่อเอไอสามารถทำการอ่านแทนผู้เรียนได้ ผู้เรียนจึงโยนไฟล์เอกสารทั้งหมด หนังสือทั้งเล่ม หรือแม้กระทั่งพรีเซนเตชั่นของผู้สอนไปให้เอไอสรุป ประมวลผล ย่อ และหาคำตอบ
ดังนั้น หากผู้เรียนได้รับโจทย์มาล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการบ้าน รายงาน หรือข้อสอบก็ตาม เขาก็จะใช้เอไอให้ทำแทนทั้งหมด และลอกคำตอบนั้นมาส่งผู้สอน
บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งปกติก็มีภาระงานรัดตัวมากอยู่แล้วก็ต้องเพิ่มเวลาทำงานขึ้นมาอีกมากเพื่อตรวจจับสิ่งเหล่านี้
หากไม่มีเวลาเพียงพอที่จะตรวจละเอียดก็จะปล่อยผ่านออกมา โดยที่คุณภาพงานหากมองผ่านๆ ด้วยสายตาจะดูดีมาก แต่ผู้เรียนแทบปราศจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นจริงๆ
ถึงตรงนี้ก็เท่ากับว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาก็ล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียนปรัชญา เพราะเจตนารมณ์ของหลักสูตรต่างๆ นั้นมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ สรุป ประมวลผล แยกแยะ ตัดสินใจ และนำเสนอทัศนะทางวิชาการที่เป็นของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่ของผู้อื่น
ในแง่นี้คำตอบของเอไอก็คือคำตอบของคนอื่น ไม่ใช่ตัวเขา และผู้ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพก็คือเอไอ ไม่ใช่ผู้เรียน
ส่วนข้อสุดท้ายก็คือ “สภาพของการปฏิเสธการเขียน”
เมื่อผู้เรียนไม่คิด ไม่อ่าน แน่นอนว่าหากจี้ถามให้พูดเขาก็คงพูดไม่ได้ ดังนั้น ห้องเรียนจึงเงียบกริบอย่างน่าตกใจ
ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นักศึกษามีลักษณะชอบพูดชอบแสดงออกกันเป็นกิจวัตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เมื่อเลิกคิด เลิกสงสัย เลิกอ่าน แล้วใช้เวลาว่างที่เหลือไปกับการเสพคอนเทนต์เบาๆ ง่ายๆ สั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ก็นำมาสู่สภาพการณ์อีกอย่างหนึ่งคือการปฏิเสธการเขียน อันหมายถึงยุติการเขียนหนังสือด้วยตัวเองลงโดยสิ้นเชิง แล้วพึ่งพาเอไอเป็นผู้เขียนงานให้แทน
ผู้สอนในปัจจุบันจึงต้องง่วนอยู่กับการเสียเวลาไปเปล่าๆ กับการอ่านเพื่อตรวจจับงานเขียนปลอมที่เอไอสร้างขึ้นมา
ต้องคอยตรวจงานวิจัยของนักศึกษาที่เต็มไปด้วยการอ้างอิงที่สร้างหรือเสกขึ้นมาจากอากาศ โดยที่ไม่มีผู้เขียนอยู่จริง หรือไม่มีชิ้นงานที่อ้างอิงนั้นอยู่จริงๆ
ขืนเป็นอย่างนี้นานเข้าห้องเรียนก็ตาย ปรัชญาก็ตาย ทักษะการคิด อ่าน เขียน พูด ก็ง่อยเปลี้ยลงเรื่อยๆ เพราะขาดการฝึกฝนขัดเกลา และตกเป็นทาสของเครื่องจักรไปโดยไม่รู้ตัว
มหาวิทยาลัยเองถ้ารับมือกับสภาพการณ์เช่นนี้ไม่ทันเวลา ก็จะเสื่อมสภาพกลายเป็นโรงงานผลิตบัณฑิตที่ด้อยศักยภาพ ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ที่จบมาพร้อมกับใบปริญญาที่หาคุณค่าอะไรมิได้ นอกจากเป็นใบเบิกทางจอมปลอมไร้ค่า และในที่สุดก็หาได้มีความจำเป็นอีกต่อไป
ในอนาคตที่มีเอไอเป็นเจ้าอาณานิคม
หมายเหตุ ฉบับหน้าจะกลับมาเผยแพร่บทความตอนต่อไปของ “เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก” ต่อจากตอนที่ 1 ซึ่งเผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่แล้ว โปรดคอยติดตาม
