bg-single

20 ปี 19 กันยา : ปิยบุตร แสงกนกกุล ชวนมองคลื่นประวัติศาสตร์ ที่ไม่สูญเปล่า

18.09.2026

MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

“สิ่งที่ผมว่าจะอันตรายที่สุดก็คือ สิ่งที่คนจำนวนมากคิดฝันแล้วว่าประเทศนี้ต้องเปลี่ยน อยู่แบบนี้ไม่ได้ แต่แล้วความฝันนั้นก็ถูกกระทืบลง กลายเป็นการยอมรับความเป็นจริงว่าประเทศไทยก็ได้แค่นี้แหละ อยู่ไปเถอะ ทนไปเถอะ ปรับตัวให้เข้ากับมันเถอะ ย้ายไปอยู่กับคนมีอำนาจเถอะ เอาตัวรอดไปแต่ละวันไปก่อนเถอะ ถ้าสภาพความคิดแบบนี้เกิดขึ้นในทุกหย่อมหญ้า ชนชั้นนำผู้ปกครองสบายเลย เขาก็จะเป็นคน 1% ต่อไป ส่วน 99% ก็ปากกัดตีนถีบต่อไป ผมเชื่อว่าชนชั้นนำผู้ปกครองต้องการฉีดยาชาให้เป็นแบบนี้ ก็คือไม่เชื่ออีกแล้วว่าโลกนี้สังคมนี้มันเปลี่ยนได้”

ปิยบุตร แสงกนกกุล ให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk ชวนมอง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทย” ในวาระ 20 ปี 19 กันยายน 2549

ปิยบุตรบอกว่าหากมองด้วยความคุ้นชินประวัติศาสตร์ไม่เป็นเส้นตรง ก็เป็นวงจร เมื่อเกิดสิ่งนี้แล้ว เดี๋ยวก็จะเกิดอีกสิ่งหนึ่ง แล้วจะวนกลับมาที่เดิม เหมือนที่เรารู้จักกันดีในนามวงจรอุบาทว์ หรือวงจรรัฐประหาร ว่าเดี๋ยวเกิดรัฐประหารเดี๋ยวกลับไปสู่การทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วมีการเลือกตั้ง มีคอร์รัปชั่น ประเทศไทยก็วนอยู่แบบนี้แหละ

หรือไม่ก็มองว่าประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ของมัน อย่าไปคิด อย่าไปฝันอะไร เดินไปแบบนี้

การมองประวัติศาสตร์แบบนี้อาจจะทำให้เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง เกิดความรู้สึกว่าก็เป็นของมันแบบนี้เปลี่ยนไม่ได้

ผมจึงอยากเชิญชวนให้มามองประวัติศาสตร์แบบใหม่

20 ปี ของเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 อยากชวนให้มองประวัติศาสตร์ในลักษณะเป็นคลื่น ที่บางช่วงมีน้ำขึ้น มีกระแสสูง บางครั้งเป็นช่วงน้ำลง เป็นกระแสต่ำ แล้วก็จะสลับกันไปแบบนี้ขึ้นเรื่อยๆ

การมองประวัติศาสตร์แบบนี้จะสนับสนุนเรื่องการต่อสู้ระหว่างกลุ่มชนชั้นผู้ปกครองกับกลุ่มชนชั้นผู้อยู่ใต้ปกครอง

ถ้าเราลองย้อนอดีตกลับไปประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติไม่ว่าจะของไทยหรือสากล ในต่างประเทศ จะเป็นการต่อสู้ในทางชนชั้นระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครองเสมอ และในการต่อสู้ทุกครั้งจะมีช่วงกระแสสูง-กระแสต่ำ มีช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง

มีช่วงหนึ่งที่ฝั่งผู้อยู่ใต้ปกครองลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วอาจจะชนะ แต่แล้วฝั่งผู้ปกครองก็กดขี่ กดปราบให้จมลงไปแล้วก็กลับมาสู้ใหม่ จะเป็นลักษณะน้ำขึ้นน้ำลงแบบนี้สม่ำเสมอ

และทุกๆ การต่อสู้ที่มีน้ำขึ้นน้ำลง จะมีพัฒนาการความก้าวหน้าที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้นขยับไปเรื่อยๆ

ถ้าหากเรามองประวัติศาสตร์แบบนี้ เราจะมีความเชื่อว่าความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้ เราจะมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จะมาถึงได้ และทุกๆ การต่อสู้ แม้บางครั้งเราจะพ่ายแพ้ เราจะถูกกดเราจะถูกปราบ แต่เราก็สะสมพลังความก้าวหน้าทีละเล็กทีละน้อย สะสมการเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงถึงขนาดใหญ่ได้

บางคนบอกว่าผ่านมา 20 ปีเราอาจจะรู้สึกว่ามันถอยหลังยิ่งกว่าเดิม

ศาลที่เคยคิดว่าจะต้องเป็นกลางเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งมาตรวจสอบนักการเมือง ระบบรัฐสภาที่หวังจะมีรัฐบาลที่เข้มแข็งไม่มีเรื่องงูเห่าไม่มีเรื่องซื้อตัว ลดทอนอำนาจของพวกสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่นักการเมืองต่างๆ เคยฝันอะไรกันไว้เต็มไปหมด

พอวันนี้มาถึงปี 2569 เราอาจจะบอกว่าแย่กว่าเดิมอีก แต่ผมว่าไม่ใช่ มันมีพัฒนาการของมันอยู่

ผมยกตัวอย่างที่ชัดที่สุด เราลองถอยไปตอนปี 2549 มีใครกล้าคิดจะวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ วิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระ กกต.ถึงขนาดนี้ หรือถอยไปก่อนหน้านั้นเรามีการวิพากษ์วิจารณ์วุฒิสภาแล้วก็ถกเถียงกันว่าวุฒิสภาควรมาจากไหนที่มาอย่างไร วันนี้ใช้กันมาหมดทุกวิถีทางแล้ว จนมาถึงจุดที่คนบอกแล้วว่าไม่ต้องมีแล้ววุฒิสภาประเทศไทยเป็นสภาเดี่ยวก็ได้

เราจะเห็นว่า 20 ปีนี้มีพัฒนาการของมัน ถ้าเรามองในมุมของฝ่ายผู้อยู่ใต้ปกครองที่กำลังต่อสู้อยู่กับชนชั้นนำผู้มีอำนาจ เราก็จะเห็นพัฒนาการของมันทีละเล็กทีละน้อย

แต่ถ้าเรามองฝั่งของคนที่อยู่เป็นชนชั้นปกครองเขาก็มีพัฒนาการของเขา

จากเดิมเมื่อก่อนยึดอำนาจแล้วอยู่ยาว รัฐบาลทหารก็เริ่มพยายามปรับ โดยแทรกซึมเข้ามาในสถาบันการเมือง

เริ่มมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนทหาร ตอนนี้ก็เริ่มปรับ ออกแบบระบบในรัฐธรรมนูญที่ล้อมคอกนักการเมืองทั้งหมดเอาไว้ ออกแบบการปกครองมาจนได้ระดับหนึ่ง ที่เรียกว่าระบอบอำนาจนิยม เขาก็ต้องมีระบบรัฐสภา มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองหลากหลายพรรคแข่งขันเพื่อจะได้โฆษณาว่าประเทศเราก็มีประชาธิปไตย

แต่เนื้อในไส้ในเขาจะแทรกซึมความเป็นอำนาจนิยมเข้าไปทุกวัน เป็นลักษณะแบบนี้

ตลอด 20 ปี ฝั่งชนชั้นนำผู้ปกครองมาถึงวันที่เขาคิดออกแล้วว่าระบอบแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ไม่ใช่รัฐประหารเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เผด็จการทหาร สุดท้ายคุณก็จะได้สภาพแบบนี้ ฝ่ายบริหารที่ไม่ได้คิดอ่านทำเองมีระบบราชการรัน สภาอ่อนปวกเปียก ระบบตรวจสอบทำงานไม่ได้ มีการแทรกแซงสนับสนุนจากกลุ่มทุนใหญ่ มีกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่แน่นอนมีการเลือกตั้งสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นักการเมืองก็ว่าไปในสภา

ทั้งหมดนี้เฉพาะเจาะจงกับประเทศไทย อยู่ภายใต้การอำนวยการของชนชั้นนำจารีตประเพณีไปเรื่อยๆ แล้วห้าม challenge ห้ามท้าทายอำนาจของชนชั้นนำ จารีตประเพณี ถ้ารันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกคนบอกว่าเข้าที่เข้าทาง นักการเมืองที่ลงเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ก็อาจจะรู้สึกแฮปปี้กับระบบแบบนี้ เพราะคุณก็มีที่ทำงาน พรรคการเมืองที่พยายามจะผลักดันความก้าวหน้าให้สังคม

ถ้าอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วไม่ยอมผลักดันต่อหรือคนเริ่มคุ้นชินกับระบบแบบนี้ ถูกดูดซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ ก็จะไม่กล้าท้าทายไม่กล้านำเสนออะไรที่ก้าวหน้า แล้วก็จะกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบนี้

คือคุณเป็นฝ่ายค้าน เขายอมปล่อยให้มีสัดส่วนราว 30% แต่คุณไม่มีวันได้เป็นรัฐบาล คุณมาแต่งหน้าให้ระบบรัฐสภานี้

ถ้าเดินแบบนี้ได้ต่อไป กลุ่มชนชั้นนำผู้ปกครองแฮปปี้ที่สุด ใครจะมาแซงก์ชั่นอะไร เป็นเผด็จการตรงไหน มีเลือกตั้ง มีองค์กรอิสระ มีระบบศาลตรวจสอบ มีฝ่ายค้านก็พูดไปในสภาสิ บอกอย่าไปลงถนนนะ ก็มาแก้กันในสภา

ในขณะที่การลงถนนก็แลกมากับนิติสงครามโดนถูกจับถูกดำเนินคดีความต่างๆ นานา

20 ปีมันเดินมาถึงตรงนี้ ถ้ามองในมุมของฝั่งชนชั้นนำที่ได้ระบบ ที่เขาพออกพอใจมากในการรักษาสถานะทางอำนาจของเขา

แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์แบบน้ำขึ้นน้ำลง เราจะเข้าใจว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสูญเปล่าเลย

วันนี้คือช่วงน้ำลง ปี 2560 แพ้ประชามติเกิดรัฐธรรมนูญ เราก็รู้สึกว่านี่เป็นกระแสน้ำลงของเรา กระแสน้ำขึ้นของเขา เขาสืบทอดอำนาจได้

แต่แล้วความนิยมของการสืบทอดอำนาจก็พังทลายลงไป เกิดการชุมนุมขนาดใหญ่ขึ้น ถูกกดถูกปราบจับกุมดำเนินคดีความ เป็นกระแสน้ำลงอีกแล้ว แต่ว่าความคิดจิตใจของผู้คนไม่ได้เปลี่ยน แต่แสดงออกไม่ได้ แล้วก็รอเวลากลับมาแสดงออกใหม่

ถ้าเรามองแบบน้ำขึ้นน้ำลง เราจะไม่มีวันมองว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา 20 ปี สูญเปล่าเลย เราจะมีแต่ชโลมจิตใจ ด้วยความหวังว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงได้อีก คือการสะสมกำลังทีละเล็กทีละน้อย

เราเดินมาถึงจุดที่ผมว่ามีอยู่ 6เรื่อง ถูกเอามาวางไว้บนโต๊ะแล้วว่าเป็นวาระของประเทศไทยที่ต้องแก้ไขปรับปรุงปฏิรูปเปลี่ยนแปลง ที่อยู่ในความคิดจิตใจของผู้คนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาจริงๆ

1. ระบบการตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย ณ วันนี้ ถูกกางขึ้นมาอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยว่าสุดท้ายแล้วเป็นกลาง และเป็นอิสระจริงหรือ? ประเด็นนี้ถ้าวันข้างหน้ามีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันแน่นอนว่าการกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจะมากขนาดนี้ หรือจะมีระบบตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญบ้าง

2. ระบบรัฐสภาเรื่องความประพฤติปฏิบัติของนักการเมือง การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น วันนี้พี่น้องประชาชนก็ขบคิดขึ้นมาแล้วว่าการเมืองแบบเดิมมันไปไม่ได้ การเมืองที่เลือกตั้งเสร็จแล้วปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ขอแบ่งสัมปทานอำนาจรัฐลงทุนในนามสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่ เสร็จแล้วเข้ามาก็แจกรัฐมนตรีเพื่อให้ไปเอาเงินคืน เสร็จแล้วกลับไปลงเลือกตั้งใหม่ วนไปวนมาแบบนี้ มันแก้ไขปัญหาประเทศไทยในยามวิกฤตแบบนี้ไม่ได้แน่

3. ระบบราชการที่มีความเทอะทะอุ้ยอ้ายและก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปกับรายจ่ายประจำของระบบราชการเยอะมาก ระบบราชการที่มีขั้นตอนมากมายมหาศาลจนไม่สามารถส่งมอบนโยบายดีๆ ได้ ระบบที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางไว้มากไม่ยอมเอาอำนาจให้ท้องถิ่น แถมไส้ใน Fragmented แตกเป็นก้อนๆ อีก ไม่ได้รวมศูนย์แบบเอกภาพ แต่แตกเป็นก้อนๆ ทุกคนก็คิดเรื่องปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่

4. บทบาทของกองทัพ ณ วันนี้ตั้งแต่ 2549 จนมาถึง 2569 บทบาทของกองทัพไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย เราอาจจะรู้สึกว่าเขาเงียบๆ ไม่ออกแอ๊กติ้งเยอะ แต่ว่าหน่วยงานของกองทัพยังเข้าไปแทรกซึมในการบริหารราชการแผ่นดิน ยังเข้าไปทำภารกิจในหลายๆ เรื่องเต็มไปหมด ยกตัวอย่าง กอ.รมน.ถึงเวลาต้องขบคิดเอาทหารออกไปจากการเมือง ออกไปจากการบริหารราชการแผ่นดินให้มากกว่านี้

5. เศรษฐกิจวันนี้ไปไหนมาไหนหลายคนก็พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มคนไม่กี่คน ความมั่งคั่งเกิดขึ้นกับคน 1% อีก 99% อยู่แบบเดิมจนลงกว่าเดิมด้วย แล้วก็ถ่างออกมากยิ่งขึ้น นี่คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ

สุดท้ายเรื่องที่ 6. จากกระแสปี 2563 นั่นก็คือถึงเวลาที่คนตั้งคำถามเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในทางรัฐธรรมนูญ กฎเกณฑ์ในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 20 ปีนี้ต่อสู้กันมาสูญเปล่าหมดเลยหรือไม่ เราเห็นตรงหน้าแล้วว่าเราอยู่ในระบอบสีน้ำเงิน แต่เบื้องหลังการถ่ายทำทุกการต่อสู้ทำให้ 6 เรื่องนี้ถูกนำมากองไว้บนโต๊ะแล้ว กลายเป็นวาระของประเทศไทยในอนาคต

ถ้าจะเดินหน้าต่อไปได้คุณจะต้องมีการพูดคุยออกแบบ การปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ใน 6 ประเด็นเหล่านี้อย่างไร

ชมคลิป

https://www.youtube.com/@MatichonWeekly


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธงทอง จันทรางศุ | ให้ ‘โอกาส’ กับคน
20 ปี 19 กันยา : ปิยบุตร แสงกนกกุล ชวนมองคลื่นประวัติศาสตร์ ที่ไม่สูญเปล่า
ศธ. ผนึก กมธ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสภาผู้แทนราษฎร สร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ลุยทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย เขต3 ฝึกนักเรียนรับมือภัย–ใช้ Traffy EDU แจ้งเหตุครอบคลุม 6 มิติภัย
‘เพื่อน คณิน’ วิวาห์ ‘แอนจัง’
เหยี่ยวถลาลม | ศรัทธาที่อวิชชาห่อหุ้ม
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (จบ)
พ.ต.อ.ทวี ชี้ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ “มติจบ แต่เรื่องยังไม่จบ”
ซอมบี้มีปริญญา การตกเป็นอาณานิคมทางปัญญา แก่เอไอในห้องเรียน
พุทธพาณิชย์ระส่ำอีก ‘เหนือดวง’ สิ้นมนต์ สมีโชติ ‘เสพ’ สีกาเอ๋ ยักยอกพุทไธศวรรย์
ความหมายของ 10 ปี ที่ผู้นำสูงสุดจีนเยือนอียิปต์
สิงคโปร์ : จ่ายเงินเดือนรัฐมนตรีสูง ได้คนเก่ง – ไม่โกง?
“พิชัย” ชี้การแข่งขัน AI โลกเดือด ไทยต้องไม่ตกขบวน AI โลก Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI