
“ผมเป็นพนักงานไอที ชื่อ “เด่นชัย” คนที่ไม่มีใครสนใจ ไม่ได้ดูดี แต่แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสวยมากในออฟฟิศ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งออฟฟิศไปเอ๊าติ้งที่ฮอกไกโด แล้วเกิดเหตุให้เขาความจำเสื่อมชั่วคราวหนึ่งวัน ผมเลยเห็นเป็นโอกาส ที่จะทำความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เลยตัดสินใจสวมรอยเป็นแฟนในวันนั้น”
เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เล่าถึงเนื้อหาหลักๆ อันเป็นที่มาแห่งชื่อ “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์ผลงานแรกของบริษัท GDH 559 จำกัด
และเพราะบทกำหนดให้เด่นชัยเป็นคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ไม่มีความมั่นใจ เนิร์ดนิดๆ ใส่แว่น แล้วก็ขี้อายจนพูดอะไรผิดๆ ถูกๆ ซึ่งไม่เหมือนตัวเขาเลยสักนิด
ก่อนจะเล่น เขาจึงต้อง “หัด” ความรู้สึกภายใน ขณะเดียวกันก็ต้องปรับภาพลักษณ์ภายนอกให้เหมาะ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักราว 10 กิโลกรัม ดัดผมให้หยิก แล้วหล่อฟันใหม่ ใส่แล้วดูไม่เป็นระเบียบ ไม่เรียบสวยอย่างที่เป็นอยู่
“จะได้เข้าคอนเซ็ปต์ของหนัง เหมือนหมามองเครื่องบิน” เขาว่า
ขณะเดียวกันก็ยังไปเข้าคลาสเรียนการแสดงเพิ่ม เพราะบทเดิมที่คุ้นชินคือโรแมนติกคอเมดี้ แต่เรื่องนี้มีพาร์ตดราม่าเสริม
แล้วโชคดีที่นอกจากได้วิชาจากครู ตอนแสดงนางเอก มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน ยังช่วยส่งอารมณ์มาให้แบบเต็มๆ
“มิวเป็นนักแสดงที่เก่ง แล้วทุ่มเทให้บทนี้เต็มที่” เต๋อชมแบบเสียงดังฟังชัด
ก่อนจะเม้าธ์ในระดับเสียงเดียวกันว่า “ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนเงียบๆ แนวเรียบร้อย สาวหวาน แต่จริงๆ ไม่นะครับ ฮาๆ ปล่อยมุข โก๊ะๆ”
แถมยังไม่กลัวอะไรสักอย่าง
“อันนี้เป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจมาก ยังงงกับเขาเลย” เต๋อบอก
ก่อนยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจว่า โดยปกติพื่อให้นักแสดงเกิดความสนิทสนมกันอันจะเอื้อในการทำงาน ก็จะมีการเล่นเกมเป่ายิ้งฉุบ โดยแต่ละครั้งจะกำหนดไว้ก่อนว่าคนแพ้จะต้องทำอะไร
“ตอนนั้นอยู่ในออฟฟิศทำงานของคนญี่ปุ่น เราไปใช้สถานที่เขา ก็ตั้งว่าถ้าใครแพ้ต้องไปปิดไฟในออฟฟิศที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเราไม่รู้จักใครสักคน ซึ่งถ้าผมแพ้ ผมก็ไม่ทำอยู่แล้ว ก็จะชิ่ง ปรากฏว่ามิวแพ้ แล้วเขาเดินไปปิดไฟเฉย เฮ้ย! มิวกล้าเลยเหรอ”
“หรืออย่างเล่นสกี ไปเรียนมาวันเดียว เขาก็ขึ้นเนินยากๆ เหมือนอันที่โปรเขาเล่นกันแล้ว โดยที่ไม่มีความกลัว”
ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ยิ่ง
เล่าด้วยว่าการถ่ายทำเรื่องนี้ พวกเขาต้องบินไปที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง ในช่วงเดือนภุมภาพันธ์และเมษายน ซึ่งต้องผจญหิมะและอุณหภูมิซึ่งบางวันติดลบถึง 20 องศา ถ่ายได้แป๊บๆ ก็หน้าชา ปากชา จนเล่นต่อไม่ไหว ต้องเข้าไปพักในที่อุ่น แล้วออกมาถ่ายใหม่
โดยเหตุที่ต้องทนหนาวขนาดนั้น “คือมันมากับพล็อตเรื่องครับ” เต๋อเฉลย
“พล็อตเรื่องมันเป็นประสบการณ์ความรักที่เกิดขึ้นระยะเวลาวันเดียว เป็นความสวยงามที่มีระยะเวลาจำกัด ทีมเขียนบทก็คุยกันว่า เวลาก็เปรียบเหมือนหิมะ หิมะคือความสวยงามที่เกิดขึ้นในฤดูกาลเดียว สุดท้ายสักวันหนึ่งหิมะก็ต้องละลายไป ก็เหมือนความรัก ความทรงจำที่จะหายไป”
ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นฮอกไกโดนั้น เขาก็ว่าในหนังซึ่ง โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล กำกับฯ มีคำตอบอยู่
ถึงวันนี้เต๋อบอกว่าเขาอยู่ในวงการมาได้ 8 ปี โดยชีวิตที่เป็นทั้งเบื้องหน้าคือเป็นนักแสดง กับเบื้องหลังคือร่วมเขียนบทภาพยนตร์-ซึ่งรวมถึงเรื่องนี้ด้วย เป็นชีวิตที่เหนื่อย แต่สนุก
“คือผมชอบอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเป็นนักแสดง ก็ดีมากๆ แต่ผมก็รู้ว่าเราไม่สามารถจะเป็นนักแสดงไปได้ตลอดชีวิต ต้องมีจุดหนึ่งที่เราค้นพบอะไรใหม่ๆ หรืออยากมาทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มตัว แต่ตอนนี้ผมยังสนุกกับทั้ง 2 อย่างอยู่”
“สนุก” หลังผ่านความท้อจนเกือบจะบอกลาอาชีพนักแสดงไปเสียแล้ว
โดยเจ้าตัวย้อนอดีตเล่าถึงเหตุครั้งนั้นว่า
“ตอนนั้นเรายังไม่เก่งด้วยแหละ แล้วก็ไปเล่นในที่ไม่ถนัด เรื่อง “โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต” แล้วก็ไม่ได้เตรียมตัวทำการบ้านมากมาย แต่เรารู้สึกว่าเราทำเต็มที่มากเวลาถ่าย เขาให้ทำอะไร ผมก็ทำอย่างเต็มที่ สุดมาก เหนื่อยมาก แล้วพอหนังฉาย ผมก็ได้รางวัลยอดแย่อ่ะ ก็ท้อมากเลยครับ รู้สึกอยากจะเลิกเล่น มาทำเบื้องหลังอย่างเดียวดีกว่า เบื้องหน้ามันมาพร้อมความกดดันที่ใหญ่มาก มันพร้อมจะโดนด่าได้ เพราะคนเห็นหน้าเรา แต่ได้พี่โต้ง (บรรจง) นี่แหละที่ขุดเรามาจากโคลนตม เหมือนช่วงที่เราแย่ที่สุด เขาจะพูดจิกกัด เพราะเขาแนวด่าๆ แต่สิ่งที่เขาพูดมันเข้าไปถึงใจเรา แล้วมันก็จริงมากๆ เขาบอกว่าถ้าเราเลิกเล่นไปตอนนี้ อีก 5 ปี 10 ปี อยู่ๆ มีชื่อผมขึ้นมาในอะไรสักอย่าง แล้วคนเข้าไปเสิร์ชดู เครดิตของผมคือคนที่ได้รางวัลยอดแย่แล้วเลิกเล่น แล้วมันก็จะติดตัวผมไปตลอด อยากให้โปรไฟล์เราเป็นแบบนั้นเหรอ มันก็จริงของเขาเนอะ แล้วเราก็มีโอกาสแก้ตัวใหม่เรื่อง “กวนมึนโฮ” เลยทำการบ้านมากขึ้น จากเดิมที่รู้สึกอยากยอมแพ้ ก็รู้สึกอยากจะดีขึ้น อย่างจะเก่งขึ้น”
ส่วนงานเบื้องหลังนอกเหนือจากเขียนบทที่เจ้าตัวมองๆ ไว้คือการกำกับการแสดง ซึ่ง “อยากมากเลยครับ” เขาว่า
“มันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันตั้งแต่สมัยเรียน แต่ว่ายังไม่มีโอกาส”
“คิดว่าในอนาคตอยากจะทำมากๆ และหวังว่าจะเป็นอนาคตที่ไม่ไกลมากด้วย”
