bg-single

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์ / ความเป็นส่วนตัว กับความปลอดภัย

18.04.2020

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์

ความเป็นส่วนตัว กับความปลอดภัย

 

บนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สปีล่าสุด ที่น้องฟ้าใส-ประวีณสุดา ดรูอิ้น ตัวแทนสาวไทยได้พาตัวเองเข้าถึงรอบ 10 คนสุดท้าย และต้องตอบคำถามตามกระบวนการคัดเลือกของการประกวด

คำถามที่น้องฟ้าใสได้รับคือ “หลายรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยซึ่งอาจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว”

หลายคนบอกว่าเป็นคำถามที่ยาก จะตอบอย่างไรดีที่จะดูฉลาด จะตอบอย่างไรดีที่จะถูกใจกรรมการ และที่สำคัญ จะตอบอย่างไรดีที่ไม่เสแสร้ง และบ่งบอกความเป็นตัวเรา

เจ้าของบริษัทมิสยูนิเวิร์สเป็นชาวอเมริกัน หลายประเด็นคำถามบนเวทีนี้จึงมาจากมุมมองของสังคมชาวอเมริกัน ที่เหมาเอาเองว่าเป็นความสนใจของคนทั้งโลก และที่มาของคำถามนี้เพราะในสังคมอเมริกันถกเถียงกันอย่างมากในเรื่องนี้ ที่มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยการนำข้อมูลของเราไปใช้ประโยชน์ต่อ ไม่ว่าจะเพื่อผลประโยขน์ทางการค้า ด้านสังคม และด้านการเมือง

ซึ่งกรณีของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นก็ถูกตั้งคำถามว่า มีส่วนต่อการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตจนทำให้ชนะการเลือกตั้งตามที่ปรากฏเป็นข่าว

สำหรับน้องฟ้าใส เธอตอบเป็นกลางๆ ว่า

“ฉันเชื่อว่าทุกๆ ประเทศนั้น รัฐบาลจะมีมาตรการหรือนโยบายที่จะรักษาความปลอดภัยของพวกเรา และฉันก็ยังเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยนี้ไม่ควรข้ามเส้นของความเป็นส่วนตัว เพราะว่าเราทุกคนเองมีสิทธิ์ที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราเอง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยนั้นก็จำเป็นและสำคัญ ดังนั้น ฉันจึงเชื่อมั่นว่า การที่เราทุกคนจะสามารถอยู่ในสังคมที่ดีขึ้นได้นั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาเรื่องขอบเขตของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยให้พอเหมาะพอดีเพื่อความสงบสุขของสังคม”

ซึ่งไม่ได้บอกว่าที่เธอตอบไปนั้นดีไม่ดี ผิดหรือถูก เป็นหนึ่งในความคิดเห็นที่แสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดนั่นเอง

บางคนบอกว่าเพราะการตอบคำถามที่ไม่ดีพอนี้ของเธอ ทำให้เธออดก้าวลึกเข้าไปในรอบ 5 คนสุดท้าย

แต่หลายคนก็ให้กำลังใจว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว และคนไทยก็ภาคภูมิใจในตัวเธอ

 

ทําไมผมถึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพราะในกรณีของโควิด-19 ได้มีการจัดการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง

ในกระบวนการรับมือกับไวรัสร้ายนี้ ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่ามีการจัดการที่ได้ผลดีเยี่ยม สะท้อนได้จากยอดของผู้เสียชีวิตคือ 177 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อ 10,062 คนแล้วถือว่าต่ำมาก คือประมาณ 1.7% เท่านั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 4 เมษายน)

ที่เป็นอย่างนี้เพราะผู้นำของเกาหลีใต้ได้ให้ความสำคัญกับโรคนี้ไวเป็นพิเศษ มีการเตรียมแผนในการรับมืออย่างเป็นระบบ และยุทธศาสตร์ที่นำมาใช้อย่างได้ผลคือ “ติดตาม ตรวจเชื้อ และรักษา”

ที่เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับความเร็วในการ “ตรวจเชื้อ” เป็นอย่างมาก เพราะจะได้ทราบจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างแท้จริง และได้จัดกระบวนการรักษาได้ทันทีทันควัน

ดังนั้น กระบวนการแรกคือ “การติดตาม” จึงสำคัญมาก ซึ่งในการสืบหาผู้ติดเชื้อนี้ ได้ใช้ข้อมูลจากการใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้จ่ายบัตรเครดิต ร่วมกับข้อมูลจากภาพวงจรปิด ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและควบคุมการแพร่เชื้อได้

สำหรับประเทศเยอรมนีแล้ว ก็ได้นำยุทธศาสตร์เดียวกับเกาหลีใต้มาใช้ จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตของเยอรมนีมีอัตราที่ต่ำมาก

ยิ่งเมื่อดูจากประเทศจีน ประเทศต้นทางไวรัสร้ายแล้ว ก็ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างมาก โดยการใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารที่ทันสมัยเป็นอาวุธในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ทุกคนจะต้องเข้าสู่แอพพลิเคชั่นของทางการ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และอัพเดตอาการป่วยตลอดเวลา

นั่นทำให้ “รู้เขารู้เรา” ตามสุภาษิตจีนที่ทำให้นักรบเอาชนะศัตรูมานักต่อนักในหลายๆ ศึกสงคราม

หากจะว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็คงไม่ผิด…แต่เวลานี้ใครแคร์

 

เราคงเคยดูคลิปโดรนสอดแนมของจีนที่บินร่อนไปในเมืองใหญ่ แล้วมีเสียงสั่งการควบคุมคนที่ทำผิดคำสั่งของทางการอยู่ ข้อมูลของบุคคลนั้นได้ถูกบันทึกแล้วเรียบร้อยใน

สารบบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ดูแล้วเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องที่ดาวเทียมได้ทำการสืบค้น ติดตามบุคคลเป้าหมาย จนสามารถรู้แหล่งที่กบดาน รู้ความเคลื่อนไหว และจากข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เป็นปัจจัยที่ 5 ของทุกคนไปแล้ว ก็ทำให้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่เป็นเรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไปแล้ว

หากในภาวะปกติ เรื่องอย่างนี้เป็นที่ถกเถียงและถูกโจมตีกันอย่างมากมาย นักสิทธิมนุษยชนพากันทวงถามถึง “สิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพ” ในระดับปัจเจกชน

แต่ในภาวะที่ไม่ปกติ เช่นที่โลกทั้งใบกำลังร่วมกันต่อสู้กับไวรัสร้ายนี้อยู่ จึงเหมือนว่าการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนี้เป็นสิ่งถูกต้องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

ในประเทศอิตาลีและสเปน ที่มียอดของผู้ติดเชื้อด้วยตัวเลขที่ก้าวกระโดดอย่างมาก ก็ด้วยความไม่ระวัง ปนระแวงมากพอตั้งแต่ต้นที่จะสกัดยับยั้ง ไม่มีกระบวนการเข้าถึงข้อมูลเพียงพอที่จะติดตามผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพื่อจะรับมือได้อย่างทันท่วงที

รัฐบาลอิตาลีและสเปนถูกทวงถามถึงหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงและสาหัสนี้ เพราะไม่เตรียมรับมือได้ฉลาดและเท่าทันพอ

แน่นอน การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความฉลาดในการจัดการที่สำคัญ

 

ในเมืองไทยเราเอง ทางการก็มีการจัดการเรื่องข้อมูลไม่น้อย แม้จะไม่ทันท่วงที และไม่ได้มีแผนในการรองรับแต่แรก แต่ก็รีบไหวตัว และพยายามสร้างระบบให้รองรับเรื่องนี้ด้วยวิธีต่างๆ

มาถึงตอนนี้ หากถามประชาชนว่า ระหว่าง “ข้อมูลส่วนบุคคล” กับ “ความปลอดภัย” แล้ว เขาเลือกอย่างไหน เชื่อว่าคนส่วนมากคงเลือก “ความปลอดภัย” มากกว่าในยามนี้

ดังจะเห็นได้จากผู้คนต่างสนใจไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อ ว่าไปทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ วันไหน และมีความเสี่ยงกับใครมากน้อยแค่ไหนบ้าง

ซึ่งถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เป็นโดนตอกกลับว่าละเมิดเรื่องส่วนตัวแน่นอน

ในกรณีล่าสุดที่มีกลุ่มคนไทยร่วม 300 คนได้เดินทางกลับประเทศในภาวะที่มีการประกาศห้ามเดินทางเข้า-ออกเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการกักตัวดังที่เป็นข่าว

วันรุ่งขึ้นก็มีข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายชื่อของผู้โดยสารทั้งหมดปรากฏขึ้นมาให้สังคมได้รู้ และเหมือนจะเข้าทำนอง “ตามล่าหาคนผิด” อย่างนั้น

แต่นั่นคือการถามหา “ความปลอดภัย” ที่พวกเขาทั้งหมดอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ยอดผู้ป่วยไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นก็ได้

หากย้อนกลับไปบนเวทีประกวดมิสยูสิเวิร์สอีกครั้ง บางทีน้องฟ้าใสอาจจะมีคำตอบอื่นที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าที่เคยตอบก็เป็นไปได้

เมื่อโลกเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน

และตัวเปลี่ยนที่สำคัญก็คือ “โรคร้ายไวรัสโควิด-19” ตัวดีนี่เอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT