ในประเทศ
ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังถาโถม อย่างน้อยช่วงนี้คนไทยก็ได้มีปลื้มใจกันอยู่บ้าง
เมื่อได้เห็น ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ร่วมร้องเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในชื่อเพลง “Goals” ในพิธีเปิด ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ประวัติศาสตร์ต้องจารึก จัดว่าเป็นคนไทย สัญชาติไทย พูดไทยชัดเจนคนแรกที่เข้าไปร่วมในมหกรรมความยิ่งใหญ่ดังกล่าว
ความที่เธอเกิดและเติบโตที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ว่าจะโด่งดังกว้างไกลแค่ไหน แต่เธอไม่เคยปฏิเสธประวัติศาสตร์การเติบโตของเธอ มักพูดถึงบ้านเกิดที่บุรีรัมย์เสมอ
ตัวอย่างก็คือเป็นผู้เปิดตำนานลูกชิ้นยืนกินที่บริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ส่งผลให้เกิดกระแสฟีเวอร์ พ่อค้าแม่ค้าขายดีจนยอดขายพุ่ง และกลายเป็นจุดเช็กอินหลักของจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้
นั่นคือที่มาว่าทำไมคนไทยถึงได้รู้สึกภูมิใจกับ “อดีตเด็กสาวเมืองเซาะกราว” ที่ขึ้นไปยืนร้องเพลงในพิธีเปิดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของโลก
ตัดกลับมาที่ประเทศไทย
“เมืองเซาะกราว” วันนี้ได้กลายสภาพเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย
ค่ายสีน้ำเงินอยู่ในจุดสูงสุดของเส้นกราฟอำนาจ
ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะเด็ดขาดทางการเมืองชนิดถล่มทลาย กุมสภาพเหนือกว่าใครในทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ แม้แต่ฝ่ายตรวจสอบก็ไฟเขียวให้
วิเคราะห์ปัจจัยที่ปรากฏทั้งหมด ก็ย่อมรู้ว่าค่ายสีน้ำเงินวันนี้แข็งแรงจริง ยิ่งกว่าใคร
แต่หลังบริหารประเทศในสภาพอำนาจเต็มมือจนล้นมือมาแล้ว 2 เดือน และแล้วความเป็นจริงก็เริ่มปรากฏ
หลังเจอวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกเล่นงานอย่างหนัก วิกฤตราคาพลังงานพุ่งเล่นเอารัฐบาลกระอักเลือด จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถจับมือไอ้โม่งกักตุน หาประโยชน์จากราคาพลังงานพุ่งพรวดได้
ความชอบธรรมรัฐบาลเปลี่ยนจากบวก มาอยู่ในแดนลบ…
เมื่อพยายามจะแก้วิกฤตค่าครองชีพ ก็พบว่างบประมาณไม่เพียงพอ ต้องกู้มาเพื่อทำนโยบายแจกเงินประชาชน
แต่ครั้นจะกู้ก็ติดขัดเพราะเพดานหนี้ของรัฐเกือบเต็มเพดานแล้ว เมื่อเจอแรงต้านจึงต้องถอย
ยอมเปลี่ยนใจกลับมากู้แค่ 4 แสนล้านให้พอดีเพดาน แต่ก็เจอฝ่ายค้านจับโป๊ะ ว่าแอบสอดงบปฏิรูปพลังงานไว้ 2 แสนล้าน ทั้งที่ยังไม่มีแบบแผนชัดเจนจะเอามาทำอะไร ส่วนอีก 2 แสนล้านก็ดันแอบสอดงบบัตรคนจนไว้อีกราว 2 หมื่นล้าน
ถือเป็นการนำเงินที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ ท้ายที่สุดหนีไม่พ้น ศิริกัญญา ตันสกุล แม่ทัพเศรษฐกิจของค่ายสีส้มร่วมกับทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สกัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ข่าวร้ายก็คือศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้เรียบร้อย
ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก
ที่รัฐสภา ส.ส.ค่ายส้มได้กลิ่นแปลกๆ จู่ๆ รัฐบาลโดยกระทรวงดีอีเร่งผลักดันโครงการ TH-AI passport หรือนโยบายแจกเอไอฟรีจากภาษีประชาชน
กลิ่นที่ว่าแปลกก็เช่น ระยะเวลาเสนอโครงการเร็วมาก มีการชงเอง ศึกษาเอง อนุมัติกันเอง จนดูไม่ค่อยเหมาะสม
มากกว่านั้น งบประมาณกว่า 1.6 พันล้าน ยังมีการใช้งบฯ แปลกๆ คือใช้เงินกว่าร้อยล้านไปกับการประชาสัมพันธ์ที่เขียนสเป๊กของผู้เข้ารับการประมูลไว้ราวกับหวยล็อก
ตัวเอไอที่ได้ สเป๊กก็ไม่ได้พรีเมียมจริง เทียบกับเอไอที่เอกชนใช้กันอยู่ฟรีๆ แล้ว คนไอทีหลายคนเห็นตรงกันว่าแทบไม่ต่างกันเลย นำมาสู่คำถามว่า “แล้วจะจ่ายเงินไปทำไม”
คนเป็นรัฐบาลแทนที่จะคิดภาพกว้าง มองการณ์ไกล ลงทุนระดับโครงสร้าง จะมองแค่เรื่องซื้อของมาแจกไปวันๆ ไม่ได้
เรื่องนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลกำลังเจอกับฝ่ายค้านสายเทค ที่ทุ่มเททั้งชีวิตมากับวงการไอที เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ออกมาส่งเสียง
เป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟ ที่กำลังก่อหวอดเตรียมจะลุกไหม้รัฐบาลได้อีกในอนาคต หากยังเดินหน้าต่อ
ช่วงสัปดาห์นี้รัฐบาลยังเจอเสียงก่นด่าจากกรณีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกดอก
เมื่อจู่ๆ ทีมบริหารกระทรวงการคลังเสนอวิธีลดงบประมาณที่จะใช้ในโครงการด้วยการตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ที่ถูกลูกเอาชื่อไปยื่นลดหย่อนภาษี
กลายเป็นวิวาทะร้อนจากระดับชาติ สู่ระดับครอบครัว เพราะรัฐบาลดันไปเปิดประเด็นให้พ่อแม่ทะเลาะกับลูก ทั้งที่การเอาชื่อพ่อแม่ไปยื่นลดหย่อนภาษีนั้นเขาก็ทำกันมาหลายปีแล้ว
อีกอย่างคือเงินลดหย่อนก็ไม่ได้มาก ทำไมรัฐบาลจึงตีความอย่างเหมาะรวมว่า พ่อแม่ที่ถูกลูกเอาชื่อไปยื่นลดหย่อนถือว่า “ไม่จน” รัฐคิดมาจากตรรกะแบบใด
ไม่มีคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังนอกจากท่าทีจะเดินหน้าต่อ จึงยิ่งทำให้ปฏิกิริยาโต้กลับจากสังคมยิ่งรุนแรง
ยังดีที่นายกฯ ออกมาระงับศึกนี้ก่อนจะลุกลาม ด้วยการสั่งกระทรวงการคลังพิจารณายกเลิกเรื่องนี้
แม้จะจบปัญหาระยะสั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลได้สร้างอารมณ์ขุ่นมัวให้เกิดขึ้นคาใจประชาชนไปเรียบร้อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลถูกวิจารณ์แล้วถอย เดือนก่อนก็มีไอเดียเรื่องปรับภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผู้มีอำนาจหลายคนก็ดึงดัน ที่สุดก็เจอเสียงก่นด่าจนต้องถอยมาแล้วเมื่อเดือนก่อน
หรือจะเป็นตอนรัฐบาลเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ๆ มีความพยายามเสนอเรื่องแลนด์บริดจ์ ทั้งที่รัฐบาลไม่เคยแถลงเป็นนโยบายมาก่อน วันนี้ก็กำลังเจอเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมและคนพื้นที่อย่างหนัก
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแค่ในรอบ 2 เดือนของการเข้ามาดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เป็นการพยายาม “รุก” ทำนโยบายของรัฐบาล แต่ก็ถูกคัดค้านจากสังคม ยิ่งนานวัน ยิ่งดูลุกลาม
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านเอง วันนี้จัดว่าอยู่ในสภาวะ “ดับเครื่องชน-ลั่นกลองรบ” กับรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากเปิดฉากตำหนิรัฐบาลเรื่องการโหนองคมนตรีจนเกินงาม-เกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ ในเวลาใกล้กันก็เปิดแนวรบใหม่ ประกาศจุดยืนพร้อมสู้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในสภาพที่การเมืองไทยเกือบจะถูกยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
สัปดาห์นี้ได้เห็นการขยับพุ่งชน-สู้กลับค่ายสีน้ำเงินหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นกรณีฮั้ว ส.ว.ได้เห็น พริษฐ์ วัชรสินธุ แกนนำพรรคประชาชน ก็ประกาศตรวจสอบและเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีส่อแวว “เป่าคดี” และ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ในการไต่สวน “คดีโพยฮั้วเลือก ส.ว.”
เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนและพบพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หลักฐานคือ ภาพ กกต.คนหนึ่งเดินเก็บโพยฮั้ว ส.ว. มาแบบเป็นคลิป
หรือจะเป็นกรณี ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อเอาผิด ป.ป.ช. รวม 13 คน ในข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
กรณีมีมติยกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เรื่องการซุกหุ้นและยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยขัดแนวคำวินิจฉัยเดิมของศาล
ยังมีซีนของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตามจิกค่ายสีน้ำเงินชนิดกัดไม่ปล่อย ยื่นหนังสือจี้ให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยส่งถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เร่งรัดจัดการตามกฎหมาย
มิติการเมืองของรัฐบาลแนวโน้ม “ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่”
จากกรณีการทิ้งไพ่โชว์เหนือพรรคเพื่อไทย ด้วยการถอนตัวจากการลงชื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยอ้างว่าร่างของพรรคเพื่อไทยขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ต้องเป็นเซียนการเมืองก็รู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล เพราะถ้าเชื่อเช่นนั้นจริง ก็คงไม่ร่วมลงชื่อเป็นเวลานานแต่แรก
วิธีการการเมืองแบบนี้สุดท้ายก็ไม่สามารถหนีการตีความว่าค่ายสีน้ำเงินพยายามกินรวบทางการเมือง-แก้ไขรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียวไปได้
ล่าสุด ค่ายสีน้ำเงินยังเจอกรณีแชตหลุด บิ๊กข้าราชการกระทรวงมหาดไทย สั่งข้าราชการช่วยสีน้ำเงินเข้าไปอีกดอก ไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับ ส.ส.ภูเก็ต รวบรวมหลักฐานไปยื่นเอาผิดที่ ป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อย
นี่คือตัวอย่างว่าในรอบ 2 เดือน ค่ายสีน้ำเงินต้องผจญกับเรื่องราวมากมายเพียงใด จนวันนี้เริ่มมีคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปีไหม?
คําตอบอยู่ที่ทิศทางการบริหารหลังจากนี้
ถ้าการเมือง “กินรวบ” ถ้าเศรษฐกิจ “ไม่กินแบ่ง” ถ้าการบริหารราชการ “กินแบบไม่ระวัง”
“บลู” ก็ระวังจะ gone แบบไม่รู้ตัว!
