bg-single

เครื่องเคียงข้างจอ/ วัชระ แวววุฒินันท์ / เปรียบเธอเป็นดั่ง…

25.04.2020

เครื่องเคียงข้างจอ/วัชระ แวววุฒินันท์

เปรียบเธอเป็นดั่ง…

 

ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่อง “โควิด-19” เช่นเดิมครับ เพราะคงไม่มีอะไรฮอตฮิต เรตติ้งพุ่งกระจายเท่านี้อีกแล้ว

บางคนบอกว่าไม่ดูข่าวอื่นเลย จ้องแต่ข่าวโควิดนี่แหละ

อยากรู้จังว่าวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะออกที่ตัวเลขไหน ต่ำร้อยหรือเกินร้อย ไม่แต่ในไทย ยังนั่งลุ้นยอดผู้ป่วยทั่วโลกอีก ลุ้นตัวเลขผู้ป่วยเหมือนลุ้นเลขหวยยังงั้น

ในภาวะเช่นนี้ จึงมีผู้มีอารมณ์ต่างๆ นานา พากันเปรียบเปรยเจ้าไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 นี้เป็นอะไรหลากหลาย

 

บางคนบอกว่า โควิด-19 นี้เป็นดั่ง “ผู้ปลุกจิตสำนึก”

ปลุกจิตสำนึกของคนเราว่าอย่าได้อหังการ เพราะไม่ว่าคุณจะรวยล้นฟ้า จะจนติดดิน จะผิวเหลือง ผิวขาว ผิวดำ จะมีอาชีพอะไร จะมีเส้นใหญ่แค่ไหน ต่างก็มีสิทธิ์ติดเชื้อโควิดได้หมด

หลายวันก่อนก็มีข่าวว่าสมาชิกราชวงศ์ของประเทศซาอุดีอาระเบียติดเชื้อแล้วกว่า 150 พระองค์ หรือที่ก่อนหน้านี้ก็ไล่ติดเชื้อไปหมดไม่ลดละ ไม่ว่ากษัตริย์แห่งโมนาโก, เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์, บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และอีกหลายคนชั้นนำของประเทศ

 

บางคนที่เป็นเหล่าคุณผู้ชายทั้งหลายบอกว่า โควิด-19 เป็นดั่ง… “เมีย”

เพราะโควิด-19 ทำให้คุณสามีอดออกนอกบ้าน อดไปสนุกในผับในบาร์ อดนอนเอกเขนกทั้งวันเพื่อดูกีฬาเพราะยกเลิกแมตช์ไปหมด ซ้ำทำให้คุณสามีต้องช่วยงานบ้าน (แม้จะแบบจำใจก็เหอะ) และทำให้คุณสามีต้องอยู่กับพวกเมียๆ ทั้งวัน 24 ช.ม.

จนมีบางคนค่อนแคะว่า เบื้องหลังการก่อกำเนิดของไวรัสร้ายนี้ ก็คือพวกเมียๆ นี่เองแหละ

สายจินตนาการจะบอกว่า โควิด-19 เป็นเหมือน “Time Machine”

เพราะมันได้ย่นระยะเวลาอะไรหลายอย่างที่เดิมคาดว่าคงอีกสักระยะจึงจะเกิด แต่ได้รวบรัดตัดความให้เกิดขึ้นเลยวันนี้ เดี๋ยวนี้ ด้วยความจำเป็น

เช่น เรื่องการดำเนินชีวิตด้วย Online เต็มรูปแบบ อันเป็นผลพวงมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคดิจิตอล ซึ่งหลายคนก็รู้และเข้าใจว่าวันหนึ่งมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา แต่ไม่นึกว่าจะจู่โจมรวดเร็วขนาดนี้

ที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีเพื่อ Work from Home ก็ได้หัดใช้หัดทำ

กิจการค้าใดที่มีแต่หน้าร้าน ไม่เคยมีระบบ Delivery ก็ได้ลุกขึ้นมาปรับตัวแบบฉับไวเพื่อให้อยู่รอด

ที่ไม่เคยจัดระเบียบชีวิตตัวเองก็ถึงเวลาเสียที เพราะถ้าไม่จัดตอนนี้จะไปจัดตอนไหน เผลอๆ จะอดตายไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

 

ส่วนสายโลกสวยบอกว่า โควิด-19 นี้ เป็นเหมือนดั่ง “โซ่เชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว”

เดิมทีวันๆ คุณพ่อบ้านหรือคุณแม่บ้านก็ตาม ต่างเร่งรีบออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดลูกๆ แม้วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ตระเวนพาลูกไปเรียนพิเศษ ไปห้าง ไปทำธุระนั่นนี่

นี่เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ครอบครัวเป็น “ครอบครัว” ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันเต็มอิ่ม อะไรที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำก็จะได้ทำซะ นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่เคยเล่นสนุกกับลูก ได้อ่านนิทานให้ลูกฟังครั้งสุดท้ายก็เมื่อปีที่แล้ว หรือแม้แต่คู่แต่งงานก็จะมีโอกาสดูแลกันและกันจริงๆ ในยามนี้ เปิดใจพูดคุยกัน เคลียร์ปัญหาที่ค้างคาหมักหมม

แต่พูดจากันดีๆ นะครับ ไม่ใช่ยิ่งไปสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นอีก คราวนี้จะยิ่งอึดอัดเพราะถูกหยุดเชื้อเพื่อชาติ ต้องมองหน้าหงิกๆ กันอยู่กับบ้าน

 

ถ้าคอการเมืองหน่อย ก็จะบอกว่า เจ้าโควิด-19 เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ให้กับลุงตู่แบบเต็มๆ

อันนี้ก็มีที่มาที่ไปจากการที่ได้ประกาศใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” รวบอำนาจมาอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และมีการตั้ง ศบค. หรือศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม เพื่อให้การบังคับบัญชา สั่งการต่างๆ เป็นแบบรวมศูนย์

หลังจากที่ได้ให้เจ้าสำนักแต่ละกระทรวงต่างรับมือกันเอง ก็เกิดอาการเป๋ ทำงานแบบสะเปะสะปะคนละทิศละทาง ขบเหลี่ยมกันเองบ้าง ขัดคอขัดขากันเองบ้าง หรือไม่ประสานกันเท่าที่ควร ยังผลให้เจ้าไวรัสแอบหัวเราะเยาะ

สุดท้ายหวยก็ออกที่ลุงตู่ รวบยอดมันซะเลย ท่ามกลางเสียงเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ของประชาชน เพราะอยากเห็นการจัดการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและ “เอาอยู่” กว่าเคย

จึงมีเสียงกระซิบว่า อำนาจพิเศษนี้อาจจะลากไปอีกไกล เพราะกว่าจะพ้นวิกฤตโควิดไปได้ก็อย่างน้อยปลายๆ ปี หรืออาจจะข้ามไปปีหน้าก็ได้

อันนี้ก็ว่ากันไป…

 

สําหรับผู้เขียนแล้ว ขออนุญาตเปรียบเปรยการเข้ามาของเจ้าไวรัสโคโรนานี้ เหมือนกับ “สงครามไทย-พม่า” สมัยกรุงศรีอยุธยา ในยุคกรุงแตกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2310

เหตุการณ์ครั้งนั้นประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า พระเจ้ามังระของพม่าได้ยกทัพเข้าตีสยามด้วยกันสองช่องทางแบบคีม เพื่อบีบให้อยุธยายอมแพ้ โดยส่งทัพบุกมาจากทางเหนือและทางใต้

กรุงสยามยามนั้นภายใต้การปกครองของพระเจ้าเอกทัศน์มีความอ่อนแอภายใน ด้วยข้าราชการมีความแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่าย…คล้ายๆ กับหลายๆ พรรคของรัฐบาลยามนี้ประมาณนั้น…เศรษฐกิจก็ฝืดเคืองจากการติดขัดทางการค้า ของป่าที่เป็นของส่งออกทำรายได้เข้าสยามก็ส่งออกยากมากเพราะเกิดการกีดกันทางการค้าจากประเทศตะวันตก

ฟังดูคล้ายๆ กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมาเสียจริง

แถมข้าราชการที่มีอำนาจบางคนก็ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชนจนเกิดระส่ำระสาย ประชาชนทุกข์เข็ญอยู่เดิมเป็นอันมาก…ก็คล้ายนะว่าไหม?

ทัพพม่าที่มาทางทิศเหนือได้รับชัยชนะจากการโจมตีหัวเมืองมาเรื่อย เปรียบได้กับเชื้อไวรัสที่มาจากทางเหนือของไทยคือประเทศจีนเช่นกัน

ทัพพม่าต้องปะทะกับเมืองด่านหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเหตุการณ์นั้น นั่นคือ “บ้านบางระจัน” นั่นเอง

นักรบบางระจันที่มาจากชาวบ้านรวมตัวกัน เป็นเหมือนด่านหน้าที่จะยับยั้งข้าศึกเอาไว้ไม่ให้เข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาได้

นักรบบางระจันเหล่านั้นเปรียบเหมือน “นักรบเสื้อกาวน์” ยามนี้ที่ก็คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องรับมือกับไวรัสโควิด-19 ให้ได้ ในฐานะด่านหน้า

และเป็นด่านหน้าที่ขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการทำศึก เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากส่วนกลางเท่าที่ควร เหมือนชาวบ้านบางระจันที่ต้องหล่อปืนใหญ่ใช้ยิงเอง ต้องเอาทรัพย์สินแร่ธาตุมาหลอมตีเป็นดาบเป็นอาวุธเพื่อใช้ต่อสู้ข้าศึก

เหมือนคุณหมอและพยาบาลหลายคนพากันลุกขึ้นมาเย็บหน้ากากอนามัยกันเอง ลุกขึ้นมาจับมือช่วยเหลือด้วยวิธีต่างๆ กันเอง เพื่อจะต่อสู้กับไวรัสนี้ให้อยู่หมัด

เพราะรู้ดีว่า ถ้าด่านหน้านี้แตก เอาไม่อยู่ คนป่วยทวีคูณขึ้น จำนวนบุคลากรและเครื่องมือที่มีอยู่ไม่พอเพียง ก็มีสิทธิ์ “กรุงแตก” ได้เมื่อนั้น

 

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในที่สุดแล้วกับเวลา 14 เดือนบางระจันก็แตก พ่ายแพ้แก่ข้าศึก สำหรับศึกโควิด-19 นี้ก็คาดว่าต้องยืดเยื้อไปอีกร่วมปี เผลอๆ ก็อาจจะเป็น 14 เดือนเหมือนกันใครจะรู้

ได้แต่อวยพรและให้กำลังใจ พร้อมการสนับสนุนเท่าที่ทำได้จากคนไทยให้ “ด่านหน้า” คือ “นักรบเสื้อกาวน์” ของเราทั้งหลายอย่าได้มีจุดจบแบบนักรบบางระจันเลย

ข่าวว่ายามนี้ส่วนกลางได้ลงมาดูแลให้การสนับสนุนมากขึ้น และได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนในการบริจาคเงิน และเครื่องมือมากขึ้น ก็หวังว่าสุดท้ายเราจะรบชนะในที่สุด

หากจะเปรียบว่าโควิด-19 นี้เป็นอะไรได้อีก

ก็อยากจะบอกว่า มันเป็นดั่ง “ตำราเล่มสำคัญของโลก” ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างสำนึก สร้างองค์ความรู้ และเปลี่ยนแปลงทุกอย่างกันอย่างจริงจังและถ้วนทั่วกันเสียที



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT