
ถ้าพูดถึง “ผู้ประกอบการ” ในยุคนี้
ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ “ผู้ประกอบการ” และผู้คนทั่วโลก
ในความ “กล้าหาญ” และ “ฝีมือ”
เชื่อว่า ชื่อนี้คงจะเป็นชื่อหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาระหว่างการสนทนาอย่างแน่นอน
“อีลอน มัสก์”
เมื่อสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศอเมริกา เมื่อปี 2011
ในวันแรกๆ ยังจำได้ว่า อาจารย์พูดถึง “อีลอน มัสก์” ให้ฟัง
แต่ยังจำคำเปรียบเปรยได้ดี
เขาว่าเป็น “ไอน์สไตน์ คนที่สอง”
จำได้ว่า เริ่มสนใจคนคนนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนต้องลองขับรถไปที่ “โชว์รูมรถเทสลา” ที่อยู่ถัดจากมหาวิทยาลัยไปไม่กี่นาที
โชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า “เทสลา”
เมื่อเข้ามาแล้วจะรู้สึกถึง “แอปเปิ้ล สตอร์ (Apple Store)”
มีรถจอดอยู่สองคันภายในร้าน ให้ได้ลองยลโฉม
พื้นที่กว้างๆ มีหน้าจอให้เราได้ลองเล่นอะไรหลายๆ อย่าง
และพนักงานที่คอยตอบคำถามเราอย่างใกล้ชิด
ไม่ได้พยายามที่จะขาย แต่พยายามให้ “ความรู้” เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
ซึ่ง “รถยนต์ไฟฟ้า” ในตอนนั้น ยังไม่ได้มีการพูดถึงมากจนวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นการที่รถเร่งได้เร็วจาก 0-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7 วินาที
หรือการที่รถยนต์มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่แค่ไม่กี่สิบชิ้น เทียบกับรถยนต์น้ำมัน ที่มีกว่าพันชิ้น
และการตรวจสอบระบบรถผ่าน “อากาศ” ด้วยอินเตอร์เน็ต ในขณะที่รถจอดอยู่ที่บ้าน
มาจนถึงทุกวันนี้ ที่ “อีลอน มัสก์” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
รถยนต์เทสลา กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าระดับ
ทราบมั้ยครับ มีบุรุษผู้หนึ่ง ที่ “ช่วยชีวิต” อีลอนไว้
และอยู่ “เคียงข้าง” เขามาตลอดในเส้นทางนี้
บุรุษผู้นั้นคือ “……”
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางมาทำงานที่ “ซิลิคอน วัลเลย์” รัฐแคลิฟอร์เนีย
ได้พบปะผู้คนมากมายที่ทำงานอยู่ในแวดวงที่เรียกว่า “เวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture Capital)”
“ลีออน” เพื่อนร่วมชั้นเรียนของผม เมื่อสมัยเรียน “บริหารธุรกิจ” ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
เป็นเพื่อนที่ประสบความสำเร็จมากๆ คนหนึ่ง
ตั้งกองทุนของตัวเอง และพยายามจะนำนักธุรกิจใหญ่ๆ จากเอเชียมาลงทุนที่อเมริกา
หนึ่งในนักธุรกิจที่ “ลีออน” ได้มาร่วมกองทุนคือ “ลีกาชิง” เศรษฐีหมื่นล้านระดับโลก ชาวฮ่องกง
“ลีออน” อาสาพาผมไปเจอกับ “กลุ่มมาเฟีย” ที่ลงทุนกับสตาร์ตอัพเปลี่ยนโลกในแถบนี้
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยการรู้จักกัน แนะนำกัน เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่สร้าง “มูลค่า” มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน อูเบอร์ (Uber) แอร์บีแอนด์บี (AirBnB)
ก็เกิดขึ้นได้จาก “กลุ่มมาเฟีย” กลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้
หนึ่งคนที่ผมได้มีโอกาสเจอคือ “อเล็กซ์ มิตทอล (Alex Mittal)” แห่ง Funder”s Club
ซึ่งเป็น Crowdfunding Platform ของสตาร์ตอัพ ในแถบซิลิคอน วัลเลย์
บทสนทนากับอเล็กซ์กว่าสองชั่วโมงในการลงทุนกับสตาร์ตอัพ ที่จะประสบความสำเร็จ
สรุปเป็นใจความได้ว่า
สตาร์ตอัพที่จะประสบความสำเร็จ จะมีคุณลักษณะสองอย่างด้วยกัน
หนึ่ง มีความคิดธุรกิจที่ดีมากๆ
สอง ความคิดนั้นดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ห่วยแตกสุดๆ
เมื่อไรที่คุณสามารถลงทุนใน “ความคิดดีๆ” ที่ดูเหมือนจะ “ห่วยแตก” ได้แล้วละก็
บริษัทนั้นมีความสามารถจะ “เปลี่ยนแปลงตลาด” สร้างมูลค่าเป็น “หมื่นล้าน” ได้
หรือที่เรียกกันว่า “ยูนิคอร์น (Unicorn)” นั่นเอง
หลักการนี้ เป็นสิ่งที่ “ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel)” ผู้ลงทุนกับ “เฟซบุ๊ก” เป็นคนแรก
ในวันที่คนอื่นๆ มองว่า เป็นเรื่อง “ไร้สาระ” ที่คนจะมาแบ่งปันชีวิตส่วนตัว บน “อินเตอร์เน็ต”
เขียนเอาไว้เช่นกัน ในหนังสือขายดี “ฟอร์ม ซีโร่ ทู วัน (From Zero to One)”
“ให้คนแปลกหน้า ขึ้นมานั่งรถตัวเอง แล้วขับรถไปส่ง”
หรือ “ให้คนแปลกหน้ามานอนที่บ้าน ในวันที่เราไม่อยู่”
ล้วนเป็นความคิดดี ที่ดูเหมือนจะ “ห่วยแตก” ในสายตาคนทั่วๆ ไป
จนกระทั่งประสบความสำเร็จเป็น “อูเบอร์” และ “แอร์บีแอนด์บี”
มีมูลค่ารวมกันกว่า “แสนล้าน” เหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน
สตาร์ตอัพที่จะเปลี่ยนโลกได้
ต้องการ “นักลงทุน” ที่ “บ้าพอ” ที่จะเชื่อสิ่งที่คนอื่นๆ เห็นว่า “ห่วยแตก”
ปั้นพวกเขา ให้กลายเป็น “ยูนิคอร์น”
วิโนด คอสลา (Vinod Khosla) นักลงทุนระดับตำนานอีกคนหนึ่ง
เคยให้สัมภาษณ์ว่า
“หน้าที่ของผมในการเป็นนักลงทุนกับสตาร์ตอัพ
คือ ถามคำถามที่ยาก ให้สตาร์ตอัพได้คิดต่อ คิดให้หนัก
แนะนำในสิ่งที่ผมมีประสบการณ์เคยเห็นมาก่อน
แล้วปล่อยให้พวกเขา “ตัดสินใจ” กันเอง
ในอาชีพของผม ไม่ว่าผมจะได้รับหน้าที่ไปเป็นบอร์ดของบริษัทใด
ผมไม่เคยโหวตไม่เห็นด้วยกับ “เจ้าของ” บริษัทสตาร์ตอัพนั้นๆ
มันเป็นบริษัทของพวกเขา คุณต้องเชื่อ และให้พวกเขาตัดสินใจ”
เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนกับ “สตาร์ตอัพ” นั้น มีความไม่แน่นอนอยู่มาก
ความคิดทางธุรกิจ อันแรกๆ จะต้องมีการ “เปลี่ยนแปลง” ไปเป็นอันที่สอง อันที่สาม
ปัจจัยหลักที่คุณตัดสินใจ ที่จะลงทุนกับสตาร์ตอัพนั้น ในตอนแรก
คือ “คน” ที่ก่อตั้งบริษัทนั้นขึ้นมา
คุณลงทุนใน “คน” คุณต้องเชื่อพวกเขา ว่าเขาจะสร้างบริษัทขึ้นมาได้
คุณถึงจะเป็น “เวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture Capital)” ที่ดีได้
กลับมาที่ผู้อยู่เคียงข้าง “อีลอน มัสก์”
เขาคือ “ไอรา อีเรนพรีส (Ira Ehrenpreis) แห่ง “DBL Partners”
เขาคือ นักลงทุนคนแรกในบริษัท “เทสลา มอเตอร์” ของ “อีลอน มัสก์”
เช่นเดียวกัน ในวันที่ทุกคนบอกว่า “อีลอน” บ้าไปแล้ว ที่จะทำ “บริษัทรถยนต์” แข่งกับยักษ์ใหญ่ทั่วโลก
“ไอรา” อยู่ตรงนั้น และเลือกที่จะลงทุนในความเป็น “อีลอน มัสก์”
ไอรา นั่งเป็นบอร์ดของบริษัท “เทสลา มอเตอร์” ตั้งแต่เริ่มต้น มาจนถึงทุกวันนี้
ผมได้มีโอกาส “สนทนา” กับ “ไอรา” เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ได้รู้ว่า เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง เมื่อได้คุยกับคนระดับนี้
เรียกได้ว่า “หัวหมุน” เลยทีเดียว
เหมือน “เด็กน้อย” โดน “ครูใหญ่” สั่งสอนซะหนักหน่วงเอาการ
บทเรียนที่ได้น่ะหรือครับ
นักลงทุนที่ดีหา “โอกาส” มาให้สตาร์ตอัพ ในการเติบโต
ช่วยขายของ ให้คำแนะนำต่างๆ
และปิดท้าย เหมือนกับที่ วิโนด คอสล่า บอกไว้
พอถาม “ไอรา” ว่าเขาลงทุนกับ “คน” แบบไหน
ไอราตอบ
“ผมลงทุนกับสตาร์ตอัพที่ไม่ยอมตาย แบบอีลอน”
อยากเป็น “เวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture Capital)”
ต้องเฟ้นหา “ผู้ประกอบการ ที่ไม่ยอมตาย”
บทเรียนจากนักลงทุนคนแรก ของ “อีลอน มัสก์”
