bg-single

คำ ผกา | ความเหลื่อมล้ำซ่อนเร้น

29.07.2022

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการรับรู้ทั่วไปของสังคมไทย คนไทยนั้น สถานะของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองไทยนั้นไม่เท่ากัน นั่นคือ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล เกษตรศาสตร์ ดูเป็นมหาวิทยาลัย “ชั้นนำ” รองลงมาคือมหาวิทยาลัยของรัฐ ไล่ไปเป็นขอนแก่น, เชียงใหม่ ฯลฯ

ถ้าเป็นสมัยที่ฉันสอบเอนทรานซ์ เหล่านี้วัดกันที่คะแนนที่ใช้เพื่อการสอบเข้า มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อ “ชั้นนำ” ก็คือมหาวิทยาลัยที่คะแนนสูง

ถัดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งก็แบ่งได้อีกว่าเป็นเอกชน “ชั้นนำ” กับเอกชนเกรดรองๆ ลงมา

ถามว่าวัดกันที่ไหน ก็วัดกันที่เข้ายากหรือง่ายนั่นแหละ ทีนี้ลูกหลานชาวบ้านที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ และไม่สามารถจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนได้ ทางเลือกของการเรียนระดับอุดมศึกษาคือเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือสมัยก่อนเรียกว่า “วิทยาลัยครู”

ถามว่านี่คือความเหลื่อมล้ำหรือไม่?

ก่อนที่จะตอบว่าเป็นความเหลื่อมล้ำหรือไม่? เราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจ “เสรีนิยม” ซึ่งหมายความว่า การศึกษาเป็นธุรกิจมากกว่าเป็นสวัสดิการของรัฐ (ประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยสังคมนิยมมองว่าการศึกษาทุกระดับเป็นสวัสดิการที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนในคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน)

ดังนั้น ในทุกประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีมหาวิทยาลัย “ชั้นนำ” เช่นมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกในอเมริกา

ความชั้นนำนี้วัดกันตั้งแต่ความแพงของค่าเทอม ความยากในการสอบเข้า คุณภาพของการศึกษา คุณภาพของบุคลากร โปรเฟซเซอร์ บริการทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยจัดให้นักศึกษา อาจารย์ คุณภาพทางสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต

และในประเทศอย่างอังกฤษนั้น การเรียนที่เคมบริดจ์ หรือออกซ์ฟอร์ดก็ว่ากันว่ามันคือไลฟ์สไตล์แบบ “อีลีต” และชนชั้นนำ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ในญี่ปุ่นก็มีมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยเกียวโต ถามว่าชั้นนำอย่างไร ก็วัดกันที่สอบเข้ายากมาก คัดแต่คนที่ได้ชื่อว่าหัวกะทิจริงๆ และว่ากันว่าใครจบจากสองมหาวิทยาลัยนี้ก็การันตีอนาคตว่าได้เป็นชนชั้นนำของประเทศแน่ๆ

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นส่วนมากกลายเป็นเครือข่ายในระบบราชการสานต่อไปเรื่อยๆ

และเหมือนกันกับประเทศไทยเปี๊ยบตรงที่แล้วใครล่ะจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำและการเป็นชนชั้นนำของประเทศ

คำตอบก็คือ เด็กที่มาจากครอบครัวมีอันจะกิน เรื่องก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เด็กจากครอบครัวมีอันจะกิน หรือมาจากครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชนชั้นนำได้รับการศึกษาสูง ย่อมมีกำลังความสามารถให้เลี้ยงดูลูกเต้าให้มีพัฒนาการทางสติปัญญา ทักษะ วัฒนธรรมการอ่าน การถกเถียง การแสดงออก มีเงินส่งลูกไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ จ้างครูมาติว เรียนกวดวิชา สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะแก่การเรียนรู้

เรียกได้ว่าความเป็นอีลีตนั้นเป็นกันจากชาติกำเนิด ชนะกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก็คงไม่ผิดนัก

ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำที่เรียกว่า Modern poverty ในประเทศโลกที่ 1 อย่างอเมริกา หรือญี่ปุ่น ก็อยู่อาการเช่นนี้เหมือนกัน นั่นคือ ยิ่งเกิดมาจนก็ยิ่งจะจนลงและได้รับโอกาสที่จะทำให้หายจนน้อยลงเรื่อยๆ

ประชากรอเมริกาในรอบ 20 ปีที่ผ่านมายากจนแม้จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เพราะเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

ในขณะชนชั้นนำที่มี 1% ของประเทศ ได้รับการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่เกิด เพื่อได้รับการศึกษาอย่างชนชั้นนำตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย และหนทางสู่การประกอบอาชีพ ทำธุรกิจก็ราบรื่นกว่า เสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางลงไปถึงล่าง

นี่ยังไม่พูดถึงมหาวิทยาลัย “ชั้นนำ” ทั่วโลกแสวงหากำไรทางธุรกิจด้วยการเปิดหลักสูตรพิเศษขึ้นเยอะมาก เป็นหลักสูตรประเภท “จ่ายครบจบแน่” เพื่อให้ชนชั้นนำ คนมีเงินมีทองจากประเทศโลกที่สามมา “ชุบตัว” เรียนสักเก้าเดือน ก็ได้ชื่อว่าจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยนี้ นั้น ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ถ้าคนไม่รู้ก็จะรู้สึกทึ่ง แต่คนในวงการวิชาการถ้าเห็นก็จะบอกได้ทันทีว่า อ๋อ จบมาจากพวกหลักสูตรพิเศษหารายได้เข้า

บางบริษัทในประเทศโลกที่สาม ใช้วิธีให้ทุนพนักงานไปเรียน แล้วสั่งให้ทำวิทยานิพนธ์ เพื่อ “อวยเกียรติยศ” ให้เจ้าของบริษัทในรูปแบบของงานประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ หรือธุรกิจ ก็ยังมี

ในประเทศที่ประชาธิปไตยเต็มขั้น ความเหลื่อมล้ำยังขนาดนี้ (นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรมีนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาและสาธารณสุขที่ค่อนไป “ซ้าย” หรือเป็นสังคมนิยมมากกว่าเสรีนิยม) แล้วประเทศไทยที่ก่อนมีรัฐประหารปี 2549 ก็เละตุ้มเป๊ะกับแนวทาง “เสรีนิยม” แล้วต้องมาถูกซ้ำเติมจากการลากประเทศเข้าสู่วังวนของเผด็จการและการรัฐประหารถึง 2 ครั้งในเวลาไม่ถึงสิบปี

ไม่นับว่าการก่อร่างสร้างรัฐสมัยใหม่ของประเทศไทยของเราที่เริ่มเมื่อปี 2475 นั้นไม่สมบูรณ์ ทำให้เราอยู่ในสภาพรัฐสมัยใหม่กึ่งอาณานิคมภายใต้การเมืองระบอบรัฐสภาจอมปลอม

ผลที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือระบบการศึกษาไทยไม่ได้ต่างจากการศึกษาที่จัดทำกันมาใน British Raj นั่นคือ มีการศึกษาที่จัดให้ลูก-หลาน เจ้าอาณานิคม หรือข้าราชการของอาณานิคม กับการศึกษาระบบที่จัดไว้ให้ “ชาวพื้นเมือง”

การศึกษาจึงมี 2 tiers กันมาโดยตลอด Tier แรก คือการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางปัญญา ความคิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การศึกษาคือเครื่องมือปลดปล่อยมนุษย์จากอวิชชา ความเขลา เรียนเพื่อบรรลุถึงสิ่งที่เป็น Freedom หรือเสรีภาพของความเป็นมนุษย์

การศึกษา Tier 2 ที่จัดให้คนพื้นเมืองนั้น เป็นการศึกษาเพื่อท่องจำ เพื่อเสริมทักษะแห่งการรับคำสั่งและถูกกล่อมเกลาให้มีความเชี่ยวชาญในการ “อยู่เป็น” การศิโรราบต่ออำนาจเพื่อความเจริญก้าวหน้าและความปลอดภัยในชีวิต เพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพื่อเป็นข้าราชการที่ดี

ถ้าการศึกษา Tier 1 จะมีวิชา “สุนทรียศาสตร์ทางดนตรี” การศึกษา Tier 2 จะเรียนเรื่องมารยาทไทยและการไหว้อย่างถูกต้อง

การศึกษา Tier 1 จะให้อิสระในการสวมเสื้อผ้า ทรงผม แต่การศึกษา Tier 2 เน้นการกล้อนผม ยืนตรงเคารพธงชาติ และท่องโอวาท อาขยาน ค่านิยม 12 ประการ

เขียนมาแค่นี้ก็ใส่ชื่อโรงเรียนกันเอาเองว่า โรงเรียนไหนเป็นโรงเรียนสำหรับชนชั้น “นำและปกครอง” โรงเรียนแบบไหนผลิต “ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อระบอบ” และโรงเรียนแบบไหนมีไว้สำหรับชาวพื้นเมืองที่เหมาะแก่การทำงานแบกหามรับใช้คนสองชนชั้นข้างบน

ส่วนจะเป็นจุฬาฯ หรือราชภัฏ สำหรับฉัน อันแรกก็เป็นแค่โรงเรียนผลิตข้าราชการ เทคโนแครตรับใช้ “โครงสร้างเก่า”

ส่วน “ราชภัฏ” ก็เป็นที่ฝึกลูกหลาน “คนพื้นเมือง” ออกแบบการเรียนรู้ทั้งหมดมาเพื่อให้โง่ ให้จน ให้อ่อนแอ ให้ไร้ซึ่งอิสรภาพในการคิดเพื่อกีดกันไม่ให้คนเหล่านี้ได้กลายเป็นเสรีชน เพราะหากเกิดเสรีชน อยากเป็นประชาชนเจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจเมื่อไหร่ก็เป็นภัยต่อโครงสร้างอำนาจเดิมมากเท่านั้น

พวกคนที่โชคดีเกิดมาในครอบครัวที่ถูกต้อง ได้เรียนในระบบการศึกษา Tire 1 ก็กลายเป็นชนชั้นนำ เป็นนายทุนข้ามชาติ หรือย้ายประเทศไปทำมหากินที่อื่น

ถามว่าแล้วเราจะแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคนี้ได้อย่างไร

สำหรับฉันก็คงต้องบอกว่า เราต้องเริ่มต้นเข้าใจก่อนว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และทุนนิยม

แต่มันลึกลงไปถึงระบอบอาณานิคมซ่อนเร้นที่เรายังไม่ได้หลุดออกจากตรงนี้ไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีอำนาจเป็นของตนเองอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “เดิมพัน” การเมือง นนทบุรี ชี้แนวโน้ม การเมือง อนาคต
E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”