วันที่เปลี่ยนชีวิต (50 ปี 6 ตุลา ตอน 8)
ถ้าจะว่าไปแล้ว พวกเราที่เป็นผู้ต้องหา “คดี 6 ตุลาฯ” นั้น มีสถานะเป็น “นักโทษการเมืองรุ่นแรก” ของการเมืองไทยในยุคหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ในด้านหนึ่ง พวกผมที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์เคยคิดกันว่า เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในปี 2516 แล้ว การเมืองไทยจะไม่มีนักโทษการเมืองอีก
นักเรียนรัฐศาสตร์อย่างพวกผมมักจะโลกสวยกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จนเราลืมไปว่า รัฐประหารยังมีอยู่ในการเมืองไทย และหลังรัฐประหารแล้ว คนบางคนอาจจะถูกจับกุม เพียงแต่ไม่ทันคิดว่า ในกลุ่มที่ถูกจับจะมีผมเป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงดึกต่อเนื่องเข้าสู่เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีความพยายามที่จะก่อเหตุ และบุกเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้น ได้มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา และประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก และในช่วงรุ่งสางยังได้มีการใช้อาวุธยิงเข้าปฏิบัติการสนับสนุน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสถานะเป็น “กองกำลังติดอาวุธ” และพร้อมที่จะใช้อาวุธตอบโต้
การปลุกระดมของฝ่ายขวาจัดไทยที่เกิดต่อเนื่อง และมีความเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัดนับจากการล้มลงของ “โดมิโนอินโดจีน” ในปี 2518 นั้น ตลอดรวมถึงการ “สร้างภาพ” ให้เกิดจินตนาการว่า นิสิตนักศึกษาเป็น “ตัวแทน” ของคอมมิวนิสต์จากภายนอก เสมือนหนึ่ง “ไม่ใช่คนไทย” หรือในสำนวนคำถามของฝ่ายขวาในยุคปัจจุบันที่ว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า”
การปลุกระดมและสร้างภาพให้เกิดความกลัวทางการเมืองนั้น กลายเป็นชอบธรรมที่ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐ และ “กองกำลังของฝ่ายขวาจัด” จะเตรียมใช้ความรุนแรงดังเช่นที่ปรากฏในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม
ในอีกด้านหนึ่ง การชุมนุมต่อต้านการประท้วงของนิสิตนักศึกษานั้น เกิดจากมีการแสดงละครการเมืองล้อเหตุการณ์ที่ช่างไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 2 คน ถูกสังหารด้วยการแขวนคอ และละครการเมืองที่จำลองภาพการแขวนคอ ถูกตีความว่าเกี่ยวโยงกับบุคคลในระดับสูง จึงนำไปสู่ “การปลุกกระแสขวา” อย่างกว้างขวาง
กระแสขวาไทยที่ขยับสูงขึ้นหลังจากการแตกของรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน จึงถูกดันให้สูงขึ้นไปอีกอย่างมากจากเรื่องราวดังกล่าว หรือที่เป็นวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” และกระแสนี้มาจ่ออยู่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 5 ตุลาฯ
ผมเรียกสภาวะก่อนรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาฯ ว่า เป็นเสมือนการ “ยิงเปิดทาง” เพื่อเตรียมให้การเข้าตีจริงเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
คำถามที่เกิดขึ้นเสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ ทำไมศูนย์นิสิตฯ ไม่สลายการชุมนุมไปเลยในคืนวันที่ 5 ตุลาฯ ซึ่งถ้าท่านอยู่ในสถานการณ์จริงในช่วงเวลานั้น จะเห็นได้ว่า การสลายการชุมนุมในตอนกลางคืนนั้น เป็นสิ่งที่อันตราย เพราะอาจทำให้ผู้ร่วมชุมชนถูกทำร้ายระหว่างเดินทางกลับ
อีกทั้ง การสลายการชุมนุนในเวลาเช่นนั้น อาจเป็นอุปสรรคในการเดินทางกลับบ้าน เพราะต้องคิดถึงภาพของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ของเดือนตุลาคม 2519 ที่ระบบนี้ไม่ได้มีความสะดวกเช่นในยุคปัจจุบัน
ในสภาวะเช่นนี้ พวกเราคิดตรงกันว่า การประกาศสลายการชุมนุมจะเกิดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในทางกลับกัน ศูนย์นิสิตฯ ไม่อาจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ทวีความรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความสูญเสียของผู้ร่วมชุมนุม เพราะประสบการณ์ความสูญเสียจากการเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในวันที่ 21 มีนาคม 2519 ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญ
ดังนั้น ในสภาพของการ “ถูกล้อม” อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านหนึ่ง ผมเองยังคิดว่า เป็นข้อดีที่อยู่ในธรรมศาสตร์ เพราะอย่างน้อยอาคารต่างๆ จะช่วยป้องกันการใช้อาวุธได้ และตอนนั้นคิดแบบโลกสวยว่า “รั้วมหาวิทยาลัย” อาจจะเป็นแนวป้องกันที่ดี เพราะอาจจะมีการล้อม แต่อาจจะไม่ถึงขั้นของการบุกเข้ามาภายใน
แต่จากดึกของคืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 สถานการณ์ดูจะไม่ไปในทางดีอย่างที่คิด เพราะมีความรู้สึกว่า “ยิ่งดึก ยิ่งน่ากลัว” เสียงปืนจากทางด้านสนามหลวงดังเป็นระยะ และมีคนมาบอกว่า ทางด้านสนามหลวงมีคนมาชุมนุมกันมาก และดูน่ากลัว
ผมพูดกับทุกคนเสมอว่า สำหรับผมแล้ว ค่ำคืนวันที่ 5 จนล่วงเข้าเช้าวันที่ 6 นั้น เป็น “ค่ำคืนอันยาวนาน” อย่างแท้จริงในชีวิต … จนถึงวันนี้ของชีวิต ก็ไม่เคยรู้สึกว่า จะมีคืนไหนยาวนานเช่นคืนวันนั้นอีก และบอกกับตัวเองเสมอว่า คืนนั้นคือ “ค่ำคืนที่เปลี่ยนชีวิตผม” เพราะนับจากเช้าวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 6 ตุลาฯ ไม่ใช่เพียงชีวิตผมและเพื่อนๆ จะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่จะเป็นวันที่ “เปลี่ยนชีวิตประเทศไทย” อีกด้วย
เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลา กรรมการศูนย์ฯ จึงพยายามหาช่องทางติดต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่หยุดยิง อันนำไปสู่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี ของกรรมการศูนย์ฯ 3 คน และนักศึกษาจากชมรมละครอีก 3 คน … เราไม่ได้เดินทางไปมอบตัว เราไปเพื่อขอพบนายกฯ
แต่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรีของพวกเราทั้ง 6 กลับจบลงด้วยการถูกจับกุมที่กองปราบสามยอดในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ และถูกส่งตัวฟ้องศาล พร้อมกับส่งตัวพวกเราเข้าสู่ “เรือนจำกลางบางขวาง” ในวันที่ 12 ตุลาฯ พร้อมกันนั้น ผลจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์และในที่ต่างๆ จึงทำให้มีกรรมการศูนย์ฯ และบุคคลอื่นถูกจับ และทั้งหมดถูกฟ้องในคดี 6 ตุลาฯ เป็นจำนวน 18 คน หรือที่เรียกในต่างประเทศว่า ”The Bangkok 18”
จากนี้ไปพวกเราเป็นนักโทษการเมืองเต็มภาคภูมิแล้วครับ และเฉพาะพวกเราทั้ง 6 เท่านั้น ที่จะได้รับ “สิทธิพิเศษ” ในการอยู่เรือนจำกลางบางขวาง หรือที่ในสมัยก่อนกล่าวกันว่า “นักโทษการเมืองที่แท้จริงต้องผ่านบางขวาง” ครับ !
