การเมืองเรื่อง ‘น้ำท่วม’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เป็นเรื่องยากมาก ที่จะทำให้สถานการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ระลอกล่าสุด ในหลายเขตของกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดของประเทศไทย (ไม่ว่าเราจะนิยามว่าสถานการณ์นี้เป็น “มหาอุทกภัย” “อุทกภัยพลัส” หรือแค่ “น้ำท่วมปกติธรรมดา”) “ปลอดพ้น” จากการเมือง
เพราะเอาเข้าจริง การบริหารจัดการน้ำก็ถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองมาตลอดในทุกยุคสมัยของประวัติศาสตร์
โดยเมื่อมนุษย์มารวมตัวกันเป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นรัฐ สร้างสรรค์วัฒนธรรมและอารยธรรมของตนเองขึ้นมา พวกเขาก็ต้องแสวงหาวิธีการอยู่กับธรรมชาติ ใช้สอยธรรมชาติ ดัดแปลงปรับเปลี่ยนธรรมชาติ และป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ
การปกครองเมืองหรือการเมือง จึงเกี่ยวพันกับทักษะ ความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการธรรมชาติ รวมถึงเรื่องน้ำ มาตั้งแต่พวกเราเริ่มมีวัฒนธรรมและอารยธรรมกัน


มาถึงปัจจุบัน การเมืองเรื่องน้ำ การเมืองเรื่องการบริหารจัดการธรรมชาติ ยิ่งทวีความสำคัญ ทวีความเข้มข้นตึงเครียดขึ้น เนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ดังนั้น ถ้าหากรัฐไหน เมืองใด ถูกปกครองด้วยระบบ-ระบอบการเมืองที่ไม่ดี สิ้นไร้ประสิทธิภาพ รัฐนั้น-เมืองนั้น ก็มีแนวโน้มที่จะบริหารจัดการหรือรับมือกับปัญหาเรื่องธรรมชาติดังกล่าวได้อย่างย่ำแย่ ไม่เป็นกระบวนตามไปด้วย
ตัวอย่างชัดเจนไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล ให้ดูที่รัฐของพวกเรา เมืองของเราๆ ท่านๆ นี่แหละ
“การเมืองที่ไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ” ส่งผลให้เราไม่มีแผนงานบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ซึ่งเชื่อมโยงทุกหน่วยงานรัฐที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ให้เข้ามาร่วมผนึกกำลังกัน ทั้งยังไม่มีแนวปฏิบัติที่จะใช้รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้ายามเกิดอุทกภัยใหญ่ (ซึ่งเกิดขึ้นหลายหนหลายพื้นที่ในตลอดหลายปีหลัง)
“การเมืองไม่ดี” ที่บริหารจัดการน้ำและอุทกภัยไม่ได้ จึงสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน (หลากหลายชนชั้น หลากหลายฐานะทางเศรษฐกิจ) ภายในเมือง ภายในรัฐ ที่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วม โดยไม่รู้ว่าจะจัดการชีวิตของพวกตนอย่างไร หรือจะพึ่งพิงขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง
แน่นอน ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังน้ำลด ย่อมจะเป็นความเสื่อมศรัทธาต่อผู้นำของรัฐของเมือง ที่มีอำนาจอยู่ในมือ แต่กลับบริหารจัดการธรรมชาติ หรือปกป้องประชาชนพลเมืองของตนเองให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติไม่ได้
พิจารณาในแง่นี้ เรื่องน้ำกับเรื่องการเมืองยิ่งไม่แยกขาดออกจากกัน


ในอนาคตข้างหน้า ทุกคนล้วนตระหนักดีหรือมองเห็นฉากทัศน์อันเลวร้ายว่า โลกกำลังจะแย่ลงเรื่อยๆ และพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยจากน้ำ ที่หนักหนาสาหัสขึ้นตามลำดับ
ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ใช้ประเมินผลงานของผู้นำทางการเมือง และจะกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อลงคะแนนเลือกผู้นำ ทั้งในระดับรัฐและเมือง
ถ้าผู้มีอำนาจคนไหน ระดับใด ยังหาหนทางรับมือกับปัญหาเรื่องน้ำไม่ได้ ทั้งในแง่การแก้ไขป้องกันเยียวยาปัญหาระยะสั้น และการออกแบบแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว
ผู้มีอำนาจเหล่านั้นก็ไม่น่าจะมีประสิทธิภาพในการปกครองรัฐ ปกครองเมือง ปกครองคน และไม่น่าจะมีศักยภาพในการประคับประคองระบบ-ระบอบทางการเมืองของตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย
