เปิดฟางเส้นสุดท้ายเด้งอธิบดี DSI จังหวะเหมาะย้ายล้างบางเรียบวุธ ‘เปลี่ยนขั้ว-ย้ายค่าย-รหัส 36’ รอด!!!
คอลัมน์ โล่เงิน
ในที่สุด อังคารที่ 22 กันยายน ฟ้าผ่ากระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ตอนบ่าย
มีโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหารสูงหลายตำแหน่ง
น่าสังเกตว่า น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล แถลงบอกเพียงตำแหน่งใหม่ ไม่บอกตำแหน่งปัจจุบัน ผิดรูปแบบปกติ
ได้แก่ 1. นางธารินี แสงสว่าง เป็นผู้ตรวจราชการ ยธ.
2. น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็นรองปลัด ยธ.
3. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัด ยธ.
4. นายโกมล พรมเพ็ง เป็นผู้ตรวจราชการ ยธ.
5. พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็นอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
6. ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นอกจากนี้ ครม.มีมติอนุมัติรับโอน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่กรมราชทัณฑ์หลังจากโยก พ.ต.ท.ประวุธพ้นอธิบดีเป็นรองปลัดฯ แล้ว มีข่าวว่า นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดี ขึ้นแทน
แต่สื่อมวลชนต่างเลือกพาดหัวหน้า เด้ง พ.ต.ต.ยุทธนาพ้นกระทรวงตาชั่งไปนั่งตบยุงทำเนียบฯ
ตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นอธิบดีดีเอสไอคนใหม่
ความจริงแล้ว พ.ต.ต.ยุทธนา หรือคนคุ้นเลยเรียก “อธิบดีแพ” โดนล็อกเป้าจะย้ายตั้งแต่แรกๆ ที่เป็น “รัฐบาลอนุทิน 1”
ด้วยความที่ “อธิบดีแพ” ใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่าในกระทรวงตาชั่งมานาน
ตั้งแต่อดีตเคยอยู่หน้าห้อง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พอ “บิ๊กวี” มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงถือเป็นข้าราชการคนสนิท
และยังเป็นหัวเรือใหญ่รับผิดชอบคดีฮั้ว ส.ว. และมีบทบาทสำคัญเป็นหัวหน้าคณะกรรมการสอบสวนการกระทำความผิดฐานอั้งยี่-ฟอกเงินอันเนื่องมาจากการเลือก ส.ว.
ที่สำคัญ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26” ที่เป็นการทำงานระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับดีเอสไอ ยังสามารถมีมติสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องได้ถึง 229 ราย ในคดีฮั้ว ส.ว.
พอเปลี่ยน “เสนาบดีตาชั่ง” อธิบดีแพรู้ตัวดี การเมืองไม่น่าไฟเขียวให้ไปต่อ พยายามวิ่งเข้าหา “ขั้วอำนาจใหม่” ไปเรียนเกือบทุกหลักสูตร หวังสร้างคอนเน็กชั่นถึงผู้มีบารมี
ต่อมามีผู้ใหญ่เมตตาได้นำพาเข้าถึง “ท่านผู้นำ” พร้อมขอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิสูจน์ตัวเอง
จนรอดรักษาเก้าอี้มาได้ถึง 2 ครั้ง 2 คราว
แต่ที่สุดฟางเส้นสุดท้าย เหตุการณ์หลัง กกต.มีมติเสียงข้างมากสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. รวม 77 ราย ต่อศาลฎีกา
แยกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิ์เลือก ส.ว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน
แต่มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา
ปรากฏว่า ไล่หลัง 3 วัน มีรายงานข่าวจากดีเอสไอว่า จะทำหนังสือถึง กกต.เพื่อขอคำวินิจฉัยและสำนวนการฟ้อง 77 ราย มาใช้ขยายผลในคดีอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงิน
ทันทีข่าวออก แม้จะเป็นเพียงแค่รายงานข่าว แต่ในมุมการเมืองฟากสีน้ำเงิน สะท้อนกันว่าดีเอสไอไม่น่าออกตัวแรงขนาดนี้
ไทม์ไลน์ยังอีกไกล เพราะยังมีเวลาอีก 60 วันก่อน กกต.จะส่งสำนวนให้ศาลฎีกา
ที่สำคัญมองลึกลงไปว่า งานนี้เจ้ากรมไม่สามารถคอนโทรลลูกน้องได้หรือไม่
ผู้ใหญ่ที่เป็นแบ็กอัพจึงรีบแนะนำให้เจ้าตัวออกมาเคลียร์ เพื่อให้เห็นถึงความจริงใจที่มีต่อสีน้ำเงิน
แต่ปรากฏว่า “เบอร์ 1 ดีเอสไอ” ไม่ออกมาแอ๊กชั่นต่อรายงานข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน
จนมีกระแสข่าวเล็ดลอดมาว่า งานนี้ผู้ใหญ่ที่เคยใจดีกับ “อธิบดีแพ” ไม่ปลื้ม เลิกให้โอกาสแล้ว
เพราะดูเหมือนคุมลูกน้องไม่อยู่ หรือยังไม่เปลี่ยนใจย้ายค่ายกันแน่?
ดังนั้น กุศโลบาย “การใช้คนของศัตรูเพื่อทำลายศัตรู” อาจไม่ได้ผลแล้ว จึงเป็นสาเหตุเลิกต่อวีซ่าเก้าอี้
ที่สำคัญ ประกาศิตจากครูใหญ่มายัง “สายตรงบุรีรัมย์” ทันที ไม่สามารถไว้วางใจได้อีกแล้ว
มิฉะนั้นเหตุเภทภัยมาถึงตัวแน่ จึงเป็นที่มาของคำสั่งฟ้าผ่า
ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีดีเอสไอคนใหม่ เป็น “ลูกหม้อ” ดีเอสไอนี้มาก่อน
เพียงแต่มีบางช่วงที่ต้องออกนอกกระทรวงไปเป็นรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ช่วงปี 2552-2553 เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 และขยับขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษของดีเอสไอ
ปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
จากนั้น ปี 2565 เป็นรองอธิบดีดีเอสไอ
ปี 2567 ย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต.
ปี 2568 ได้ย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ
ต่อมา ชื่อ ร.ต.อ.ปิยะคุ้นหู เพราะมีชื่อเป็น 1 ใน 7 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ซึ่ง กกต.ตั้งขึ้นเพิ่มเติมเพื่อไว้พิจารณาคดีฮั้ว ส.ว.โดยเฉพาะ
คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 นี้เอง คือชุดมีมติสวนทางกับ “คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26” โดยให้ยกฟ้องทั้ง 229 ราย ในคดีฮั้ว ส.ว.
นอกจากนี้ ช่วงที่ ร.ต.อ.ปิยะ เป็นอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 นั้น กลุ่ม ส.ว.สำรองได้เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อคัดค้าน และขอให้ถอดพ้นจากคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้
โดยอ้างถึงภาพที่เขาโผล่ไปยืนรอต้อนรับ ยกมือไหว้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ด้วยท่าทีเป็นกันเอง ที่สนามบินบุรีรัมย์
ขณะเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี (MotoGP) 2569 เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับสิทธิพิเศษ เพราะเป็นบริเวณที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
กลุ่มร้องเรียนจึงเกรงว่าจะไม่เป็นกลาง
แต่การคัดค้านของกลุ่ม ส.ว.ก็ไม่เป็นผล
จับตาต่อไปว่า หลังมีการโยกย้ายตัวบุคคลแล้ว จะมีผลต่อทิศทางของ “คดี ส.ว.” อย่างไร?
