ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
“ถามว่าการบ้านรัฐบาลคืออะไร จริงๆ ตอบง่ายคือ เศรษฐกิจ ผมไม่เชื่อว่าสงครามอิหร่านจะจบเร็ว ถ้าสงครามไม่จบ วิกฤตใหญ่ที่สุดที่จะเจอก็คือวิกฤตการพลังงานและราคาน้ำมัน ต่อให้มีคนละครึ่ง double plus ก็ไม่ช่วย” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์มติชนสุดสัปดาห์ ผ่านรายการ MatiTalk ถึงปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องผจญ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติระบุว่า ปัญหาใหญ่เวลานี้คือเรื่องค่าครองชีพ เวลาดูข่าวพี่น้องประชาชนที่ถูกสื่อสัมภาษณ์จะเริ่มได้ยินเขาพูดว่าไม่อยากได้คนละครึ่ง แต่อยากเห็นรัฐบาลคุมค่าครองชีพ นี่เป็นโจทย์ใหญ่ คือโจทย์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็เป็นภาระของคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ต้องแก้
คำถามคือ แล้วถ้าสงครามมันลากยาวถึงปีหน้า คนละครึ่งดับเบิ้ลพลัส หรือทริปเปิ้ลพลัสจะเอางบประมาณที่ไหน แล้วจะบริหารเศรษฐกิจอย่างไร
ในมิติอย่างนี้ผมคิดว่าต้องมองภาพความมั่นคงทั้งหมด ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาอย่างนี้ คำถามเล่นๆ เราจะกลับไปได้ตลาดกัมพูชาคืน?
ฝ่ายขวาจัดบรรดาปีกชาตินิยมสุดโต่งรู้ไหมว่าการเสียตลาดกัมพูชา เสียตลาดเศรษฐกิจชายแดนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
วันนี้พวกเราคนกรุงเทพฯ อาจจะไม่รู้สึกว่าพี่น้องชายแดนอยู่ในสภาวะที่ตายสนิทเพราะเศรษฐกิจชายแดนมันไม่เหลือเลย
จะเห็นว่าโจทย์ในไตรมาสสุดท้ายของปีปัจจุบันหนีไม่พ้นโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ
ปัญหาความมั่นคง
ขณะที่ความมั่นคงปัญหาใต้ยังอยู่ ปัญหากัมพูชารัฐบาลก็ลาก ผมเรียกว่านโยบายต่างประเทศแบบแช่แข็ง คือจับเอาปัญหากัมพูชาเข้าช่องฟรีซแล้วก็ไม่ทำอะไร อีกประเด็นที่อาจจะเป็นการจุดระเบิดใหญ่ปีหน้า ผมว่าปัญหาพม่าจะเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่จะเข้ามาเป็นความท้าทาย ผมเห็นอาการรัฐบาลอนุทินที่ไปมีบทบาทในการสนับสนุนผู้นำฝั่งทหาร จนทำให้พี่น้องชาติพันธุ์มีความรู้สึกว่าไทยทอดทิ้งพวกเขา แล้วหันไปยืนอยู่กับฝั่งรัฐบาลทหารพม่าเป็นหลัก
พอเป็นโจทย์อย่างนี้ สิ่งที่จะเป็นปัญหาในอนาคตคือพี่น้องชาติพันธุ์จะไม่ไว้ใจไทย จะมีความหวาดระแวงว่าไทยไม่ช่วย หรืออย่างน้อยก็ไม่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้
ความท้าทายโจทย์ใหญ่กว่าของปีหน้าคือ ภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2027 จะมีอะไรหรือไม่ เราเห็นสงครามอิหร่านเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสงครามยังลากไปอย่างนี้ ราคาน้ำมันในสหรัฐในบางรัฐขึ้นแตะ 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เลือกตั้งปีนี้ดูที่ midterm election ของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนต้องจับตาให้ดี วิกฤตทุกอย่างที่กระทบไม่ใช่เศรษฐกิจอเมริกัน แต่มันคือราคาชีวิตคนทั่วโลกกับปัญหาพลังงาน
ผมแปลกใจอย่างเดียวว่าวันนี้ประเทศไทยไม่มีม็อบเหมือนในหลายประเทศที่หลังสงครามอิหร่านเกิดม็อบพลังงานออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคา หรือมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผมเชื่อว่าวันนี้อาจจะเป็นความโชคดีที่หลายบ้านเปลี่ยนใช้รถเป็น EV ก็เลยรู้สึกว่าราคาน้ำมันไม่เป็นปัญหา แต่ต้องไม่ลืมว่าวันนี้พี่น้องส่วนหนึ่งขับแท็กซี่ ร้านอาหารยังใช้แก๊ส ราคาแก๊สขึ้นไม่หยุด เพราะโจทย์อิหร่านไม่ใช่เรื่องน้ำมันอย่างเดียว โจทย์มีทั้งน้ำมัน แก๊ส ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และสุดท้ายคือ ยา เป็นเรื่องใหญ่ๆ
ผมเข้าใจว่า วันนี้ EV คือตัวช่วยรัฐบาล ถ้าไม่มีรถ EV ราคาน้ำมันอย่างนี้ผมเชื่อว่าม็อบชนชั้นกลางออกมาแล้ว
โจทย์อย่างนี้ผมกำลังสงสัยว่ามันลากไปวัดดวงอีกทีหลังปีใหม่ เพราะบ้านเราจะมีงานพิธีสำคัญจนถึงปลายปี ผมมองว่าความเปลี่ยนแปลงใหญ่อาจจะยังไม่เกิด แต่หลังปีใหม่ถ้าปัจจัยโลก ปัจจัยความความมั่นคงแวดล้อม และถ้าเศรษฐกิจมันติดกับ แล้วเป็นเหมือนลูกศรที่พุ่งลงคน มีความหวังอย่างเดียวว่ามันจะเป็นรูปตัว V มั้ย
ผมกลัวว่าจะเป็นลูกศรที่พุ่งลงหัวทิ่มลงแล้วลากยาวเป็นเส้นตรง หรือถ้าเลวร้ายตกลงอีกแปลว่าอะไร มันเผาจริงกันไปนานแล้ว
สิ่งที่น่ากลัวคือ จุดหัวลูกศรที่ตกมันจะดิ่งสุดท้ายไปแค่ไหน ถ้าลากยาว เราจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งรัฐและสังคมที่เผชิญวิกฤตแบบนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแน่ๆ
คำตอบในยุคสมัยใหม่คือ “อาหรับสปริง” ที่ไม่ได้เริ่มที่ตัวการเมืองแท้ๆ อาหรับสปริงเริ่มจากราคาอาหารเช้าในตลาดที่มันขึ้น พ่อค้าขายผลไม้ในตูนิเซียถูกตำรวจแกล้งเรียกสินบน ที่อียิปต์ ราคาอาหารเช้า ในศรีลังกามีการโค่นล้มตระกูลราชปักษา เกิดจากราคาอาหารเป็นพื้นฐาน ผมถึงบอกว่าหลังปีใหม่วัดดวง
น่าสนใจว่า ถ้าเศรษฐกิจยังไปอย่างนี้ มันก็ตอบเราว่าชีวิตปีหน้าอาจจะไม่ง่าย ไม่อยากพูดว่าเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังในทางเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว ถ้าเศรษฐกิจมีความผันผวนมากๆ แล้วตัวช่วยรัฐบาลก็ไม่มี โอกาสที่เราจะเห็นการประท้วงขนาดใหญ่อย่างน้อยจนถึงก่อนปีใหม่มันจะมี แต่เครื่องหมายคำถามยิ่งถ้าสงครามอิหร่านไม่จบ วิกฤตพลังงานจะเป็นตัวจุดชนวนที่สำคัญ บวกกับเงื่อนไขภายในของเศรษฐกิจไทยเอง
คำถามคือ แล้วถ้าจะต้องกู้เพื่อมาแจกอีกผมว่ามันคือการทำลายเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่งแน่ๆ ซึ่งวันนี้เหลืองปลุกก็ไม่ติด ส้มปลุกก็ไม่ติด แดงไม่ต้องพูดถึง

มองปัญหาชาตินิยม
ผมว่ารัฐบาลอาจจะใช้กระแสกัมพูชาเลี้ยงตัวแต่ผมเคยตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา ตกลงพรรคภูมิใจไทยชนะด้วยกระแสกัมพูชา หรือชนะด้วยปัจจัยอื่น ผมว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ชนะด้วยกระแสชาตินิยม แต่ชนะด้วยกระแสบ้านใหญ่ กระแสบ้านใหญ่ต่างหากที่เป็นตัวชี้ขาด
กระแสชาตินิยมมันเป็นตัวหล่อเลี้ยง ท่าทีนายกฯ ไทยชัด คือไม่แก้ปัญหากัมพูชา ท่าทีรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยชัด วันที่เปิดประชุมคณะกรรมการประนอมรอบแรก แทนที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยจะแถลงเพื่อสร้างภาพของไทย รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกลับใช้สิ่งที่ผมเรียกว่า “การทูตปากตลาด” คือด่าเป็นหลัก
ถ้ารัฐไทยยังใช้การทูตแบบปากตลาด เราไม่มีทางชนะกัมพูชา สังเกตหรือไม่ว่าวันนี้กัมพูชาไม่เอา พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา ออกมาสู้ กัมพูชาเก็บหมากตัวนี้ไว้ ไม่เล่นบทด่า ปล่อยให้ไทยเล่นบทด่าไปเรื่อยๆ
แล้วถามว่าวันนี้ในเวทีโลกเขาจะมองเรายังไง เราเชื่อเหรอว่ายุทธศาสตร์ด้วยการทูตแบบด่านำการทูตเราจะชนะ?
เรารู้สึกหรือไม่ว่า ยิ่งด่าเท่าไรยิ่งมีท่าทีในลักษณะการเล่นการเมืองของนโยบายต่างประเทศ ที่หวังว่าการเล่นการเมืองในประเทศจะทำให้รัฐบาลได้เสียงจากปีกชาตินิยม แต่มันไม่แก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ
เรากำลังตอกย้ำจากภาพที่กัมพูชาชี้ว่า เรานั่นแหละเป็นคนที่คุกคามเขา เป็นคนที่รุกรานเขา ด้วยอะไร ด้วยการแสดงจากท่าทีของฝ่ายไทย
วันนี้กัมพูชาเล่นบทนางเอกในละครไทย คือถูกตบ ให้คนรู้สึกเห็นใจ ผมไม่รู้เกิดอะไรในการคิดเอาประเทศทั้งหมดไปแขวนไว้กับรัฐที่ชาตินิยมสุดโต่ง เหมือนเราเป็นตัวประกันของนโยบายสุดโต่งของรัฐบาลอนุทิน ผมไม่เชื่อว่าแนวทางที่ทำมาจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เรามีชัยเหนือกว่ากัมพูชา
เรื่องของพม่าวันนี้ ในการอุ้มรัฐบาลมิน ออง ไลง์ ตราบเท่าที่เรายังดำเนินนโยบายอุ้มแบบนี้ คำถามคือ ตกลงนโยบายระหว่างรัฐมนตรีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คือดอน 2? ก็คืออุ้มพม่าต่อ ต้องไม่ลืมนะว่าโจทย์พม่าไม่ใช่พม่า ของจริงคือการขยายอิทธิพลของจีนในพม่า ในอนาคตเราอาจจะต้องยอมรับถ้าหากจีนขยายอิทธิพลในพม่า ไทยจะมีแนวชายแดนประชิดกับอิทธิพลจีนทางด้านตะวันตกทั้งแนว ผมคิดว่านั่นคือภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่มาก
อีกไม่นานอิทธิพลจีนจะประชิดแนวชายแดนไทย ปีนี้ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 ยุคนั้นกลัวจีนคอมมิวนิสต์ ยุคนี้จีนมาจริงแล้ว ไม่ต้องกลัวจีนบุก จีนเทาบุกหมดแล้ว เหลืออย่างเดียว วันนี้จีนจะยึดไทยหรือไม่ จีนไม่ยึด ยิวก็ยึด
ปัญหาความมั่นคงคือสัมภาระกองใหญ่ที่รัฐบาลไม่อยากแบก หรือเรื่องใต้ น้องๆ ผมที่อยู่ในพื้นที่หลายชีวิตที่ทำงานภาคใต้มีความรู้สึกอย่างเดียวและเหมือนกันหมดว่ารัฐบาลทิ้งพวกเขาด้วย
ประเมินฝ่ายขวา (ไทย)
เดือนตุลาคมปีนี้ครบ 50 ปี 6 ตุลาคม ก็เคยเกิดกระแสขวาชนขวา จะเห็นอย่างหนึ่งว่าในช่วง 50 ปี ขวาไทยมีความเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ในระยะหลังความเปลี่ยนแปลงของขวาไทย ถ้ามองจากกระแสโลกขวา ไทยเป็นขวาจารีต เป็นขวาชาตินิยมแบบเก่า คือเกาะติดอยู่กับเรื่องดินแดน
มารอบนี้ขวาชนขวากลายเป็นขวาพรรคการเมืองกับขวาประชาสังคม
ผมเชื่อว่ารัฐบาลมั่นใจว่า อย่างไรม็อบก็จุดไม่ติดในโลกออนไลน์ ต่อให้ด่ารัฐบาลให้ตาย ถ้าไม่เปิดอ่านซะ มันก็จบอยู่เท่านั้น
ผมจึงเชื่อว่าปีนี้ยังไงไม่มีความเปลี่ยนแปลง ผมไม่ได้เล่นบทหมอดูนะ แต่ถึงปีหน้า สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสขวาชนขวาจะไปถึงไหน ในกระแสโลกวันนี้ไม่เป็นกระแสซ้าย ผมเชื่อว่าปีหน้าที่น่าสนใจคือกระแสโลกขวามากขึ้น คำถามคือ ไทยจะเกาะกระแสได้ไหม และผมกำลังรู้สึกว่ากระแสที่อ่อนแรงมากที่สุดอาจจะเหมือนหลายประเทศในยุโรปนะ รวมทั้งในสหรัฐคือกระแสเสรีนิยม ผมคิดว่ากระแสขวาจะเป็นกระแสหลัก และผมคิดว่าในอเมริกาก็เริ่มมีขวาชนขวา คือขวาเอาทรัมป์ กับขวาไม่เอาทรัมป์
ดังนั้น ปีหน้าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีขวาเอาหนูกับขวาไม่เอาหนู ซึ่งปีนี้เราก็เริ่มแล้ว แต่กระแสมันจะไปใหญ่ที่ปีหน้า เพราะปีนี้กระแสจะถูกเลี้ยงด้วยคนละครึ่งกับกระแสกัมพูชา เอามาเป็นประเด็นเอาไว้เลี้ยงสื่อบางสำนัก เอาไว้เปิดพื้นที่พลเรือน นักวิชาการบางคนมีเวทีด่าเขมรไปเรื่อยๆ ซึ่งการด่าเขมรคือการพาคนไทยออกจากปัญหาพื้นฐานที่เป็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญ คือเรื่องเศรษฐกิจ การด่ากัมพูชาบนหน้าจอสื่อไม่ได้มีอะไรเลยสำหรับผม เป็นการเบี่ยงเบนกระแสที่เลวร้ายที่สุด เพราะเอาอนาคตทางการทูตของไทยไปเล่นการเมืองภายใน
ฝากถึงนักวิชาการบางคน ฝากถึงสื่อบางฉบับ การเล่นกระแสอย่างนี้เท่ากับคุณกำลังเล่นกระแสเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาของสังคมไทย
ชมคลิป
