bg-single

คำ ผกา | มันไม่ใช่คราวเคราะห์ มันคือความเฮงซวย

05.08.2022

อ่านข่าวคานสะพานกลับรถยาว 10 เมตร หนัก 5 ตัน หน้าโรงพยาบาลวิภาราม สมุทรสาคร ถนนพระราม 2 ที่กำลังปิดปรับปรุง หล่นทับรถยนต์ที่กำลังเข้ากรุงเทพฯ เสียหาย 4 คัน เสียชีวิต 1 รายติดอยู่ในซาก มีรายงานคนงานก่อสร้างเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ในสี่คันมีหนึ่งคันบรรทุกน้ำมัน อีกหนึ่งคันบรรทุกก๊าซ ลองจินตนาการว่า ถ้ารถสองคันนี้ระเบิดขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น

อ่านข่าวต่อพบว่าผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คือกรมทางหลวง และเท่าที่จับใจความจากข่าวกรมทางหลวงบอกว่า “ได้ย้ำเรื่องการระมัดระวังความปลอดภัยสูงสุด”

ก่อนจะจบด้วยการบอกว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต” เมื่ออ่านแล้ว ฉันอยากจะบอกว่า

“ได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุด” ไม่ใช่ทั้งคำตอบ ไม่ใช่ทั้งคำอธิบาย และที่สำคัญคือไม่ได้แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบใดๆ เพราะความปลอดภัยจากโครงการก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นโครงการไหน ไม่อาจจะปลอดภัยได้เพราะอธิบดีได้ “เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย”

แต่หน่วยงานนั้น หรืออธิบดี ต้องออกมาอธิบายให้สาธารณชนว่าคือ

หนึ่ง บอกว่าตามกฎหมาย และกติกาการรับเหมาก่อสร้างโครงการนี้ กรมทางหลวงได้กำหนดสเป๊ก เงื่อนไขในการก่อสร้างและการทำงานให้เกิดความปลอดภัยสสูงสุดอย่างไรบ้าง

และหากทำผิดข้อตกลงจะต้องมีความผิดอะไร

มีเกณฑ์ต้องชดใช้ค่าเสียหาย และมีความผิดตามกฎหมายทั้งอาญาและกฎหมายแพ่งอย่างไร และต้องเอาทุกข้อนั้นมาเปิดให้สื่อมวลชนเห็น เพื่อสื่อมวลชนจะนำมารายงานข่าว

สอง อธิบดีต้องออกมาแจ้งให้เราทราบว่า บริษัทผู้รับเหมาชื่อบริษัทอะไร อ้างอิงตามข้อที่ 1 เขาทำผิดกฎข้อไหนหรือไม่อย่างไร ซึ่งอธิบดีได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า กรมทางหลวงดำเนินการปรับปรุง

สาม ความพังพินาศจนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ปราศจากความผิดใดๆ ปราศจากความประมาทใดๆ แล้วต้องมาตาย มาเสียทรัพย์ มาเสียลูกเสียเต้า มีทั้งผลกระทบทางกาย ทางใจ ทางเศรษฐกิจ หากผู้ตายเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว

ทั้งหมดนี้ใครเป็นคนรับผิดชอบ?

นี่คือสิ่งเราอยากได้ฟังจากอธิบดีกรมทางหลวง ไม่ใช่การมาบอกว่า มีคนตายกี่คน เจ็บกี่คน และมาบอกว่า ได้เน้นย้ำแล้วเรื่องความปลอดภัย

ลองนึกภาพเราไปกินข้าว สั่งข้าวผัดมาหนึ่งจานแล้วเจอข้าวผัดแฉะ และบูด เสร็จแล้วเจ้าของร้านเดินออกมาบอกว่า “ขอโทษจริงๆ แต่ทางเราได้เน้นย้ำพ่อครัวแล้วอย่าเสิร์ฟของบูด โอเคนะ”

อารมณ์เดียวกับประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ชอบตอบคำถามนักข่าวว่า “ได้เน้นย้ำข้าราชการที่เกี่ยวข้องให้ไปตรวจสอบดูแลแล้ว” หรือ “ได้สั่งการและเน้นย้ำแล้วว่าให้ดูแลประชาชนดีๆ”

ฟังแล้วก็โมโห อยากจะร้องกรี๊ดออกมาให้ดังที่สุดว่า ประเทศไม่ได้บริหารด้วยคำสั่งและการกำชับ ไม่ใช่ว่าพอมีปัญหาของแพง ก็พูดได้แค่ว่า สั่ง รมว.พาณิชย์แล้วให้ไปดูแลอย่าให้ของแพง”

นี่ประเทศทั้งประเทศนะ ไม่ใช่การทำร้านอาหารตามสั่ง ที่อยากได้อะไรก็สั่งเอา

และหากย้อนดูข่าวเก่าๆ เรามีทั้งข่าวคนถูกสายไฟฟ้าแรงสูงข้างถนนดูดตาย วินมอเตอร์ไซค์ถูกกิ่งไม้หล่นใส่หัวตาย คนเดินตกท่อ บาดเจ็บ พิการ เรียกได้ว่ามีคนได้รับบาดเจ็บ ตาย พิการ สูญเสียทรัพย์สินจากความประมาท เลินเล่อของรัฐและหน่วยราชการเยอะมาก

แต่ดูเหมือนจะไม่มีไครได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างสาสมจากรัฐเลย

ย้อนกลับไปดูข่าวเก่า เป็นรายงานของบีบีซีไทย ปี 2019 มีกรณีเครนถล่มที่พระรามสาม มีคนงานเสียชีวิต 5 คน และนอกจากคนงานก่อสร้างสัญชาติกัมพูชาที่เสียชีวิตแล้ว มีเด็กหนุ่มลูกครึ่งชาวอังกฤษวัย 50 ปี ซึ่งผู้พ่อได้อยู่เมืองไทยมายาวนานถึง 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

กรณีนี้ชัดเจนว่าผู้รับผิดชอบเครนก่อสร้างนี้คือบริษัทก่อสร้างที่รับผิดชอบก่อสร้างโครงการบ้านจัดสรรชื่อโกลเด้น โกรฟ

เรื่องแบบนี้ในวิถีไทยๆ ถ้าผู้ตายเป็นคนงานต่างด้าว เป็นคนงานก่อสร้างที่ไม่มีปากเสียงอะไร เราน่าจะพอเดาได้ว่า มากที่สุดคือ มีทนายบริษัทมางานศพพร้อมเงิน “ช่วยเหลือ” สักเล็กน้อยตามแต่เขาจะประเมินราคาชีวิตผู้ตายและครอบครัวเท่าไหร่

ถ้าเป็นแรงงานต่างด้าวที่ไร้อำนาจต่อรองโดยสิ้นเชิง หรือแย่กว่านั้นคือเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เผลอๆ อาจจะไม่ได้รับชดเชยอะไรเสียด้วยซ้ำ

แต่กรณีครอบครัวพ่อชาวอังกฤษ สิ่งที่เขาได้คือเงินใส่ซองมางานศพหนึ่งแสนบาท พร้อมการเจรจาของชดใช้เป็นเงินหนึ่ง-สองล้านบาท จากวิศวกร ซึ่งผู้พ่อไม่รับการต่อรองนี้เพราะเห็นว่าผู้รับผิดชอบต้องเป็นตัว “บริษัท”

มารดาของผู้เสียชีวิตบอกว่า

“ที่เกิดเหตุไม่มีการติดตั้งป้ายบอกเตือนว่าเป็นเขตก่อสร้าง และไม่มีการวางสิ่งกีดขวางเพื่อเป็นการบอกเตือนว่าเป็นเขตก่อสร้างอาคาร รวมถึงไม่มีพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวเพื่อคอยแจ้งเตือนแต่อย่างใด…(ทำให้) ครอบครัวกอแวนได้ฟ้องร้องจำเลย 10 คน ซึ่งมาจากทั้งสามบริษัท คือ เจ้าของโครงการ บริษัทดำเนินการบริหารการก่อสร้างโครงการ และผู้รับเหมา ในคดีอาญาข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดีแพ่งข้อหาละเมิด โดยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายจ้างที่ต้องรับผิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นจำนวนเงิน 44.56 ล้านบาท”

https://www.bbc.com/thai/thailand-47353784

ฉันไม่รู้ว่าครอบครัวกอแวนได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องนี้แล้วหรือยัง แต่ที่แน่ๆ คนงานชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตนั้น – เขาย่อมถูกหลงลืมเป็นเพียงอีกชีวิตหนึ่งที่ตายไป ไม่ต่างอะไรจากที่เราเห็นหมาจรจัดสักตัวถูกรถชนตายบนถนน มันก็แค่หมาตัวหนึ่ง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามันตาย

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เรามองเห็นแรงงานข้ามชาติในประเทศของเราเป็นเช่นนั้น เราเห็นว่าเขาเป็นคนเหมือนเรานี่ล่ะ แต่เพื่อไม่ให้ชีวิตของเรายุ่งยากจากภาระทางมนุษยธรรมมากเกินไป เราพยายามที่จะไม่รับรู้ว่าพวกเขาคือใคร พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างเรา หากเป็นไปได้ เราอยากเห็นเขาเป็นหมือน “เครื่องมือ” ชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ก่อสร้าง ตัดเหล็ก แบกปูน ปูกระเบื้อง

เราไม่อยากรู้ว่าเขามีพ่อแม่ที่เขารักเหมือนเรา มีลูกมีเต้าที่ต้องห่วงใยเหมือนเรา มีสุข มีเหงา มีหิว มีว้าเหว่ มีทดท้อ คล้ายๆ เรานี่แหละ เพราะเมื่อไหร่ที่เรารู้ เราเองจะทนอยู่กับสังคมนี้ไม่ได้ และเราก็แบกรับภาระต้นทุนของการไม่มีแรงงานเหล่านี้ไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลของหลายหน่วยงานวิจัยบอกว่าแรงงานก่อสร้างร้อยละห้าสิบของไทยเป็นแรงงานต่างชาติ ในแต่ละปีมีเคสเรียกร้องค่าชดเชยจากรณีคนงานตายเป็นร้อย และบาดเจ็บถึงแปดพันกว่าราย

นี่นับเฉพาะที่มีการยื่นร้องขอความช่วยเหลือ และยังไม่นับแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตย่อมเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือนี้ และไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิด เรียกค่าเสียหายจากใครได้เลย

ข่าวคานสะพานกลับรถหนักห้าตันตกใส่รถของคนใช้รถใช้ถนน สะท้อนให้เห็นถึงความชุ่ย ความไม่รับผิดชอบ ทัศนคติของหน่วยงานราชการไทยที่ไม่เคยคิดว่าประชาชนั้น “สำคัญ” และพึงได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ มีมารยาท เคารพในสิทธิของเขา และอย่างน้อยที่สุด ข้าราชการก็คือประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน

ในประเทศโลกที่ประชาชนคือเจ้าของประเทศจริงๆ ไม่มีอะไรจะสำคัญเท่าความปลอดภัยของประชาชน ทุกโครงการก่อสร้างจะต้องอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ เรื่องความปลอดภัย ความสะอาด เสียงที่ต้องไม่ดังรบกวน ไซต์ก่อสร้างจะต้องมิดชิด ปราศจากฝุ่น มีไฟ มีป้าย มีสัญญาณ มีทุกสิ่งที่โลกแห่งการออกแบบและวิศวกรรมออกแบบมาแล้วว่าให้มี

ส่วนไทยแลนด์แดนกะลานั้นอย่าว่าแต่มาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐาน ทุกวันนี้ ฉันยังไม่เข้าใจว่า รถปูนนั้นสามารถวิ่งบนถนนในเมืองตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างไรกัน ไม่นับรถบรรทุกใหญ่ยักษ์ระดับลากตู้คอนเทนเนอร์ก็สามารถวิ่งบนถนนได้ทุกถนน รวมถึงในซอยขนาดกลางๆ ด้วย

เหล็กแหลมที่โผล่มาจากราวกั้นถนน เป็นสิ่งพบเห็นได้อย่างปกติ เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่พรั่งพร้อมไปด้วยความเลินเล่อเผอเรอเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุในทุกรูปแบบโดยปราศจากความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย

มันเป็นประเทศที่คนไม่เท่ากันในทุกมิติ ระบบราชการแบบเจ้าขุนมูลนายทำให้พวกเขาเห็นว่าประชาชนก็แค่มดปลวก อาจถูกรถชนตายบ้าง เหล็กตกใส่หัวตายบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา คนตั้งหกสิบล้าน เจ็ดสิบล้าน ตายไปสักคนสองคนไม่เป็นไรหรอก และพวกไอ้อีที่ตายก็ต้องรู้สิว่าเป็นความซวยของตัวเอง เป็นคราวเคราะห์ เป็นเพราะไม่ได้ไปบริจาคเลือด

“คราวเคราะห์” คำเดียวสั้นๆ ทำให้เราไม่จริงจัง ไม่คาดคั้นว่า อุบัติเหตุนี้ไม่ใช่เคราะห์ แต่เป็นความเฮงซวยของประเทศที่อยู่กับรัฐบาลที่เห็นประชาชนเป็นขี้ข้ามากกว่าเป็นเจ้าของประเทศ

มีคนตายก็เอาเงินใส่ซองฟาดๆ ไป คนจนพวกนี้เห็นเงินแค่นี้ก็ตาลุกวาวแล้ว หาเองทั้งชีวิตจะหาได้ไหม – นี่คือวิธีคิดของพวกเขา

ชีวิตคนไทยยังไร้ค่าขนาดนี้ นับประสาอะไรเราจะหาความเป็นธรรมให้ชีวิตคนงานก่อสร้างต่างด้าว

จำคำของฉันไว้เถอะ มันไม่ใช่คราวเคราะห์ แต่มันคือความเฮงซวยของสังคมที่ไม่รู้ว่าการได้เป็น “คน” มันสำคัญแค่ไหน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “เดิมพัน” การเมือง นนทบุรี ชี้แนวโน้ม การเมือง อนาคต
E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”