bg-single

เกิดมาเป็นนายกฯ (2)

01.06.2023

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

 

เกิดมาเป็นนายกฯ (2)

 

การอภิวัฒน์โดยคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (absolute monarchy –> constitutional monarchy) และกรุยทางให้เกิดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด

ในทางหลักการความคิด พอมีร่องรอยเค้าลางให้ประเมินได้ว่าคณะราษฎรซึ่งมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ.2443-2526) หัวหน้าฝ่ายพลเรือนเป็นมันสมองมุ่งแปรเปลี่ยนการปกครองตามทฤษฎีประชาธิปไตยของฌอง-ฌากส์ รูสโซ (ค.ศ.1772-1778) นักปรัชญาการเมืองชาวนครเจนีวาแห่งยุครู้แจ้งของยุโรป

คือเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น –> ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราษฎร์ (royal absolutism –> popular absolutism)

โดยยักย้ายถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยสัมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ มาอยู่ในมือของราษฎรแทน (absolute popular sovereignty)

(ดู “Rousseau: Derek McTravers and Timothy O’hagen”, Reading Political Philosophy: From Machiavelli to Mill, The Open University, 2009, https://www.open.edu/openlearn/history-the-arts/philosophy/reading-political-philosophy-from-machiavelli-mill?trackno=5)

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์ & พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475

ดังเห็นได้ว่าในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งยกร่างโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมและมีผลบังคับใช้หลังการอภิวัฒน์ตั้งแต่ 27 มิถุนายน จนถึง 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (ฉบับถาวร) แทนนั้น (https://www.senate.go.th/view/93/รัฐธรรมนูญ/TH-TH & ไพโรจน์ ชัยนาม, รัฐธรรมนูญ : บทกฎหมาย และเอกสารสำคัญในทางการเมืองของประเทศไทย, 2519)

ระบุชัดไว้ในหมวด 1 ข้อความทั่วไปว่า :

“มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย

มาตรา 2 ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ

1. กษัตริย์

2. สภาผู้แทนราษฎร

3. คณะกรรมการราษฎร (เน้นโดยผู้เขียน)

4. ศาล”

 

จะเห็นได้ว่าธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ไม่ใช้และไม่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี หากกำหนดให้มีตำแหน่งประธานคณะกรรมการราษฎร คณะกรรมการราษฎร และกรรมการราษฎรเป็นผู้กุมอำนาจฝ่ายบริหาร โดยเลือกตั้งกันเองขึ้นมา 15 คนจากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งกุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

(ตามมาตรา 13 ของธรรมนูญฯ ชั่วคราว อนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 70 คน จัดตั้งโดยคณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน ตามมาตรา 10 สมัยที่ 1)

อย่างไรก็ตาม ฐานะของคณะกรรมการราษฎรซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานคณะกรรมการราษฎรคนแรกนั้น ก็มิเชิงจะเทียบเคียงได้เท่ากับ = คณะรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีทื่อๆ ตรงๆ เสียเลยทีเดียว

เพราะเอาเข้าจริงก็ยังมีเสนาบดีว่าราชการกระทรวงต่างๆ อยู่ โดยเสนาบดีเหล่านี้รับผิดชอบต่อ, อีกทั้งได้รับการตั้งและถอดจากตำแหน่งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการราษฎร (มาตรา 31 และ 35 ของธรรมนูญฯ ชั่วคราว)

ถ้างั้นคณะกรรมการราษฎรกับประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นอะไรกันแน่ใน พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว?

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อภิปรายเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจในเชิงอรรถขนาดยาวแห่งหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์ที่ไม่ได้ตีพิมพ์ของเขาเรื่อง Somsak Jeamteerasakul, “The Communist Movement of Thailand” (Unpublished thesis, Department of Politics, Monash University, 1993, pp. 96-97n34) เมื่อสามสิบปีก่อนว่า :

– ธรรมนูญการปกครองฯ ชั่วคราว 2475 ของปรีดีมีส่วนคล้ายรัฐธรรมนูญฉบับปฏิวัติของจีนและโซเวียตอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงไม่เหมือนมากขนาดที่นักวิเคราะห์อย่างนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ (ค.ศ.1874-1942) ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศชาวอเมริกัน และหลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ไกรฤกษ์, พ.ศ.2446-2501) ประเมินไว้

– คณะกรรมการราษฎรที่กุมอำนาจฝ่ายบริหารและนับเป็นองค์กรกุมอำนาจตัดสินใจสูงสุดในลำดับชั้นของโครงสร้างการปกครองในธรรมนูญการปกครองฯ ชั่วคราวมิอาจเทียบเคียงได้กับองค์กร VTsIK ซึ่งเป็นสมัชชานิติบัญญัติ และ Sovnarkhom ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีของโซเวียต ค่าที่คณะกรรมการราษฎรไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมการราษฎรก็ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าราชการกระทรวงเองโดยตรง หากมีเสนาบดีคุมกระทรวงอยู่อีกชั้นหนึ่ง

– ตัวแบบคณะกรรมการราษฎรของปรีดีตามธรรมนูญการปกครองฯ ชั่วคราวไม่น่าจะใช้การได้ในระยะยาว

กล่าวคือ คณะกรรมการราษฎรมีแนวโน้มจะกลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจบริหารแต่ในนาม ขณะที่อำนาจบริหารจัดการกระทรวงแท้จริงตกอยู่แก่เหล่าเสนาบดี (ในทำนองเดียวกับที่ Sovnarkhom บ่อนเซาะอำนาจหน้าที่ของ VTsIK ลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ) หรือมิฉะนั้นคณะกรรมการราษฎรก็ต้องเข้ายึดกุมบทบาทการบริหารและแบ่งกระทรวงกันดูแลรับผิดชอบโดยตรงแทนเหล่าเสนาบดี

– ดังเป็นที่ทราบกันว่าเมื่อคณะราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมยกร่างแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังการอภิวัฒน์ 2475 นั้น พระองค์ไม่ได้ทรงแก้ไขอะไรเลย เพียงทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ไว้ในชื่อธรรมนูญฯ แล้วลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้

ดังนั้น จึงอาจคาดคะเนได้ว่าเจตนาเดิมของหลวงประดิษฐ์ฯ น่าจะต้องการให้ธรรมนูญฯ ที่ตนยกร่างขึ้นถูกใช้เป็นการ “ถาวร” ไม่มากก็น้อย

– ในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับถาวร) พ.ศ.2475 นั้น ประเด็นหนึ่งที่มีข้อถกเถียงกันคือชื่อ “กรรมการราษฎร”, “คณะกรรมการราษฎร” และ “ประธานคณะกรรมการราษฎร” โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงวิจารณ์ว่าชื่อดังกล่าวไม่สอดคล้องกับระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีผู้เข้าใจผิดว่าจะนำลัทธิบางประเทศมาเผยแพร่ และทรงเสนอคำว่า “คณะรัฐมนตรี” แทน

 

ในการอภิปรายเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎรต่อมา หลวงประดิษฐ์ฯ อธิบายว่าที่ตนเลือกใช้คำว่า “กรรมการราษฎร” มาแต่เดิมเพราะเป็นภาษาธรรมดาที่คนอ่านเข้าใจ หมายความตรงไปตรงมาว่า “บุคคลกลุ่มหนึ่งที่ราษฎรมอบหมายให้มาทำหน้าที่บริหารเป็นกรรมการราษฎร”

ส่วนคำว่า “รัฐมนตรี” นั้น หลวงประดิษฐ์ฯ ทักท้วงว่า “ไม่ควรใช้เพราะมนตรีเป็นเพียงที่ปรึกษาแผ่นดิน ไม่หมายความถึงผู้บริหาร” (อ้างจาก มานิตย์ นวลละออ, การเมืองไทยยุคสัญลักษณรัฐไทย, 2540, น.47)

ในที่สุดที่ประชุมสภาโหวตรับข้อเสนอของพระปกเกล้าฯ ให้ใช้คำว่า “รัฐมนตรี” ด้วยเสียง 28 : 7 (7 เสียงนี้ให้เลือกใช้คำอื่นโดยไม่ระบุตัวเลือกแน่ชัด) งดออกเสียง 24 จากจำนวนสมาชิกสภาที่เข้าประชุมทั้งสิ้น 59 คน (Somsak, เพิ่งอ้าง)

ผลของการเลือกใช้คำ “รัฐมนตรี”, “คณะรัฐมนตรี”, “นายกรัฐมนตรี” มาเรียกฝ่ายบริหารในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับถาวร) พุทธศักราช 2475 ทำให้ต้องออกกฎหมายมาปรับเปลี่ยนความหมายและฐานะบทบาทอำนาจหน้าที่ของ “รัฐมนตรี” อันเป็นคำที่มีมาแต่ก่อนหน้านั้น 2 ฉบับ ได้แก่ :

– 7 ธันวาคม 2475 ออกพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติรัฐมนตรี (ร.ศ.113) สมัยรัชกาลที่ห้า ซึ่งมีหน่วยงาน “รัฐมนตรีสภา” ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาด้านนิติบัญญัติทำนองเดียวกับคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบัน ทิ้งเสีย

-25 ธันวาคม 2475 ตราพระราชบัญญัติเทียบตำแหน่งรัฐมนตรีกับตำแหน่งเสนาบดีแต่ก่อน พุทธศักราช 2475 (ไพโรจน์, อ้างแล้ว, น.221, 247)

 

จะเห็นได้ว่าในการตีความของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผลทางการเมืองวัฒนธรรมของการเปลี่ยนคำว่า “ประธานคณะกรรมการราษฎร” มาเป็น –> “นายกรัฐมนตรี” ก็คือการเปลี่ยนนัยของตำแหน่งนั้นจาก “ผู้ได้รับมอบหมายจากราษฎรให้มาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร” มาเป็น –> “หัวหน้าคณะที่ปรึกษาแผ่น ดิน”

อันนับว่าลดทอนผ่อนเพลาและตกห่างจาก “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราษฎร์” (popular absolutism) อันเป็นเป้าหมายในทางหลักการของการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 2475 ไปพอสมควร

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง