bg-single

จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย

08.06.2026

รายงานพิเศษ

จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’

จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’

‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’

คุม ทุกชายแดน

กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย

แม้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย จะคุมงานความมั่นคงและคุมกระทรวงกลาโหมเอง แต่ก็ต้องอาศัยทีมที่ปรึกษา ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ ในการเดินเกมแก้ปัญหาความมั่นคง

โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชา ที่นายอนุทินระบุว่า “แบรนด์ผม” ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจเลือกตั้งเข้ามา นายอนุทินจึงยังคงต้องใช้หลังอิงกองทัพ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพการเตรียมพร้อมรบ

เป็นที่รู้กันดีว่านายอนุทิน มีที่ปรึกษาส่วนตัวด้านการทหาร คือ เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. ที่ต้องทำงานใกล้ชิดและพูดคุยกับนายอนุทิน ซึ่งควบตำแหน่ง ผอ.รมน.ด้วยเสมอๆ เมื่อมีปัญหาอะไรก็ต้องโทรศัพท์ถามหรือเชิญมาพบ รวมถึงต้องรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี

รวมถึง เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร บก.ทัพไทย ที่เป็นทั้งที่ปรึกษา และมือทำงานให้ ตามนโยบาย และถูกจับตามองว่า เป็นแคนดิเดตคนหนึ่ง ที่จะเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ทั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ และ พล.อ.ณัฐพงษ์ ก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ด้วยกันกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม สายตรงบุรีรัมย์ และในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่บิ๊กทหารอีกคน ที่นายอนุทินสนิทสนมและพูดคุยปรึกษาหารืออยู่เนืองๆ คือ บิ๊กหยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่แม้เดิมจะพอรู้จักกันมาบ้าง แต่ก็ได้มาสนิทสนมกัน ในห้วงที่นายอนุทินลงพื้นที่ไปช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ สงขลา โดยที่ พล.อ.อุกฤษฎ์เพิ่งขยับขึ้นจากรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ประกอบกับ พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา พูดคุยเข้าถึงได้ง่าย เมื่อเรียกพบ เรียกประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็มาได้เสมอ ไม่ค่อยส่งตัวแทน ยกเว้นตนเองอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

ที่สำคัญ พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 ของ ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่นายอนุทินก็รู้จักสนิทสนมมายาวนาน และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม

จึงไม่แปลกที่นายอนุทินจะไว้วางใจ พล.อ.อุกฤษฎ์ ในการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) โดยแต่งตั้งให้ พล.อ.อุกฤษฎ์เป็น “ผู้อำนวยการ ศบค.ชด.” ตามมติ สมช.

เพื่อทำหน้าที่ติดตามและประเมินว่าสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปัญหาภัยคุกคามด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภัยคุกคามรูปแบบใหม่และปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ที่ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนและการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน

โดยให้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหา ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค สร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย

ทั้งนี้ เป็นการดูแลความมั่นคงชายแดนรอบบ้านไม่ใช่แค่เพียงชายแดนไทยและกัมพูชาเท่านั้น

แนวคิดในการตั้ง ศบค.ชด.นี้ เป็นการรื้อฟื้น “ศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน” (ศอ.ปชด.)

ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ในยุคที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดปัญหาเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา

ในเวลานั้นมี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำหน้าที่ ผอ.ศอ.ปชด. มี พล.อ.อุกฤษฎ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับหน้าที่หลักในการดูแลชายแดนด้านเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์

ก่อนต่อมาเมื่อเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ศอ.ปชด.ก็มาทำหน้าที่หลักสำคัญในด้านกัมพูชามากกว่า และถือเป็นกลไกสำคัญในการเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อขออนุมัติต่อ สมช. ในการเตรียมความพร้อมรบ และออกมาตรการต่างๆ ในการคุมเข้มชายแดน เช่น การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต และงดส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์และน้ำมัน

แม้ว่าโดยตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะดำรงบทบาทของการเป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) และมีอำนาจในการอำนวยการการรบในยามสงครามหรือเกิดวิกฤตอยู่แล้วก็ตาม

แต่การตั้ง ศอ.ปชด.ในเวลานั้นทำให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น เพราะในคำสั่งสำนักนายกฯ ได้กำหนดให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ร่วมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนข้อมูล ข่าวกรอง และบุคลากรด้วย

อาจกล่าวได้ว่า พล.อ.อุกฤษฎ์ได้มีบทบาทสำคัญใน ศอ.ปชด.นั้นมาก่อน เมื่อมารัฐบาลพรรคภูมิใจ นายอนุทินตั้ง ศบค.ชด.ขึ้นมาเพื่อให้เป็นองค์กรรองรับการแก้ปัญหาชายแดน และอำนาจหน้าที่จะเปิดกว้างสำหรับชายแดนรอบด้าน ซึ่งก็ถูกคาดหวังจะเป็นองค์กรสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชาเช่นที่ผ่านมา

เพราะก่อนหน้านี้ในห้วงที่เกิดปัญหาการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่าน วิกฤตตะวันออกกลาง นายอนุทินก็แต่งตั้ง “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง “หรือ “ศบก.” ขึ้นมา ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนภารกิจ เป็น “ศบค.ชด.”

และถือว่าเป็นการให้ความสำคัญและบทบาทกับกองบัญชาการกองทัพไทย ที่จะเป็นกลไกหลักและเป็นมือไม้ของ พล.อ.อุกฤษฎ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือ ผอ.ศบค.ชด. โดยที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ก็จะไปประสานสั่งการกับเหล่าทัพด้วยกันเอง

ทั้งนี้ เพราะในห้วงที่ผ่านมา หากยึดตามสายการบังคับบัญชาแล้ว นายอนุทินนายกรัฐมนตรีที่แม้จะคุมกลาโหมและคุมความมั่นคงเอง แต่ก็ต้องประสาน สั่งการผ่าน รมว.กลาโหม ไม่ใช่กันยิงตรงไปที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ

แต่ด้วยสไตล์การทำงานของนายอนุทิน ประกอบกับมีความรู้จักสนิทสนมใกล้ชิดกับบิ๊กทหารเป็นส่วนใหญ่ นายอนุทินจึงมักจะประสานสั่งการหรือสายตรงถึง ผบ.เหล่าทัพด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพบก เนื่องจากบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เป็น ผบ.ทบ. ที่ระมัดระวังตัวในเรื่องบทบาทและระยะห่างกับฝ่ายการเมือง

ในห้วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า พล.อ.พนาจะมอบหมายให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ทำหน้าที่ในการประสานรับคำสั่งการกับนายอนุทินในนามของกองทัพบก รวมถึงในนามของ กอ.รมน.ด้วย

แม้ว่า พล.อ.พนาในฐานะ ผบ.ทบ.จะควบเก้าอี้รอง ผอ.รมน. ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน.ก็ตาม แต่ด้วยบุคลิกลักษณะและสไตล์การทำงานของ พล.อ.พนา จึงได้มอบหมายให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ซึ่งยังรั้งตำแหน่ง เลขาฯ กอ.รมน.ด้วย ทำหน้าที่ในการไปร่วมประชุม พบปะ หรือตอบคำถามเมื่อนายกฯ ต้องการคำตอบแทน

แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นการประชุมนัดหมายสำคัญ เช่น การประชุม สมช. ที่ต้องมีการร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญด้านความมั่นคง พล.อ.พนาก็จะมาร่วมประชุมด้วยตนเองเสมอ

ดังนั้น “ศบค.ชด.” จึงเป็นการติดดาบเพิ่มอำนาจให้กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นกลไกที่รองรับการแก้ปัญหาชายแดนโดยเฉพาะชายแดนไทยและกัมพูชา ลดแรงกดดันและแรงกระแทก ที่จะมีถึงตัวนายอนุทิน

เพราะจากนี้ไปมาตรการต่างๆ ที่จะออกมาในการแก้ปัญหาชายแดนโดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา ก็จะเสนอในนามของ ศบค.ชด. สู่ที่ประชุม สมช. ก่อนที่จะใช้ในทางปฏิบัติได้หรือเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

เพราะด้วยกลไก ศบค.ชด. พล.อ.อุกฤษฎ์มีอำนาจในการที่จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานชุดต่างๆ แบ่งแยกหน้าที่เป็นการเฉพาะ และก็ต้องใช้บุคลากรในส่วนของกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นหลัก แม้ว่าจะมีอำนาจสั่งการ ทั้ง ทบ.ทร. ทอ. ได้ก็ตาม

ดังนั้น บรรดาคีย์แมน เสือป่าทัพไทย ทั้ง เสธ.จุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสธ.ทหาร และเจ้ากรมต้อม พล.ท.จักรพงษ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้ากรมยุทธการทหาร และบรรดานายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พล.อ.อุกฤษฎ์ ก็จะเป็นกำลังหลัก

โดยที่ พล.อ.ชิดชนก และ พล.อ.ณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 ก็จะสามารถประสานพูดคุยกับ พล.อ.พนา เพื่อนร่วมรุ่น ได้อย่างประสานสอดคล้องกันมากกว่าจากฝ่ายการเมือง

อีกทั้ง พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นเตรียมทหารรุ่นพี่ ตท.24 ก็จะยังสามารถพูดคุยสั่งการกับผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เป็นรุ่นน้อง ตท.26 ทั้ง พล.อ.พนา ผบ.ทบ. และบิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และการนำเหล่าทัพที่ส่วนใหญ่ก็เป็นเตรียมทหาร 26 ได้เป็นอย่างดีตามธรรมเนียมรุ่นพี่รุ่นน้องของกองทัพ

ขณะเดียวกัน พล.อ.อุกฤษฎ์ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นทหาร 24 ของ ผบ.เหล่าทัพชุดนี้ ทั้ง บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.

ดังนั้น จากนี้ไป ก็จะได้เห็น พล.อ.อุกฤษฎ์ปรากฏตัวที่ทำเนียบรัฐบาลบ่อยครั้งขึ้น ทั้งการไปประชุม และการไปรายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ไม่นับรวมการต่อสายตรงพูดคุยกัน ปรึกษาหารือกัน

นอกจากนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ยังได้ผ่านการสู้รบกับกัมพูชาในรอบสอง ธันวาคม 2568 มาแล้วหลังจากขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้แค่ 2 เดือนเศษเท่านั้น

โดยสไตล์ของ พล.อ.อุกฤษฎ์แล้ว แม้จะมีบทบาทและอำนาจ ในฐานะผู้บัญชาการทางทหารก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่เติบโตมาในกองทัพบกโดยเฉพาะกรมยุทธการทหารบก ทำให้ พล.อ.อุกฤษฎ์วางบทบาทตนเองด้วยความระมัดระวัง

เพราะแม้ว่า ผบ.ทบ.และกองทัพบกจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา แต่รู้กันดีว่า ความเป็นกองทัพบก และ ผบ.ทบ. จะมีเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะในอดีตที่ผ่านมา ผบ.ทบ. ซึ่งเหล่าทัพใหญ่ที่สุดและมีอำนาจแฝงในทางการเมืองมากที่สุด จากการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา จึงทำให้นายทหารที่ทำหน้าที่ ผบ.ทบ. จะมีบุคลิกพิเศษ และความคิดที่แตกต่างออกไป

โดยจะเห็นได้ว่าในห้วงการสู้รบรอบสอง ในยุทธการศตวรรษนั้น พล.อ.อุกฤษฎ์ลดบทบาทตนเอง ด้วยการไม่ออกสื่อ และไม่ปรากฏข่าวในฐานะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทางทหาร หรือ ผู้อำนวยการยุทธใดๆ ให้เป็นบทบาทหลักของกองทัพบก และ ผบ.ทบ.

ซึ่งแตกต่างจากในยุคที่ พล.อ.ทรงวิทย์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ได้แสดงบทบาทผู้นำตามกฎหมาย แต่ก็มีการประสานสั่งการบางประการที่ไม่ราบรื่น และอาจไม่ได้รับความเห็นสนับสนุนจากกองทัพบกหรือเหล่าทัพ

จึงส่งผลให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ปรับบทบาทของตนเองใหม่

แม้เติบโตจากสายกำลังรบ แต่ในช่วง 20 ปีหลัง พล.อ.อุกฤษฎ์เติบโตมาในกรมยุทธการทหารบก จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นนายทหารสายบุ๋น ผ่านมาทุกตำแหน่งสำคัญในกองทัพบก จนเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก และห้าเสือกองทัพบก

ดังนั้น ในแง่ของการวางแผนการรบ ในด้านยุทธการแล้วจึงเป็นที่เชื่อมือ ของกำลังพลในกองกองทัพ ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วจากการรบกับกัมพูชาในรอบที่สอง

และในห้วงนี้ก็เตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบรอบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น หากการเจรจาด้วยสันติวิธีไม่สำเร็จ โดยในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.อุกฤษฎ์มีบทบาทสำคัญ ในการเตรียมพร้อมของทุกเหล่าทัพ ในด้านความทันสมัยเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างเป็นสากล เพื่อพร้อมรบในรูปแบบใหม่

ด้วยเพราะในเวลานี้ ทหารทุกคนในกองทัพต่างรู้ดีว่า มีโอกาสสูงที่จะเกิดการสู้รบรอบใหม่กับกัมพูชา จากท่าทีของผู้นำกัมพูชาและทหารกัมพูชาชายแดนที่ยังคงยั่วยุ และไม่ยำเกรงต่อทหารไทย

การที่ พล.อ.อุกฤษฎ์สวมชุดนักบินจีสูท ไปขึ้นเครื่องบินเอฟ 16 ที่กองบิน 4 นครสวรรค์ ในสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่แค่เพราะได้รับพระราชทานยศ “พลอากาศเอก” เป็นกรณีพิเศษ แต่เพราะต้องการรับรู้เวลานักบินกองทัพอากาศขึ้นปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยไทยมีลักษณะเช่นไร มีปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จ หรือในกรณีที่อุปสรรคจะแก้ไขอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจและในยามที่ต้องประชุมวางแผน และสั่งการจะได้ทำอย่างเข้าใจในปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ

แม้ว่า พล.อ.อุกฤษฎ์จะไม่ค่อยออกสื่อหรือให้สัมภาษณ์ แต่ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ ก็จะแสดงออกถึงความเด็ดขาดและเฉียบคม และมีความฮึกเหิมอยู่ในตัว

เป็นที่รู้กันดีในกองทัพว่า หากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะสู้รบอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมืองในการสร้างคะแนนนิยม สร้างกระแสชาตินิยมเพื่อหวังผลการเลือกตั้ง หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฝ่ายไทยก็พร้อมเสมอ

และรู้กันดีว่า การสู้รบครั้งหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นจะไม่ใช่การรบรอบที่ 3 แต่จะต้องเป็นรอบสุดท้าย

เพราะนอกจากจะต้องยึดแผ่นดินไทยบางส่วนที่ทหารเขมรยังยึดอยู่กลับคืนมาแล้ว ยังต้องทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย ต้องสิ้นสภาพทางการทหารอย่างแท้จริง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี