‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
บทความพิเศษ | สุริยา คำหว่าน
‘โต เลิม’ เยือนไทย
: เห็นอะไรในประวัติศาสตร์
และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
ช่วงบ่ายวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานประเทศเวียดนาม พร้อมคณะผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และรัฐบาลเวียดนามเดินทางจากกรุงฮานอยถึง จ.อุดรธานี เพื่อเริ่มต้นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ภารกิจแรกของนายโต เลิม คือการเยี่ยมเยียนชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม หรือ “เหวียดเกี่ยวถายลาน” ตลอดจนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของประธานโฮจิมินห์ใน จ.อุดรธานี
ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือเป็นเพียงความบังเอิญทางประวัติศาสตร์ ภาพเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner ของสายการบิน Vietnam Airlines ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชวนให้ย้อนกลับไปนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค และพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น
ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้เขียนจึงต้องการถอดรหัสความสำคัญของการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำสูงสุดเวียดนามว่ามีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และพลวัตทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เวียดนามอย่างไร
ภายใต้ระบอบการปกครองแบบพรรคการเมืองเดียว ตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ (Tổng Bí thư) ถือเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคและเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ขณะที่ตำแหน่ง “ประธานประเทศ” (Chủ tịch nước) ซึ่งฝ่ายไทยมักเรียกในความหมายใกล้เคียงกับ “ประธานาธิบดี” มีสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนประเทศในกิจการทางการทูต การต้อนรับ และการเยือนระดับรัฐ
ในอดีต เวียดนามมักแยกตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานประเทศออกจากกัน ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า “4 เสาหลัก” (Tứ trụ)
อันประกอบด้วย เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ประธานประเทศ นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา ซึ่งร่วมกันกำหนดทิศทางการบริหารประเทศ
ดังนั้น การที่นายโต เลิม ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานประเทศ จึงนับเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองเวียดนาม เพราะทำให้เขากลายเป็นทั้งผู้นำสูงสุดของพรรคและประมุขแห่งรัฐภายใต้บุคคลเดียวกัน
พรรคคอมมิวนิสต์และสื่อมวลชนเวียดนามอธิบายว่า การรวมสองตำแหน่งดังกล่าวไว้ในบุคคลเดียวกันเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างประสิทธิภาพของกลไกรัฐ ภายใต้การนำที่มีเอกภาพและการตัดสินใจแบบรวมศูนย์มากขึ้น
อีกทั้งยังช่วยยกระดับบทบาทและสถานะของทั้งพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐเวียดนามในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
แม้ว่าการเยือนประเทศไทยของนายโต เลิม ในครั้งนี้จะมิได้อยู่ในฐานะ “การเยือนระดับรัฐ” (State Visit) หากเป็นการเยือนในฐานะแขกของรัฐบาลไทย
กระนั้น การเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายแรกภายหลังการดำรงตำแหน่งควบระหว่างเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานประเทศย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของไทยในนโยบายต่างประเทศของเวียดนามในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน
ยิ่งไปกว่านั้น การเยือนครั้งนี้ยังถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทั้งประมุขแห่งรัฐและผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้สถานะทางการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจไว้ในบุคคลเดียวกัน
ภาพพิธียิงสลุต 21 นัด ณ ท่าอากาศยานดอนเมืองจึงสะท้อนนัยการให้เกียรติแก่นายโต เลิม ในฐานะประมุขแห่งรัฐและผู้มีอำนาจนำสูงสุดในโครงสร้างการเมืองเวียดนามแบบใหม่
ในการแถลงข่าวร่วม ผู้นำเวียดนามได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม โดยระบุว่าความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือด้านกลาโหม และความมั่นคงได้รับการยกระดับให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคี
การเยือนประเทศไทยของนายโต เลิม ยังเกิดขึ้นในวาระที่ไทยและเวียดนามกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต (ค.ศ.1976-2026) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของความสัมพันธ์ทวิภาคีตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามมิได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หากแต่เต็มไปด้วยพลวัตของความร่วมมือ ความหวาดระแวง และการแข่งขันทางการเมืองภายใต้บริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงสงครามเย็น ทั้งสองประเทศยืนอยู่บนจุดยืนทางอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยไทยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เวียดนามดำเนินแนวทางสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์
ความขัดแย้งในอินโดจีน โดยเฉพาะวิกฤตกัมพูชาในทศวรรษ 1980 ยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในภาวะเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์และขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
กระทั่งการสิ้นสุดของสงครามเย็น ประกอบกับการดำเนินนโยบายเปิดประเทศ (??i M?i) และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนของเวียดนามในปี ค.ศ.1995 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากความเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
จนพัฒนาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความใกล้ชิดมากที่สุดคู่หนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน
นอกเหนือจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเน้นย้ำระหว่างการหารือ ซึ่งไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามแล้ว
ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงยังคงเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ในฐานะสองรัฐขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ไทยและเวียดนามต่างมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อกัน แม้จะไม่มีพรมแดนทางบกติดต่อโดยตรง แต่ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ส่งผลให้เสถียรภาพและความมั่นคงของฝ่ายหนึ่งมีผลกระทบต่ออีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศเคยถูกกำหนดด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงในช่วงสงครามเย็น เมื่อไทยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาและเปิดพื้นที่ให้กองทัพอเมริกันใช้เป็นฐานปฏิบัติการในสงครามเวียดนาม
ขณะที่ฝ่ายไทยมองว่าเวียดนามมีบทบาทสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์และการเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการปรับเปลี่ยนบริบททางการเมืองของภูมิภาค ประเด็นความมั่นคงมิได้เป็นปัจจัยแห่งการเผชิญหน้าอีกต่อไปแต่ได้กลายเป็นพื้นที่ของความร่วมมือและการเจรจาระหว่างสองประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ความมั่นคงชายแดน และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ในส่วนของเวียดนามนั้น รัฐบาลมักอ้างอิงหลักการสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ระบุว่าจะไม่ยินยอมให้บุคคลหรือองค์กรใดใช้ดินแดนของตนเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งต่อต้านหรือบ่อนทำลายอีกประเทศหนึ่ง
หลักการดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยทางการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน และปัญหาความมั่นคงในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์
ซึ่งยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับทั้งสองฝ่ายมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าผู้นำของทั้งสองประเทศจะยืนยันตรงกันว่า ไทยและเวียดนามเป็น “คู่ค้า” มากกว่า “คู่แข่ง”
แต่การเยือนประเทศไทยของนายโต เลิม ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศและประเด็นเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับศักยภาพทางเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาของทั้งสองประเทศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในพื้นที่สาธารณะ ทั้งในสื่อกระแสหลัก สื่อสังคมออนไลน์ และแวดวงวิชาการ
คำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอยู่เสมอคือ เหตุใดเวียดนามซึ่งเคยเผชิญสงครามยาวนาน การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านการพัฒนาในช่วงหลังสงคราม จึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ทศวรรษ
ขณะที่ไทยซึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกมากกว่า กลับกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวและปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ
ในแง่นี้ เวียดนามได้กลายเป็น “กระจกสะท้อน” ที่ทำให้สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง
ขณะเดียวกัน เวียดนามก็เคยมองไทยเป็นต้นแบบและหมุดหมายสำคัญของการพัฒนามาโดยตลอด โดยเฉพาะภายหลังการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจโด๋ยเหมย (??i M?i) ในปี ค.ศ.1986
สําหรับการเดินทางไป จ.อุดรธานีเพื่อพบปะและเยี่ยมเยียนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในช่วงบ่ายวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นั้น ถือเป็นกิจกรรมที่มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์
สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อชุมชนชาวเวียดนามโพ้นทะเลซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนามดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะภายหลังการปฏิรูปประเทศภายใต้นโยบายโด๋ยเหมย (Đổi Mới) ภารกิจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เวียดนามมิได้ให้ความสำคัญเฉพาะประชากรกว่า 100 ล้านคนภายในประเทศเท่านั้น
หากยังมองกลุ่มชาวเวียดนามในต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “เหวียดเกี่ยว” (Việt kiều) ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 4.5 ล้านคน กระจายอยู่ในกว่า 110 ประเทศทั่วโลก ในฐานะทรัพยากรทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้พยายามส่งเสริมให้ชาวเวียดนามโพ้นทะเลมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ การลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมกับประเทศต้นกำเนิดมากขึ้น
ในบริบทดังกล่าว การพบปะชาวไทยเชื้อสายเวียดนามประมาณ 600 คน ณ ศูนย์อาหารวีทีแหนมเนือง จ.อุดรธานี นอกจากจะมีความหมายเกี่ยวกับการเยี่ยมเยียนตามธรรมเนียมทางการทูตแล้ว
ยังถือเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเวียดนามกับชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ซึ่งมีความสำคัญทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ จ.อุดรธานียังมีความสำคัญในฐานะพื้นที่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของเวียดนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประธานโฮจิมินห์เคยพำนักและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองระหว่าง ค.ศ.1928-1929 ก่อนการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี ค.ศ.1930
ดังนั้น การเดินทางมาเยี่ยมเยียนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม และพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของประธานโฮจิมินห์จึงเผยให้เห็นนัยของการใช้ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการทูต และการสานสัมพันธ์กับชุมชนชาติพันธุ์เวียดนามในต่างแดน
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเยือนประเทศไทยของนายโต เลิม ในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการทูตตามวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามเท่านั้น
หากยังสะท้อนพัฒนาการของความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนผ่านจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็นสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ยังเผยให้เห็นบทบาทของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และชุมชนชาวชาติพันธุ์เวียดนามในต่างแดนในฐานะเครื่องมือสำคัญของการทูตร่วมสมัย
ท่ามกลางบริบทที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญโอกาสและความท้าทายใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
