‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’
มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’
‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
หมายเหตุ “รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความคิดเห็นในงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” โดยสำนักพิมพ์มติชน ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569
ตอนที่ผมเป็นนักวิชาการเด็กๆ มันเกิดรัฐประหารปี 2549 (ผม) ถูกส่งไปในนามคณบดี ไปนั่งคุยในตึกสวยๆ (คนนั่ง) หัวโต๊ะไม่อยากจะบอกว่าใคร แต่เขาบอก “ทำยังไงก็ได้ ไม่ให้พรรคนี้ได้ชัยชนะในทางการเมือง อาจารย์ช่วยหน่อยเถอะ” ผมจะมีปัญญาไปทำอะไรแบบนั้น แต่เขาก็ทำกันจริงๆ
ตอนนี้ผ่านไป 20 ปี เรายัง “ติดอยู่เรื่องเดิม” วิชาแรกของนักรัฐศาสตร์เวลาเราเรียนการเมืองเปรียบเทียบ คือเราบอกว่า “ชาติ” จะสร้างอย่างไร? อันดับแรก กติกาต้องตกลงกันให้ได้เสียก่อน กติกาที่ว่าคือ “รัฐธรรมนูญ”
ตั้งแต่ประมาณ 100 ปีก่อน เรายังตกอยู่ในเรื่องเดิมเลย ว่าเราจะสร้างกติกาอย่างไร อีก 6 ปีจะครบรอบ 100 ปี 2475 ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการเฉลิมฉลองอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “100 ปีฯ” กับ “250 ปีฯ”
ปีนี้ครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 ครบรอบ 34 ปี ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ครบรอบ 16 ปี ของเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไร? มันเห็นโมเมนตัม (แนวโน้ม) ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น ผมคิดว่าสังคมวิทยาการเมืองของการเปลี่ยนแปลง มันบ่งชี้ว่าสังคมไทยจะเพิ่มระดับของความรุนแรงขึ้นไปตามระดับของการเมืองโลก
หลายคนที่ใช้คำจนเกร่อ “ภูมิรัฐศาสตร์” ในความเป็นจริงคือเราต้องยอมรับว่า ในเวลานี้ ประเทศไทย “หยุดนิ่ง” ในแง่ของการพัฒนามา 20 ปีแล้ว
ที่เราบอกประเทศเพื่อนบ้านของเราแซงเรา เปล่าเลย เขาไม่ได้แซงเรา เราต่างหากที่หยุดอยู่กับที่ แล้วก็มาเถียงกันตรงคำถามพื้นฐานดั้งเดิม ซึ่งนักรัฐศาสตร์อย่างพวกเราอึดอัด กระอักกระอ่วนใจ ที่จะต้องมานั่งอธิบายว่าสิ่งที่เขาทำกัน มันผิดปกติอย่างไร?
ผมบอกรุ่นน้องที่สอนรัฐศาสตร์สอนนิติศาสตร์ว่า เราจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตนั่งอธิบายความผิดปกติของระบบการเมืองและระบบคิดเชิงเหตุเชิงผล ซึ่งโลกสมัยใหม่เขายอมรับกันทั่วยกเว้นดินแดนแห่งนี้หรืออย่างไร?
เราไม่อายกันหรือ? พวกครูบาอาจารย์ พูดตรงๆ ถามหน้าตัวเองในกระจกว่า พรุ่งนี้เราจะสอนอะไรให้ลูกศิษย์ของเรา?
ผมเสนอ (หนังสือ) เล่มต่อไป บอกแล้วว่า “เปลี่ยนไม่ผ่าน ข้ามไม่พ้น” เล่มสองตั้งชื่อให้เลย
https://www.facebook.com/watch/?v=1612814853108960
ทําไมมัน “ข้ามไม่พ้น”? เพราะในแง่แรงกดดันจากภายนอกที่เราเรียกว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” มันสะท้อนให้เห็นว่าบรรดาประเทศมหาอำนาจกำลังมีปัญหาในหลายระดับ แม้กระทั่งตัวมันเอง ระบอบการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่เขียนรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร คือสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับภัยภายในประเทศ
ประเทศมหาอำนาจที่เขาพบกันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งกลับจากเกาหลีเมื่อ 3 วันก่อน คนเกาหลีตกใจมาก คือ สองมหาอำนาจเดินคุยกัน “สี จิ้นผิง” กับ “โดนัลด์ ทรัมป์”
“โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ได้ไป (จีน) คนเดียว ไปกับบริษัทชั้นนำของเขา จากเดิมที่ตอนเขาขึ้นตำแหน่งใหม่ๆ เขาบอกว่าจะเรียกโรงงานกลับสหรัฐอเมริกา แต่การเดินทางในรอบล่าสุด ผมคิดว่าจะนำไปสู่การพลิกผันในแง่ยุทธศาสตร์บางประการที่สำคัญอย่างมาก
ผมก็อยากจะเห็นต่อว่า รัฐบาล (ไทย) ขณะนี้เห็น (การพลิกผันดังกล่าว) หรือยัง?
เพราะว่าตอนนี้ (ประเทศไทย) เราจะมี “เขตปกครองพิเศษ” เหมือนเขตเช่า สังเกตไหมครับ? บ้านจัดสรรใหม่ๆ ราคา 20-30 ล้าน แล้วมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า คนหนุ่มสาวอย่าไปซื้อบ้านเลย เช่าเขาอยู่เถอะ
รุ่นต่อไปของ (คนไทย) เราจะเช่าเขา (คนต่างชาติ) อยู่ บรรดาเศรษฐีต่างชาติจะอยู่ในเขตปกครองพิเศษ ที่รัฐบาลไหนไม่รู้ช่วยทำให้เขาซื้อที่ดินได้ ถามว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” มันประชิดแบบนี้ (รัฐบาล) ยังไม่รู้สึกเนี่ยนะ?
ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไป คือ “ความไม่เสมอภาค-ความเหลื่อมล้ำ”
ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ผมคิดว่าเราไม่ใช่ (คนรวย) 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ในห้องคงอยู่ฝั่ง 99 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ที่ยังไม่รู้ว่าเราจะเดินต่ออย่างไร?
เวลาเราไปต่างประเทศ เราอับอายที่เราไม่สามารถ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่ปลุกปั่นกันเอง ทุกวันนี้ยังไม่หยุดเลย
จะทำอย่างไรที่เราจะถอยกลับมา แล้วบอกว่าเราคุยกันได้แล้ว ตกลงกันได้แล้ว ว่าเราจะอยู่กันแบบไหน?
อันที่สาม คือ “ระบบราชการ” ที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง “องค์กรอิสระ” มีกำลังคน งบประมาณ มีเงินเดือนมากกว่า แต่ขาดซึ่งการตรวจสอบในกลไก อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก
ประเด็นถัดไปก็คือประเทศไทยมัน (เข้ามา) ลงทุนยาก ทำงานยาก การที่เอกชนเดินไปบอกรัฐบาลว่า หน่วยราชการคอร์รัปชั่น แล้วถูกตอบโต้ด้วย “มึงรู้จักกูน้อยไป” มันถูกต้องไหมครับ? ที่รัฐบาลจะพูดแบบนี้กับตัวแทนของภาคประชาชน เขาต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหนที่จะตั้งคำถามกับพวกคุณว่า มัน (ทุจริต) มากไปแล้วนะ
ผมคิดว่า อันนี้น่ากลัวเหมือนกัน เพราะแม้กระทั่งนักธุรกิจหลายๆ ชาติ เขาก็บอกว่ามาลงทุนในประเทศไทย “มันซับซ้อนเกินไป” คือผมไม่รู้ว่าผมต้องคุยกับใคร ผมต้องดีลกับใครบ้าง ถ้าเป็นประเทศอื่นที่เจริญแล้ว ก็มีหน่วยส่งเสริมการลงทุนก็จบ
ประเทศไทยมันต้องคุยกับ 1 2 3 4 เบอร์ 1 ของเบอร์ 2 เบอร์ 2 ของเบอร์ 3 เบอร์ 5 ของเบอร์ 4 มันวุ่นวายกันไปหมด
อันสุดท้าย “ฉากทัศน์ที่คาดการณ์ได้” ของประเทศไทย คือ “การติดกับดักตัวเอง”
รัฐธรรมนูญ 2540 เราโชคดีเพราะมันมาในตอนวิกฤตเศรษฐกิจพอดี ผมเป็นนักวิจัยในตอนนั้น ผมบินไปประเทศสิงคโปร์เพื่อประชุมกับไอเอ็มเอฟในเวลานั้น ผมยื่นรัฐธรรมนูญ 2540 ให้นักวิชาการต่างชาติ เขาพลิกดู เขาบอกประเทศคุณโครงสร้างดี คุณฟื้นตัวเร็วแน่
อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งโยงกับสิ่งที่เราพยายามจะทำมาตลอดในรอบ 20 ปี ก็คือความพยายามในการ (ก้าว) ข้ามการเป็นประเทศที่ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ตัวนี้เป็นสิ่งที่หลายรัฐบาลพยายามทำ แม้กระทั่ง “ซอฟต์เพาเวอร์”
เราจะเห็นว่าตัวนี้มันจะเปลี่ยนไปไม่ได้เลย ถ้าไม่มีระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยพอ เงื่อนไขสำคัญที่สุดของ “ซอฟต์เพาเวอร์” ก็คือรัฐบาลที่เข้าใจว่าการพัฒนาโดยฟังเสียงประชาชนเป็นอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลนี้เพียงไม่ทัน 3 เดือน “มนตร์ขลังของเทคโนแครต” จบแล้วครับ
เพราะฉะนั้น วิกฤตตัวนี้ ไม่ว่าท่านจะกล้าหาญพอที่จะทะลุฝ่าไปหรือไม่ก็ตาม ผมเสียใจที่จะต้องบอกว่ารุ่นลูกศิษย์ของพวกเรา รุ่นน้องๆ ของพวกเรา (คน) รุ่นเด็กของพวกเรา จะ “ทุกข์ยาก” มากกว่านี้
ผมยืนยันได้เลย
