bg-single

The Last Breath of SAM YAN : Gentrification ชนชั้นสร้างสรรค์ และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง (จบ)

19.07.2023

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

The Last Breath of SAM YAN

: Gentrification ชนชั้นสร้างสรรค์

และสิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง (จบ)

 

ผู้คนในชุมชนรอบศาลเจ้าแม่ทับทิม แม้จะอยู่อาศัยในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ก่อร่างสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ชุมชน”

แต่ด้วยการมีสถานะเป็นเพียงผู้เช่าที่ไร้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงทำให้ไร้สิทธิ์และไร้เสียงอย่างสิ้นเชิงต่อการมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตในพื้นที่

อำนาจในการกำหนดทุกสิ่งอย่างตกอยู่กับ PMCU โดยสมบูรณ์ในฐานะเจ้าของที่ดิน

ผู้คนในชุมชนรอบศาลเจ้าแม่ทับทิม มีสถานะเพียงผู้เช่าที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัย แต่ไร้ซึ่งอำนาจที่จะกำหนดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ตนเองอยู่อาศัยมาอย่างยาวนานหลายสิบปี

ทุกคนเป็นเพียงลูกค้าที่สร้างผลกำไรให้กับเจ้าของที่ วันใดก็ตามที่หมดประโยชน์และให้ผลกำไรไม่มากเพียงพอ ก็ต้องถูกขับไล่ออกไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ลูกค้าใหม่ที่มีกำลังจ่ายสูงกว่า ให้เข้ามาอยู่แทนที่

แนวทางการพัฒนาเมืองเช่นนี้ไม่ได้มองคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ว่าเป็นมนุษย์หรือเป็นชุมชน แต่มองทุกคนว่ามีสถานะเป็นเพียงก้อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่หมดประโยชน์เมื่อไรก็ต้องไล่ทิ้งออกไป

กรณีนี้ชวนให้เราคิดถึงประเด็นที่กว้างออกไปว่าด้วย “สิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง” (Right to the city) ซึ่งแนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากนักคิดสายมาร์กซิสต์คนสำคัญคือ Henry Lefebvre ซึ่งพูดถึงสิทธิ์อันควรมีควรได้ของคนทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่เมือง ที่ควรมีสิทธิ์และอำนาจในการกำหนดทิศทางและอนาคตของเมืองได้ด้วยตัวเองอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น มิใช่มีเพียงแค่นายทุนหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจกำหนดอนาคตของเมือง (ดูรายละเอียดเพิ่มในหนังสือ Writings on cities ของ Henry Lefebvre)

บนฐานคิดเช่นนี้ แม้ทุกคนในชุมชนรอบศาลเจ้าแม่ทับทิมจะมีสถานะเป็นพียงผู้เช่า แต่ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง แสดงความเห็น ไปจนถึงมีอำนาจ (ไม่มากก็น้อย) ที่จะกำหนดแนวทางที่ควรจะเป็น ที่มีความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความเป็นชุมชนที่สั่งสมยาวนาน

รวมไปจนถึงสิทธิ์ในการต่อสู้และยืนหยัดที่จะรักษาสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของพื้นที่ (ตัวศาลเจ้าแม่ทับทิม) ให้คงอยู่เอาไว้ต่อไป

การพัฒนาพื้นที่เมืองที่ดี เป็นธรรม และเป็นเมืองสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง เราต้องไม่ให้น้ำหนักและอำนาจทั้งหมดแก่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียงด้านเดียว เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่เฉพาะของคนรวย กลายเป็นเมืองที่มองทุกอย่างแต่ในมิติของกำไรขาดทุน จนกลายเป็นเมืองที่กดขี่ ขูดรีด และเหลื่อมล้ำ

การตั้งเป้าหมายที่จะรื้อย้ายศาลเจ้าแม่ทับทิม โดยมิได้คำนึงถึงจิตวิญญาณ ความทรงจำ เครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ยึดโยงกันโดยมีตัวศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศูนย์กลาง คือตัวอย่างอันอัปลักษณ์ของการให้อำนาจที่มากเกินไปแก่นายทุนในการผูกขาดสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เมือง

ยิ่งในกรณีนี้ซึ่งที่ดินทั้งหมดเป็นของจุฬาฯ (ซึ่งโดยอุดมคติแล้วคือพื้นที่สาธารณะของคนไทยทุกคน) การเลือกที่จะพัฒนาที่ดินด้วยโมเดลธุรกิจแบบทุนนิยมสมบูรณ์ที่ไร้หัวใจเช่นนี้ ยิ่งทำให้เราควรหันมาตระหนักถึงประเด็นว่าด้วยสิทธิที่จะมีอำนาจในการกำหนดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของเมืองของคนกลุ่มอื่นให้มากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงผู้เช่าก็ตาม

ในทัศนะผม การต่อสู้เพื่อรักษาศาลเจ้าแม่ทับทิมเอาไว้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของผู้เช่าที่ดื้อดึงไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ แต่คือกรณีตัวอย่างที่สำคัญในการแสดงให้สังคมมองเห็นถึง “สิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง” ซึ่งสังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก

และหากศาลเจ้าแม่ทับทิมถูกรื้อ สิ่งที่จะสูญหายไปก็มิใช่แค่เพียงสถาปัตยกรรมแบบจีนที่มีอายุราว 50 กว่าปีเท่านั้น แต่คือการสูญหายไป (อีกครั้ง) ของ “สิทธิที่จะกำหนดอนาคตเมือง” ของคนกลุ่มอื่นในสังคมที่มิใช่นายทุน

ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวเนื่องกันและผมอยากพูดถึงก็คือ “ชนชั้นสร้างสรรค์” (creative class) หรือกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เป็นคนชั้นกลางระดับบน มีไลฟ์สไตล์ในแบบที่เรียกว่า “Street Level Culture” ที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ที่ผสมผสานกันระหว่างคาเฟ่ฮิปๆ แกลเลอรีเท่ๆ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ร้านอาหารเก๋ๆ ย่านที่มีกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ (ดูรายละเอียดเพิ่มในหนังสือ The Rise of the Creative Class โดย Richard Florida)

กล่าวอย่างรวบรัด คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเมืองกระแสหลักของสังคมไทยปัจจุบัน (เพราะมีกำลังซื้อสูงและให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคืนแก่นายทุนเร็ว) โดยไม่สนใจคนกลุ่มอื่นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำและมีวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างออกไป

ทิศทางการพัฒนาดังกล่าวสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะเร่งปรากฏการณ์ Gentrification ให้ขยายตัวมากขึ้น จะยิ่งทำให้การ displacement คนจนเมืองเกิดขึ้นอย่างมหาศาล และเพิ่มความเลื่อมล้ำอันแสนอัปลักษณ์ในพื้นที่เมืองให้เพิ่มสูงขึ้น

ซึ่งโครงการพัฒนาที่ดินเกือบทั้งหมดของจุฬาฯ โดย PMCU (กรณีที่ดินโดยรอบของศาลเจ้าแม่ทับทิมด้วยเช่นกัน) คือโครงการที่ถูกสร้างขึ้นบนฐานคิดเช่นนี้ ไม่ว่าจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

 

ผมพูดประเด็นนี้เพราะอยากสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่ม “ชนชั้นสร้างสรรค์” ในสังคมไทยที่ได้กลายมาเป็นเครื่องมือ (โดยตัวเองก็ไม่รู้ตัว) ของ Gentrification ที่ทาง PMCU กำลังสร้างขึ้นมา

ชนชั้นสร้างสรรค์ไทย จำเป็นต้องทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ และตระหนักถึงพลังอำนาจและความอันตรายของวิถีชีวิตของตนเองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลักไสชนชั้นแรงงานและคนจนเมืองออกจากย่านเก่า

หากชนชั้นสร้างสรรค์ไทยสามารถตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้บ้าง และเริ่มเป็นกระบอกเสียงให้กับชนชั้นอื่นดูบ้าง การพัฒนาย่านเก่าก็จะเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและเป็นธรรมมากขึ้นไม่มากก็น้อย โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากกรณีศาลเจ้าแม่ทับทิม

ขอย้ำอีกครั้งว่า อย่ามองกรณีนี้เป็นเรื่องของผู้เช่าที่ไร้สิทธิ์ ที่ดื้อดึงเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว กับ เจ้าของที่ดินที่มีสิทธิ์ทุกอย่างในการจะทำอะไรก็ได้

แต่จงมองกรณีนี้ว่าเป็นภาพสะท้อนของปัญหาอันใหญ่โตของการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างปรากฏการณ์ Gentrification ที่อันตรายกว่าที่หลายคนคิด, ปัญหาว่าด้วยการไร้ซึ่ง “สิทธิ์ที่จะกำหนดอนาคตเมือง” ของสังคมไทย และการตกเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองที่ไร้หัวใจ โดยไม่รู้ตัวของ “ชนชั้นสร้างสรรค์”

ความน่ากลัวที่มากเป็นเท่าทวีคูณของกรณีนี้ก็คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาที่ควรจะทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางปัญหาและเป็นผู้นำในการพัฒนาพื้นที่เมืองที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน แต่สุดท้ายกลับเลือกทางเดินที่ไม่ต่างจากนายทุนที่มุ่งหวังแต่ผลกำไรสูงสุด ปล่อยตัวเองให้ไหลลอยไปตามระบบทุนนิยมที่ไร้หัวใจ

 

สุดท้ายนี้ ผมอยากชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารคดี The Last Breath of Sam Yan เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้กำกับฯ, เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์ ผู้อำนวยการสร้าง ที่ได้เข้ามาตีแผ่และเผยให้คนนอกได้มีโอกาสเห็นแง่มุมอันอัปลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาเมืองที่ไร้รากและไร้จิตวิญญาณ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณนก -เพ็ญประภา พลอยสีสวย ผู้ดูแลศาลเจ้า (เจ้าของรางวัล “จิตร ภูมิศักดิ์” ด้านการขับเคลื่อนสังคม ประจำปี 2565) ที่ยืนหยัดรักษาจิตวิญญาณสุดท้ายของพื้นที่เอาไว้อย่างกล้าหาญแม้ว่าจะต้องถูกดำเดินคดี

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งที่คุณนกได้ทำไว้ได้สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนหลายคน และเป็นตัวอย่างชั้นดีในการต่อสู้และยืนหยัดในสิทธิที่จะมีอำนาจในการกำหนดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของเมือง

ซึ่งสถาปนิกและนักออกแบบชุมชนเมืองส่วนใหญ่ของสังคมไทย (แสร้ง) มองไม่เห็น

ใต้ภาพ

1-ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการพัฒนาเมืองแบบทุนนิยมที่ไร้หัวใจ

ที่มาภาพ : The Momentum https://themomentum.co/feature-tuptim-shrine/

2-คุณนก-เพ็ญประภา พลอยสีสวย ผู้ดูแลศาลเจ้า เจ้าของรางวัล “จิตร ภูมิศักดิ์” ด้านการขับเคลื่อนสังคม ประจำปี 2565

ที่มาภาพ : เพจ สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย I Student Council of Chulalongkorn University



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง