bg-single

เหตุใดการเพิ่มสวัสดิการ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่เป็นการเพิ่มความยั่งยืน ของระบบสวัสดิการในตัวเอง

06.06.2024

ในวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้รับคำเชิญจากกระทรวงแรงงานในฐานะตัวแทนของผู้ประกันตนประกันสังคม ให้บรรยายในประเด็นทิศทางการปรับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมในอนาคต

แม้ว่าจะเป็นหัวข้อที่ผมมีโอกาสบรรยาย และนำเสนอมาแล้วในหลายโอกาส แต่ครั้งนี้สิ่งที่ผมครุ่นคิดมากขึ้น

คือ เหตุใดสิ่งที่ควรเกิด ถึงมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราล่าช้า หรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

และแม้แต่ในแวดวงของคนที่พูดเรื่องสิทธิประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ใช่ฉันทามติว่า “ควรเพิ่มสิทธิประโยชน์สวัสดิการสำหรับประชาชน”

ในบทความนี้ผมขอพิจารณาถึงหลักการการโต้เถียงว่าด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์สวัสดิการ โฟกัสเฉพาะในประกันสังคม

 

เมื่อไม่นานมานี้ทางสำนักวิจัยของสำนักงานประกันสังคมได้นำข้อเสนอของฝั่งผู้ประกันตน ไปคำนวณผ่านหลักการคณิตศาสตร์ประกันภัย รวมถึงการรายงานข้อมูลที่มีการประเมินจากฝ่ายวิจัยเสนอต่อคณะกรรมการประกันสังคม

ซึ่งจะมีข้อมูลที่เราอาจจะคุ้นเคยในหน้าสื่อว่า กองทุนประกันสังคมจะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้เมื่อเวลาผ่านไประยะเวลาหนึ่ง และเงินอาจจะหมดกองทุนได้เมื่อเวลาผ่านไปตามกำหนดเวลา

ผมขอรายงานตามข้อมูลที่ได้รับคือ ถ้าตามสมมุติฐานปกติ เงินกองทุนจะเริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไปถึงปี 2587 และหมดในปี 2597 ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราการสมทบ ไม่ว่าจากผู้ประกันตน หรือจากรัฐ (ซึ่งรัฐนอกจากค้างสมทบหลายหมื่นล้าน แล้วยังสมทบในอัตราที่น้อยกว่าผู้ประกันตน และนายจ้างเสียอีก) การปรับเปลี่ยนสมการเหล่านี้ จะทำให้ประกันสังคมมีอายุยาวไปจนถึงปี 2632 หรืออีกมากกว่าครึ่งศตวรรษข้างหน้า

ซึ่งทุกท่านที่อ่านมติชนสุดสัปดาห์ในรูปแบบหน้ากระดาษ รวมถึงผมน่าจะเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว

ประเด็นของผมคือไม่ใช่ว่ากองทุนจะล่มเมื่อไร เพราะตามสมการ ถ้าคิดแบบคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างไรเสียกองทุนก็มีความเสี่ยงต่อการล่มได้ทั้งนั้น เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะป่วยมาก แก่มาก เกิดน้อย ฯลฯ และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นคุณลักษณะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ที่ไทยที่เดียว

ประเทศที่เก็บเงินสมทบมากกว่าเรา สิทธิประโยชน์เยอะกว่า คนแก่เยอะกว่า แรงงานเกิดใหม่น้อยกว่า ก็ล้วนเผชิญปัญหานี้มาก่อนเรา หนักกว่าเรา

แต่ก็ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของประชาชน

 

คําถามคือ ประกันสังคมเจ๊งได้หรือไม่

ในการศึกษาเรื่องสวัสดิการในชีวิตของผม ในหลากหลายประเทศ ผมบอกได้เลยว่า การที่ประเทศหนึ่งจะยกเลิกระบบสวัสดิการที่เกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมหาศาล ไม่ใช่เหตุผลเรื่องกำไรขาดทุน แต่คือ ฐานความคิดของผู้มีอำนาจในขณะนั้น

ยกตัวอย่าง รัฐสวัสดิการอังกฤษ ช่วงทศวรรษ 1950-1960 เจริญเติบโตได้ดี เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จำนวนมหาศาล วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการ

แต่มาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เลือกที่จะใช้งบประมาณกับการทำสงครามในดินแดนห่างไกล และตัดสวัสดิการการว่างงาน และสวัสดิการนมเด็กในโรงเรียน

รัฐสวัสดิการอังกฤษไม่ได้พังด้วยการที่สวัสดิการดีแล้วคนขี้เกียจทำงาน แต่เป็นเพราะเครือข่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ต้องการสวัสดิการเหล่านั้นต่างหาก

ผมลองเทียบเคียงตัวอย่างการบินไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่คนไทยส่วนมากไม่เคยได้ใช้ และเอาเข้าจริงก็ไม่ได้สำคัญกับเศรษฐกิจของไทยเท่าไรนัก แต่การบินไทยก็ไม่มีวี่แววถูกปล่อยให้เจ๊งได้

ดังนั้น การยึดติดกับสมการประกันสังคมจะขาดทุนจนเจ๊ง ผมคิดว่าเป็นการมองมิตินโยบายสาธารณะที่แยกขาดออกจากอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมือง หรือการบอกว่าสังคมเราควรจะเป็นอะไร และมีอะไรบ้าง สำหรับผู้คน และมองข้ามสมการใหม่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้

 

ปัญหานี้มีทุกประเทศ Gladden Pappin และ Maria Molla ได้เผยแพร่ความคิดตัวทวีคูณทางสังคม จากนโยบายสวัสดิการครอบครัว ผ่านเว็บไซต์ของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยย้ำให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการส่วนมากมักใช้สมการด้านเดียวในการบอกว่านโยบายที่ดีควรจะเป็นอย่างไร

และมักจั่วหัวว่า ทุก “นโยบายสวัสดิการ” สร้างภาระโดยละเลยข้อเท็จจริงว่า นโยบายสวัสดิการสร้างรายได้กลับมาสู่ประเทศแบบเห็นได้ชัด

โดยชี้ให้เห็นถึงว่า นโยบายครอบครัวมีตัวทวีคูณถึง 1.2 เท่า กล่าวคือ หากเราใช้จ่ายนโยบายที่เกี่ยวกับนโยบายสวัสดิการสำหรับครอบครัว 1 ล้านบาท จะสามารถทำให้รัฐเก็บภาษีได้ 1.2 ล้านบาท

และนโยบายบำนาญ นอกจากมีตัวทวีคูณที่ 1.45 ทุกจำนวนที่จ่ายไปที่มีมูลค่าเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำในสังคมนั้นๆ ก็สามารถสร้างงานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นได้ 1 อัตรา และทำให้รายได้จากภาษี หรือการประกันสังคมต่างๆ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ต่างกันไปด้วยเช่นกัน

เมื่อพูดเป็นตัวเลขอาจไม่เห็นภาพ แต่หากเราสามารถเพิ่มเงินเลี้ยงดูเด็ก ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 800 บาทต่อเดือนสำหรับสิทธิประกันสังคม ให้เป็น 1,000 บาท 200 บาทที่เพิ่มขึ้นมันสำคัญอย่างไร หากมันเป็น 200 บาทที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องไปกู้นอกระบบ 200 บาทนี้ก็อาจมีค่าเหมือนกับ 500 บาท

ในเวลาไม่กี่เดือน 200 บาทนี้หากสามารถทำให้แม่คนหนึ่งไม่ต้องขโมยนมผงในร้านสะดวกซื้อ พวกเขาก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย

200 บาทนี้หากทำให้พ่อทำ OT น้อยลงใน 1 เดือน มันก็เป็นผลพลอยได้ต่อสังคม รายได้และครอบครัวอีกมากมาย

 

ประกันสังคมไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่วางอยู่บนฐานเงินใครเงินมัน ไม่สามารถมองผ่านการพยากรณ์ของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยโดดๆ หรือเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก มากกว่าสมการเดียวที่กองทุนต้องรัดเข็มขัดและไม่สามารถดูแลคนได้อีกต่อไป

การสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลาย จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่ม หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ เพราะมันกลับมาที่คำถามใหญ่

และสำคัญว่า “สังคมแบบไหนที่เราอยากให้เห็นต่อไปในอนาคต” เราก็จะใช้ทรัพยากร ความรู้เพื่อออกแบบสังคมนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง