เหตุใดการเพิ่มสวัสดิการ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่เป็นการเพิ่มความยั่งยืน ของระบบสวัสดิการในตัวเอง

ในวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้รับคำเชิญจากกระทรวงแรงงานในฐานะตัวแทนของผู้ประกันตนประกันสังคม ให้บรรยายในประเด็นทิศทางการปรับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมในอนาคต
แม้ว่าจะเป็นหัวข้อที่ผมมีโอกาสบรรยาย และนำเสนอมาแล้วในหลายโอกาส แต่ครั้งนี้สิ่งที่ผมครุ่นคิดมากขึ้น
คือ เหตุใดสิ่งที่ควรเกิด ถึงมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราล่าช้า หรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
และแม้แต่ในแวดวงของคนที่พูดเรื่องสิทธิประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ใช่ฉันทามติว่า “ควรเพิ่มสิทธิประโยชน์สวัสดิการสำหรับประชาชน”
ในบทความนี้ผมขอพิจารณาถึงหลักการการโต้เถียงว่าด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์สวัสดิการ โฟกัสเฉพาะในประกันสังคม
เมื่อไม่นานมานี้ทางสำนักวิจัยของสำนักงานประกันสังคมได้นำข้อเสนอของฝั่งผู้ประกันตน ไปคำนวณผ่านหลักการคณิตศาสตร์ประกันภัย รวมถึงการรายงานข้อมูลที่มีการประเมินจากฝ่ายวิจัยเสนอต่อคณะกรรมการประกันสังคม
ซึ่งจะมีข้อมูลที่เราอาจจะคุ้นเคยในหน้าสื่อว่า กองทุนประกันสังคมจะมีรายจ่ายมากกว่ารายได้เมื่อเวลาผ่านไประยะเวลาหนึ่ง และเงินอาจจะหมดกองทุนได้เมื่อเวลาผ่านไปตามกำหนดเวลา
ผมขอรายงานตามข้อมูลที่ได้รับคือ ถ้าตามสมมุติฐานปกติ เงินกองทุนจะเริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไปถึงปี 2587 และหมดในปี 2597 ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราการสมทบ ไม่ว่าจากผู้ประกันตน หรือจากรัฐ (ซึ่งรัฐนอกจากค้างสมทบหลายหมื่นล้าน แล้วยังสมทบในอัตราที่น้อยกว่าผู้ประกันตน และนายจ้างเสียอีก) การปรับเปลี่ยนสมการเหล่านี้ จะทำให้ประกันสังคมมีอายุยาวไปจนถึงปี 2632 หรืออีกมากกว่าครึ่งศตวรรษข้างหน้า
ซึ่งทุกท่านที่อ่านมติชนสุดสัปดาห์ในรูปแบบหน้ากระดาษ รวมถึงผมน่าจะเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว
ประเด็นของผมคือไม่ใช่ว่ากองทุนจะล่มเมื่อไร เพราะตามสมการ ถ้าคิดแบบคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างไรเสียกองทุนก็มีความเสี่ยงต่อการล่มได้ทั้งนั้น เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะป่วยมาก แก่มาก เกิดน้อย ฯลฯ และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นคุณลักษณะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ที่ไทยที่เดียว
ประเทศที่เก็บเงินสมทบมากกว่าเรา สิทธิประโยชน์เยอะกว่า คนแก่เยอะกว่า แรงงานเกิดใหม่น้อยกว่า ก็ล้วนเผชิญปัญหานี้มาก่อนเรา หนักกว่าเรา
แต่ก็ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของประชาชน
คําถามคือ ประกันสังคมเจ๊งได้หรือไม่
ในการศึกษาเรื่องสวัสดิการในชีวิตของผม ในหลากหลายประเทศ ผมบอกได้เลยว่า การที่ประเทศหนึ่งจะยกเลิกระบบสวัสดิการที่เกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมหาศาล ไม่ใช่เหตุผลเรื่องกำไรขาดทุน แต่คือ ฐานความคิดของผู้มีอำนาจในขณะนั้น
ยกตัวอย่าง รัฐสวัสดิการอังกฤษ ช่วงทศวรรษ 1950-1960 เจริญเติบโตได้ดี เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จำนวนมหาศาล วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการ
แต่มาร์กาเรต แทตเชอร์ ก็เลือกที่จะใช้งบประมาณกับการทำสงครามในดินแดนห่างไกล และตัดสวัสดิการการว่างงาน และสวัสดิการนมเด็กในโรงเรียน
รัฐสวัสดิการอังกฤษไม่ได้พังด้วยการที่สวัสดิการดีแล้วคนขี้เกียจทำงาน แต่เป็นเพราะเครือข่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ต้องการสวัสดิการเหล่านั้นต่างหาก
ผมลองเทียบเคียงตัวอย่างการบินไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่คนไทยส่วนมากไม่เคยได้ใช้ และเอาเข้าจริงก็ไม่ได้สำคัญกับเศรษฐกิจของไทยเท่าไรนัก แต่การบินไทยก็ไม่มีวี่แววถูกปล่อยให้เจ๊งได้
ดังนั้น การยึดติดกับสมการประกันสังคมจะขาดทุนจนเจ๊ง ผมคิดว่าเป็นการมองมิตินโยบายสาธารณะที่แยกขาดออกจากอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมือง หรือการบอกว่าสังคมเราควรจะเป็นอะไร และมีอะไรบ้าง สำหรับผู้คน และมองข้ามสมการใหม่ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
ปัญหานี้มีทุกประเทศ Gladden Pappin และ Maria Molla ได้เผยแพร่ความคิดตัวทวีคูณทางสังคม จากนโยบายสวัสดิการครอบครัว ผ่านเว็บไซต์ของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยย้ำให้เห็นว่า นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการส่วนมากมักใช้สมการด้านเดียวในการบอกว่านโยบายที่ดีควรจะเป็นอย่างไร
และมักจั่วหัวว่า ทุก “นโยบายสวัสดิการ” สร้างภาระโดยละเลยข้อเท็จจริงว่า นโยบายสวัสดิการสร้างรายได้กลับมาสู่ประเทศแบบเห็นได้ชัด
โดยชี้ให้เห็นถึงว่า นโยบายครอบครัวมีตัวทวีคูณถึง 1.2 เท่า กล่าวคือ หากเราใช้จ่ายนโยบายที่เกี่ยวกับนโยบายสวัสดิการสำหรับครอบครัว 1 ล้านบาท จะสามารถทำให้รัฐเก็บภาษีได้ 1.2 ล้านบาท
และนโยบายบำนาญ นอกจากมีตัวทวีคูณที่ 1.45 ทุกจำนวนที่จ่ายไปที่มีมูลค่าเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำในสังคมนั้นๆ ก็สามารถสร้างงานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นได้ 1 อัตรา และทำให้รายได้จากภาษี หรือการประกันสังคมต่างๆ เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ต่างกันไปด้วยเช่นกัน
เมื่อพูดเป็นตัวเลขอาจไม่เห็นภาพ แต่หากเราสามารถเพิ่มเงินเลี้ยงดูเด็ก ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 800 บาทต่อเดือนสำหรับสิทธิประกันสังคม ให้เป็น 1,000 บาท 200 บาทที่เพิ่มขึ้นมันสำคัญอย่างไร หากมันเป็น 200 บาทที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องไปกู้นอกระบบ 200 บาทนี้ก็อาจมีค่าเหมือนกับ 500 บาท
ในเวลาไม่กี่เดือน 200 บาทนี้หากสามารถทำให้แม่คนหนึ่งไม่ต้องขโมยนมผงในร้านสะดวกซื้อ พวกเขาก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย
200 บาทนี้หากทำให้พ่อทำ OT น้อยลงใน 1 เดือน มันก็เป็นผลพลอยได้ต่อสังคม รายได้และครอบครัวอีกมากมาย
ประกันสังคมไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่วางอยู่บนฐานเงินใครเงินมัน ไม่สามารถมองผ่านการพยากรณ์ของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยโดดๆ หรือเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก มากกว่าสมการเดียวที่กองทุนต้องรัดเข็มขัดและไม่สามารถดูแลคนได้อีกต่อไป
การสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลาย จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่ม หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ เพราะมันกลับมาที่คำถามใหญ่
และสำคัญว่า “สังคมแบบไหนที่เราอยากให้เห็นต่อไปในอนาคต” เราก็จะใช้ทรัพยากร ความรู้เพื่อออกแบบสังคมนั้น
