
นักศึกษาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (สังกัดกรมศิลปากร) 59 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2508 รวมตัวยกขบวนไปร้องเรียนจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ช่วยออกแรงสั่งการปรับปรุงการบริหารการเรียนการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้มีมากกว่าเดิม
ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2509 ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี ลดการเดินทางต่างประเทศ เพื่อใช้เวลาทั้งหมดปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งการเรียนการสอนของคณะโบราณคดีที่มี 2 ส่วนกว้างๆ คือ วิชาหลักและวิชาประกอบ
วิชาหลัก คือ วิชาโบราณคดีและวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ
วิชาโบราณคดีเน้นเทคนิคการขุดค้นปีละครั้ง โดยไม่มีศึกษานอกสถานที่ และไม่มีฝึกฝนการสำรวจแหล่งโบราณคดี แต่มีเรียนในห้องด้วยการจดตามคำบอก
วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ สอนตามหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ [พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2469 (98 ปีที่แล้ว)] ที่แบ่งยุคศิลปะของไทยเป็น 7 สมัย
วิชาประกอบ มีหลายอย่างไม่ตายตัว
ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล แสวงหาอาจารย์ใหม่และเชิญผู้สอนจากหน่วยราชการและสถาบันอื่นมาเป็นอาจารย์พิเศษ ดังนี้
(1.) รับอาจารย์ใหม่ 1 คน สอนวิชาก่อนประวัติศาสตร์ และการขุดค้นทางโบราณคดี (ตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา)
(2.) เชิญผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยราชการ เช่น กระทรวงศึกษา, กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการต่างๆ
(3.) เพิ่มวิชามานุษยวิทยา ด้วยการเชิญอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากจุฬาฯ มาสอน (ตามการเรียกร้องของนักศึกษา)
แต่ความพยายามพัฒนาการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าทันสมัยหลายเรื่องถูกคัดค้านจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่งซึ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
ต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่
ภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ทางอากาศ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ (สมัยนั้น) ไม่เคยใช้มาก่อนทางโบราณคดี
อาจารย์คนหนึ่งเสนอให้คณะโบราณคดีนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการเรียนการสอนทางการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี เพราะมีประโยชน์มากและประหยัดเวลามาก ที่อำนวยความสะดวกการสืบค้นชุมชนและเมืองโบราณซึ่งมีมากทั่วประเทศ และยังไม่มีการสำรวจจริงจังมาก่อน
แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ที่รวมตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนโบราณคดี (แต่หลังจากนั้นอีกนานหลายปีจึงยอมรับ และนิยมอย่างสูงจนปัจจุบัน)
ต่อต้านวิชามานุษยวิทยา
โบราณคดีเป็นวิชาสาขาหนึ่งของมานุษยวิทยาในทางสากล หมายความว่ามานุษยวิทยาเป็นวิชาหลัก หรือเป็นแกนนำ ส่วนโบราณคดีเป็นวิชาสาขาหนึ่งของมานุษยวิทยา (ซึ่งมีหลายสาขา)
อาจารย์คนหนึ่งแนะนำให้คณะโบราณคดี มีการเรียนการสอนมานุษยวิทยาในแนวคิดและทฤษฎี เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าศึกษาวิจัยทางโบราณคดีให้มีแนวคิดกว้างขวางเป็นสากล และสามารถสร้างนิยามกับคำอธิบายหลักฐานโบราณคดีที่พบจำนวนมากและพบเรื่อยๆ
แต่ครั้งนั้นถูกต่อต้านอย่างแข็งแรงจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างว่าโบราณคดีแบบไทยๆ ไม่ต้องมีมานุษยวิทยาก็อธิบายได้ (หลังจากนั้นมีการไกล่เกลี่ย, ต่อรอง, ตกลง, กลับคำ และมีพฤติกรรมหักหลังอีกหลายระลอก กระทั่งมีภาควิชามานุษยวิทยาสืบจนปัจจุบัน)

“ไหว้ครูช่าง” ตามประเพณี [ในภาพ-หลวงวิศาลศิลปกรรม กำลังเจิมนักศึกษาใหม่คณะโบราณคดี (60 ปีที่แล้ว) พ.ศ.2507 ในพิธีไหว้ครูที่ท้องพระโรง วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ภาพจากอัลบั้มส่วนตัวของ ทรงศิริ สุวรรณศร โบราณคดี 2507)]
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม ทั้งในไทยและในสากล เมื่อ พ.ศ.2508 มีส่วนสำคัญกระตุ้นให้นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมตัวกันเรียกร้องการเรียนการสอนที่แข็งแรงทางวิชาการอย่างเป็นระบบสากลโดยรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสังคมนอกมหาวิทยาลัยตั้งแต่ก่อนหน้านั้น (สมัยเรียนมัธยมปลาย) เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่โบราณคดีไม่เปลี่ยนแปลง
กรุงเทพฯ ขณะนั้น มีความเคลื่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ ดังนี้
(1.) “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” วารสารราย 3 เดือน ของสมาคมสังคมศาสตร์ โดยมีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อวงการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทั่วประเทศ (2.) “7 สถาบัน” รายสะดวก เป็นวารสารของนักศึกษา 7 มหาวิทยาลัย รวมตัวกันจัดทำออกมา ซึ่งมีนักศึกษาจากคณะโบราณคดีร่วมด้วย (3.) “เล่มละบาท” หนังสือผลิตโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ขายเล่มละ 1 บาท แหล่งขายใหญ่สุดอยู่ประตูท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเกือบทุกสัปดาห์
ครั้งนั้นนักศึกษาโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง เพิ่งเรียนปี 1 พ.ศ. (2507) จัดทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “หนุ่มสยาม” เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลข่าวสารก้าวหน้ากับเพื่อนมิตรต่างมหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป
เหล่านี้เป็นพยานให้เห็นความกระตือรือร้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักนักเรียนนิสิตนักศึกษาทั้งทั่วประเทศ และในคณะโบราณคดีขณะนั้น
แต่การสอนของอาจารย์ในคณะโบราณคดีไม่สอดคล้องกับสังคมที่เปิดกว้างทางการแสวงหาข้อมูลความรู้ของสังคมนอกมหาวิทยาลัย ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ท่องจำ ห้ามสงสัย
นักศึกษาท่องจำตามคำสอนของอาจารย์อย่างเคร่งครัด-ห้ามทักท้วงถกเถียง-ห้ามสงสัยข้อมูลความรู้ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะห้ามแตะต้องโดยขาดความเคารพในงานค้นคว้าของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ทุกคนต้องถือว่าข้อมูลความรู้เหล่านั้น “ยุติ” ถูกต้องที่สุดแล้ว จะสงสัยโต้แย้งมิได้
อาจารย์ “บอก” (ไม่บรรยาย) ข้อมูลความรู้ให้นักศึกษาจดไปท่องจำ มี 2 วิธี (1.) อาจารย์เขียนบนกระดานดำด้วยชอล์กขาว ให้นักศึกษาจดตาม และ (2.) อาจารย์บอกทีละวรรค ให้นักศึกษาจดตามคำบอก
ข้อมูลที่อาจารย์เขียนบนกระดานดำหรือบอกให้จด ทั้งหมดมีอยู่ในสมุดของอาจารย์ (ที่จดมาอีกทอดหนึ่งสมัยเป็นนักศึกษา แล้วเก็บไว้ใช้งานต่อ โดยไม่มีค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม?) สมัยนั้นรับคนจบปริญญาตรีสอนปริญญาตรี
วิชาก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2507 อาจารย์สั่งให้นักศึกษาทุกคนซื้อหนังสือ ภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ชื่อ FOSSIL (ราคาแพงมาก พิมพ์จากเมืองนอก มีขายแห่งเดียวที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา วังบูรพา) แต่พอถึงชั่วโมงเรียน ไม่ได้เรียนเนื้อหาเล่มนี้ จนหมดปีการศึกษาก็ไม่ได้ใช้งานเล่มนี้เลย
บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เอื้อต่อความต้องการของนักศึกษาสมัยนั้น จึงกระตุ้นนักศึกษากลุ่มหนึ่งคณะโบราณคดีต้องพึ่งพาตนเองด้วยการควักทุนส่วนตัวรวมกันจัดตั้ง “ชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี” ไปแสวงหาข้อมูลความรู้จากชุมชนท้องถิ่นห่างไกลช่วงปิดเทอมหรือช่วงปิดเรียนในสถานการณ์พิเศษ •
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
