bg-single

ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในโบราณคดี

14.07.2024

นักศึกษาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (สังกัดกรมศิลปากร) 59 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2508 รวมตัวยกขบวนไปร้องเรียนจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ช่วยออกแรงสั่งการปรับปรุงการบริหารการเรียนการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้มีมากกว่าเดิม

ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2509 ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี ลดการเดินทางต่างประเทศ เพื่อใช้เวลาทั้งหมดปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งการเรียนการสอนของคณะโบราณคดีที่มี 2 ส่วนกว้างๆ คือ วิชาหลักและวิชาประกอบ

วิชาหลัก คือ วิชาโบราณคดีและวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ

วิชาโบราณคดีเน้นเทคนิคการขุดค้นปีละครั้ง โดยไม่มีศึกษานอกสถานที่ และไม่มีฝึกฝนการสำรวจแหล่งโบราณคดี แต่มีเรียนในห้องด้วยการจดตามคำบอก

วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ สอนตามหนังสือตำนานพระพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ [พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2469 (98 ปีที่แล้ว)] ที่แบ่งยุคศิลปะของไทยเป็น 7 สมัย

วิชาประกอบ มีหลายอย่างไม่ตายตัว

ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล แสวงหาอาจารย์ใหม่และเชิญผู้สอนจากหน่วยราชการและสถาบันอื่นมาเป็นอาจารย์พิเศษ ดังนี้

(1.) รับอาจารย์ใหม่ 1 คน สอนวิชาก่อนประวัติศาสตร์ และการขุดค้นทางโบราณคดี (ตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา)

(2.) เชิญผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยราชการ เช่น กระทรวงศึกษา, กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการต่างๆ

(3.) เพิ่มวิชามานุษยวิทยา ด้วยการเชิญอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากจุฬาฯ มาสอน (ตามการเรียกร้องของนักศึกษา)

แต่ความพยายามพัฒนาการเรียนการสอนให้ก้าวหน้าทันสมัยหลายเรื่องถูกคัดค้านจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่งซึ่งต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

 

ต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่

ภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ทางอากาศ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ (สมัยนั้น) ไม่เคยใช้มาก่อนทางโบราณคดี

อาจารย์คนหนึ่งเสนอให้คณะโบราณคดีนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการเรียนการสอนทางการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี เพราะมีประโยชน์มากและประหยัดเวลามาก ที่อำนวยความสะดวกการสืบค้นชุมชนและเมืองโบราณซึ่งมีมากทั่วประเทศ และยังไม่มีการสำรวจจริงจังมาก่อน

แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่ง ที่รวมตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนโบราณคดี (แต่หลังจากนั้นอีกนานหลายปีจึงยอมรับ และนิยมอย่างสูงจนปัจจุบัน)

 

ต่อต้านวิชามานุษยวิทยา

โบราณคดีเป็นวิชาสาขาหนึ่งของมานุษยวิทยาในทางสากล หมายความว่ามานุษยวิทยาเป็นวิชาหลัก หรือเป็นแกนนำ ส่วนโบราณคดีเป็นวิชาสาขาหนึ่งของมานุษยวิทยา (ซึ่งมีหลายสาขา)

อาจารย์คนหนึ่งแนะนำให้คณะโบราณคดี มีการเรียนการสอนมานุษยวิทยาในแนวคิดและทฤษฎี เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าศึกษาวิจัยทางโบราณคดีให้มีแนวคิดกว้างขวางเป็นสากล และสามารถสร้างนิยามกับคำอธิบายหลักฐานโบราณคดีที่พบจำนวนมากและพบเรื่อยๆ

แต่ครั้งนั้นถูกต่อต้านอย่างแข็งแรงจากอาจารย์โบราณคดีกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างว่าโบราณคดีแบบไทยๆ ไม่ต้องมีมานุษยวิทยาก็อธิบายได้ (หลังจากนั้นมีการไกล่เกลี่ย, ต่อรอง, ตกลง, กลับคำ และมีพฤติกรรมหักหลังอีกหลายระลอก กระทั่งมีภาควิชามานุษยวิทยาสืบจนปัจจุบัน)

“ไหว้ครูช่าง” ตามประเพณี [ในภาพ-หลวงวิศาลศิลปกรรม กำลังเจิมนักศึกษาใหม่คณะโบราณคดี (60 ปีที่แล้ว) พ.ศ.2507 ในพิธีไหว้ครูที่ท้องพระโรง วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ภาพจากอัลบั้มส่วนตัวของ ทรงศิริ สุวรรณศร โบราณคดี 2507)]

ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม ทั้งในไทยและในสากล เมื่อ พ.ศ.2508 มีส่วนสำคัญกระตุ้นให้นักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมตัวกันเรียกร้องการเรียนการสอนที่แข็งแรงทางวิชาการอย่างเป็นระบบสากลโดยรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสังคมนอกมหาวิทยาลัยตั้งแต่ก่อนหน้านั้น (สมัยเรียนมัธยมปลาย) เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่โบราณคดีไม่เปลี่ยนแปลง

กรุงเทพฯ ขณะนั้น มีความเคลื่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ ดังนี้

(1.) “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” วารสารราย 3 เดือน ของสมาคมสังคมศาสตร์ โดยมีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อวงการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทั่วประเทศ (2.) “7 สถาบัน” รายสะดวก เป็นวารสารของนักศึกษา 7 มหาวิทยาลัย รวมตัวกันจัดทำออกมา ซึ่งมีนักศึกษาจากคณะโบราณคดีร่วมด้วย (3.) “เล่มละบาท” หนังสือผลิตโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ขายเล่มละ 1 บาท แหล่งขายใหญ่สุดอยู่ประตูท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเกือบทุกสัปดาห์

ครั้งนั้นนักศึกษาโบราณคดีกลุ่มหนึ่ง เพิ่งเรียนปี 1 พ.ศ. (2507) จัดทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “หนุ่มสยาม” เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลข่าวสารก้าวหน้ากับเพื่อนมิตรต่างมหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป

เหล่านี้เป็นพยานให้เห็นความกระตือรือร้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักนักเรียนนิสิตนักศึกษาทั้งทั่วประเทศ และในคณะโบราณคดีขณะนั้น

แต่การสอนของอาจารย์ในคณะโบราณคดีไม่สอดคล้องกับสังคมที่เปิดกว้างทางการแสวงหาข้อมูลความรู้ของสังคมนอกมหาวิทยาลัย ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

ท่องจำ ห้ามสงสัย

นักศึกษาท่องจำตามคำสอนของอาจารย์อย่างเคร่งครัด-ห้ามทักท้วงถกเถียง-ห้ามสงสัยข้อมูลความรู้ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะห้ามแตะต้องโดยขาดความเคารพในงานค้นคว้าของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ทุกคนต้องถือว่าข้อมูลความรู้เหล่านั้น “ยุติ” ถูกต้องที่สุดแล้ว จะสงสัยโต้แย้งมิได้

อาจารย์ “บอก” (ไม่บรรยาย) ข้อมูลความรู้ให้นักศึกษาจดไปท่องจำ มี 2 วิธี (1.) อาจารย์เขียนบนกระดานดำด้วยชอล์กขาว ให้นักศึกษาจดตาม และ (2.) อาจารย์บอกทีละวรรค ให้นักศึกษาจดตามคำบอก

ข้อมูลที่อาจารย์เขียนบนกระดานดำหรือบอกให้จด ทั้งหมดมีอยู่ในสมุดของอาจารย์ (ที่จดมาอีกทอดหนึ่งสมัยเป็นนักศึกษา แล้วเก็บไว้ใช้งานต่อ โดยไม่มีค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม?) สมัยนั้นรับคนจบปริญญาตรีสอนปริญญาตรี

วิชาก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2507 อาจารย์สั่งให้นักศึกษาทุกคนซื้อหนังสือ ภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ชื่อ FOSSIL (ราคาแพงมาก พิมพ์จากเมืองนอก มีขายแห่งเดียวที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา วังบูรพา) แต่พอถึงชั่วโมงเรียน ไม่ได้เรียนเนื้อหาเล่มนี้ จนหมดปีการศึกษาก็ไม่ได้ใช้งานเล่มนี้เลย

บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เอื้อต่อความต้องการของนักศึกษาสมัยนั้น จึงกระตุ้นนักศึกษากลุ่มหนึ่งคณะโบราณคดีต้องพึ่งพาตนเองด้วยการควักทุนส่วนตัวรวมกันจัดตั้ง “ชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี” ไปแสวงหาข้อมูลความรู้จากชุมชนท้องถิ่นห่างไกลช่วงปิดเทอมหรือช่วงปิดเรียนในสถานการณ์พิเศษ •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง
ยุคสมัยอันว่างเปล่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)