bg-single

สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)

08.06.2026

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

นี่คือเรื่องราวของ Amyris, Zymergen และ Ginkgo Bioworks สามสตาร์ตอัพดาวรุ่งแห่งวงการชีววิทยาสังเคราะห์ ที่ล้มตายไปแล้วหนึ่ง และยังโคม่าอาการหนักอยู่อีกสอง

ความเดิมจากตอนก่อน เราทิ้งท้ายกันด้วยคำถามว่ามีเคสธุรกิจอะไรบ้างที่วงการชีววิทยาสังเคราะห์จะเคลมความสำเร็จได้เต็มปาก

ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราเห็นความก้าวหน้าทางวิทยาการมากมายในวงการไบโอเทค แต่ที่ออกตลาดสร้างผลกระทบสะเทือนโลกแทบทั้งหมดก็ยังคงจำกัดอยู่ในสายเภสัชกรรมและการแพทย์

ส่วนวงการอื่นอย่างเกษตรอาหาร วัสดุชีวภาพ และเชื้อเพลิง แม้ยังมีสตาร์ตอัพที่น่าสนใจโผล่ออกมาให้เห็นในข่าวเรื่อยๆ ก็ยังคงยึดครองเพียงตลาดแคบๆ ที่จำเพาะ

ความใฝ่ฝันของนักชีววิทยาสังเคราะห์ยุคบุกเบิกอยากเห็น “โรงงานเซลล์ (cell factory)” หรือ “เซลล์อัจฉริยะ (smart cell)” ที่ทำงานได้สารพัดอย่าง

ใฝ่ฝันจะเป็นบริษัทเป็นแพลตฟอร์มอย่าง Microsoft, Apple, Google, Amazon แห่งวงการเทคฯ ที่ไปแทรกซึมอยู่กับทุกอุตสาหกรรรมและการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนค่อนโลก

Amyris, Zymergen และ Ginkgo กำเนิดขึ้นมาด้วยความฝันแบบนั้น ปั้นมาด้วยมือของนักชีววิทยาสังเคราะห์ที่หลายคนยกย่องให้เป็นตัวบิดาแห่งวงการ

เรื่องราวของการทะยานสูงและร่วงหล่นของสามอดีตดาวรุ่งนี้เป็นบทเรียนสำคัญของนักวิจัย นักธุรกิจ และนักลงทุนแห่งวงการไบโอเทค

Synthetic Biology กับการมองเซลล์เหมือนวงจรไฟฟ้า
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

Amyris พี่ใหญ่สุด ก่อตั้งในปี 2003 ในช่วงเวลาที่วงการชีววิทยาสังเคราะห์เพิ่งเริ่มต้น Jay Keasling ผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นอาจารย์นักวิจัยจาก University of California Berkeley ด้านวิศวกรรมเคมี คือหนึ่งในหัวหอกผลักดัน SynBERC (Synthetic Biology Research Center) สมาคมชีววิทยาสังเคราะห์แห่งแรกของสหรัฐและของโลก

ใครที่เคยติดตามอ่านประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคและชีววิทยาสังเคราะห์อาจจะพอจำเรื่องกำเนิดศาสตร์วิศวกรรมเมแทบอลิซึม (metabolic engineering) ช่วงยุค 1990 และชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ช่วงยุค 2000 ตามเส้นประวัติศาสตร์แล้ว กลุ่มบุกเบิกงาน metabolic engineering ส่วนมากเป็นวิศวกรเคมีที่มองเซลล์เป็นเสมือนโรงงาน (cell as a factory) ที่เราต้องออกแบบสายการผลิต ขณะที่ผู้บุกเบิก synthetic biology หลายคนเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่มองเซลล์เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์ (cell as computer) ที่เราสามารถโปรแกรม ออกแบบชิ้นส่วนมาตรฐาน ประกอบวงจรให้ทำงานต่างๆ ตามที่เราต้องการ

ช่วงแรกๆ นั้นแก๊ง synthetic biology ผู้มาทีหลังนั้นไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าแก๊ง metabolic engineering ที่มาก่อน ถูกมองว่าการอุปมาอุปไมยเซลล์เป็นคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไร และก็ยังเห็นภาพไม่ชัดว่าการประยุกต์ใช้ปลายทางของการโปรแกรมเซลล์อัจฉริยะแบบโปรแกรมหุ่นยนต์นั้นจะเป็นอะไร ในมุมของนัก metabolic engineering เซลล์คือระบบเคมีไม่ใช่ไฟฟ้า และการประยุกต์ใช้ที่พอจับต้องได้ก็คือให้มันผลิตสารเคมีออกมาให้เราใช้แบบที่วงการนี้ทำกันมาตั้งแต่ยุค 1990

ความพิเศษคือ Keasling เขาเติบโตในสายงานวิจัยมาแบบนักวิศวกรเคมีในแก๊ง metabolic engineering มองเซลล์เป็นโรงงานผลิตสาร แต่ก็ยังเชื่อว่าการหยิบยืมแนวคิดแบบวิศวกรไฟฟ้านั้นก็ยังเป็นประโยชน์ และเห็นด้วยกับแก๊ง synthetic biology ยุคบุกเบิกว่าเราควรจะทำชีววิทยาให้ง่ายต่อการวิศวกรรมมากกว่านี้ (“making biology easier to engineer”) เห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ที่ว่าวันหนึ่งเราจะสามารถโปรแกรมเซลล์ให้ทำงานสารพัดอย่างได้ง่ายดายเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

บทบาทสำคัญของ Keasling ทั้งฝั่งงานวิจัย การกำหนดนโยบายและทิศทางของ SynBERC และสตาร์ตอัพที่ชื่อ Amyris จึงเป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างวงการ metabolic engineering กับ synthetic biology จนถึงตอนนี้สองทศวรรษให้หลังเวลาคนทั่วไปพูดถึง synthetic biology ก็มักจะรวมเอางาน metabolic engineering รวมไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย

Jay Keasling ผู้ก่อตั้ง Amyris และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวงการ metabolic engineering กับ synthetic biology ยุคแรกเริ่ม
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

Amyris คือบริษัทไบโอเทคที่วิศวกรรมจุลินทรีย์ให้สารมีมูลค่าออกมาขาย สารที่ว่าจะเป็นอะไรขึ้นกับฐานเทคโนโลยีที่มีและความต้องการตลาดขณะนั้น ผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจของ Amyris จึงเปลี่ยนไปหลายครั้งตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา

โปรเจ็กต์เรือธงที่สร้างชื่อให้ Amyris และวงการชีววิทยาสังเคราะห์ยุคแรกเริ่มคือการวิศวกรรมโรงงานเซลล์จุลินทรีย์ให้ผลิต artemisinic acid สารตั้งต้นของ artemisinin ยาต้านมาลาเรียตัวหลักที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของคนนับล้านในพื้นที่การระบาดในประเทศยากจนเขตร้อน

โปรเจ็กต์ artemisinin นั้นมีครบสูตรโครงการลูกรักของวงการ ตั้งแต่เป้าหมายปลายทางที่สร้างผลกระทบระดับโลกชัดเจน โจทย์เทคโนโลยีที่ท้าทายเพราะวิถีเมแทบอลิซึมการสังเคราะห์นั้นซับซ้อนยาวเหยียด เงินอุดหนุนหลักหลายสิบล้านจากมูลนิธิชั้นนำอย่าง Gates Foundation และมีพันธมิตรเอกชนอย่าง Sanofi บริษัทยาเจ้าใหญ่เตรียมรับช่วงต่อดันผลิตภัณฑ์ออกตลาด

โครงการแนวนี้แม้ออกแนวเน้นคุณธรรมกู้โลกไม่เน้นฟันกำไร แต่ก็เป็นชื่อที่ใครๆ อ้างถึงได้ว่านี่แหละคือผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอย่างแรกของวงการชีววิทยาสังเคราะห์

ระหว่างที่งาน artemisinin ดำเนินไป Amyris ก็ยังมีงานวิศวกรรมจุลินทรีย์เพื่อผลิตสารอื่นคู่ขนานไปด้วยบนฐานเทคโนโลยีเดียวกัน วีถีเมแทบอลิซึมที่ใช้ผลิต artemisinin สามารถแต่งเติมไปผลิตสารอื่นในกลุ่มเทอร์ปีนอยด์ที่ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อีกนับร้อยชนิด ช่วง 2007 Amyris ได้ซีอีโอคนใหม่จากบริษัท BP และกำหนดเป้าหมายอีกอันเป็นการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม farnesane และสามารถระดมทุนได้อีกสิบกว่าล้านเหรียญ รวมทั้งตั้งโรงงานชีวภาพในบราซิลเพื่อใช้ประโยชน์จากชีวมวลราคาถูกจากอ้อยในพื้นที่

ปี 2010 Amyris เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ระดมทุนไปได้ 85 ล้านเหรียญ มูลค่าประเมินของบริษัทอยู่ที่ 700 ในปีเดียวกันนี้ก็ได้ดีลกับ Total บริษัทน้ำมันจากฝรั่งเศสที่กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Amyris ขณะนั้นก็ตั้ง Total Amyris Solution บริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจด้านเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน งานฝั่ง artemisinin ก็ยังคงดำเนินไปพอถึงปี 2013 โรงงานผลิตของ Sanofi ในอิตาลีก็เริ่มเปิดทำการ

ผลงานช่วงต้นของ Amyris ในการสังเคราะห์ยามาลาเรียและเชื้อเพลิงด้วยจุลินทรีย์
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

ดูภาพรวมแล้ว ในขณะนั้น Amyris เหมือนจะไปได้สวย แม้จะยังไม่กำไรแต่ก็เป็นเคสความสำเร็จของงานวิศวกรรมโรงงานเซลล์ที่ผลิตสารสารพัดอย่าง ตั้งแต่น้ำมันเชื้อเพลิงถึงยาภายใต้ร่มของวงการชีววิทยาสังเคราะห์ที่มี Keasling เป็นผู้บุกเบิก Amyris ยังเป็นเสมือนโรงเรียนบ่มเพาะสตาร์ตอัพชีววิทยาสังเคราะห์รุ่นใหม่อีกเจ้าที่ชื่อ Zymergen

Joshua Hoffman, Zach Serber และ Jed Dean สามผู้ก่อตั้งของ Zymergen ล้วนแต่เป็นลูกหม้อระดับหัวหน้างานวิจัยของ Amyris แม้ว่าทั้งสามจะเชื่อในศักยภาพของชีววิทยาสังเคราะห์เช่นเดียวกับ Keasling แต่เห็นต่างในมุมที่ว่ากลไกการทำงานของเซลล์นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจมันถึงระดับที่จะมีชิ้นส่วนมาตรฐาน ถอดประกอบ ออกแบบ วางโปรแกรมทำงานบนตรรกะหลักการตรงไปตรงมาอย่างในวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์

ทีมผู้ก่อตั้ง Zymergen เชื่อว่า สิ่งที่พอทำได้คือใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้การเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) มาเรียนรู้แบบแผนจากข้อมูลการทดลองเยอะๆ (high throughput experiment)

เพื่อบอกใบ้กับเราว่าควรจะไปปรับแก้ยีนอะไรตรงไหน หรือปรับสภาวะการเลี้ยงอย่างไรให้เราได้สารที่ต้องการมามากที่สุด แม้เราจะยังไม่ได้เข้าใจกลไกของเซลล์ถึงระดับรากฐาน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
สิ้นสุดการรอคอยตั๋ว อลป. ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย หัวใจพวกเธอมันสุดยอด!
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 4 -10 กันยายน 2569
เชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร ทำคอนเทนต์ไว้ก่อน