นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
เป็นไปได้ไหมว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่รู้สึกว่าชีวิตช่างว่างเปล่า
เป็นความรู้สึกใกล้เคียงกับสังคมตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งตอนนั้นเกิดสภาวะที่เรียกว่า ‘สุญญนิยม’ หรือ Nihilism ขึ้นมา จากการที่ระบบคุณค่าเดิมที่ผู้คนเคยยึดถือพังลง และยังไม่มีระบบใหม่เกิดขึ้นให้ยึดเหนี่ยว
สภาวะนั้นเกิดขึ้นเมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มก่อตัวและทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนาลง คนยุโรปที่เคยเชื่อว่าโลกและจักรวาลถูกสร้างโดยพระเจ้าเริ่มได้รับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สะสมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่โคเปอร์นิคัสที่แสดงให้เห็นว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล กาลิเลโอหรือนิวตันอธิบายธรรมชาติด้วยกฎฟิสิกส์ ดาร์วินเสนอว่ามนุษย์เป็นผลลัพธ์จากวิวัฒนาการ มิได้ถูกสร้างมาเป็นแบบนี้
ยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ก็ส่งเสริมการใช้เหตุผล ก่อเกิดกระแสที่ผู้คนตั้งคำถามเพื่อแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง อาทิ อะไรคือความดี ทำไมต้องมีศีลธรรม เราเกิดมาทำไม
ทุนนิยมและสังคมสมัยใหม่ทำให้มนุษย์รู้สึกแปลกแยก ในยุคต้นของอุตสาหกรรม ผู้คนเริ่มถูกดึงออกจากชุมชนเดิม กลายเป็นแรงงานในระบบ ใช้ชีวิตเหมือนเครื่องจักร เสียความสัมพันธ์กับธรรมชาติและศาสนา เกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย ชีวิตวนเวียนซ้ำซาก เป็นเพียงฟันเฟืองของระบบเท่านั้น
ผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกับสังคมในยุคเอไอทุกวันนี้ เมื่อเรื่องเล่าใหญ่ของสังคมพังลง ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ชาติ อุดมการณ์การเมือง ความก้าวหน้า ความสำเร็จของปัจเจกบุคคล ผู้คนไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้พระเจ้า สร้างชาติ ทำงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าอีกต่อไป คำถามว่า “แล้วฉันอยู่ไปเพื่ออะไร” จึงดังขึ้นเรื่อยๆ
โลกทุนนิยมบวกกับโซเชียลมีเดียทำให้คนรู้สึกว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพ แข่งขัน และอัพเกรดตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดตลอดเวลา แต่ทำอย่างไรก็ยังไม่เคยดีพอ แถมยังต้องสร้างเรื่องเล่า สร้างภาพลักษณ์ และสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองเพื่อเป็นคนที่ถูกเลือก ขณะที่เอไอก็วิ่งไล่หลังและไล่แซงอยู่ทุกลมหายใจ
วิกฤตต่างๆ ก่อตัวจากทุกทิศทาง ไม่ว่าเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง สงคราม โรคระบาด สิ่งแวดล้อมผันผวน เทคโนโลยีที่มาดิสรัปต์การงาน ฯลฯ เหมือนโลกบอกกับเราตลอดเวลาว่า ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป
คนในยุคนี้จึงตั้งคำถามหนักขึ้นว่า ชีวิตคืออะไร ทำงานไปทำไม ความสำเร็จคืออะไร ฉันจำเป็นต้องมีลูกไหม และในโลกที่กำลังพังและอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร
2
ในยุคนั้น เมื่อประมาณสองร้อยปีกว่าก่อน เกิดนักปรัชญาที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้หลายต่อหลายคน ซึ่งกลับกลายเป็นว่าผลงานของพวกเขาเริ่มกลับมาได้รับความนิยมในยุคสมัยอันผันผวนรวนเรของเรา
งานของนิตช์เช การ์มู ซาร์ต กลับมาได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ราวกับพวกเขาพยายามแสวงหาคำตอบจาก “ผู้มาก่อน” ที่เคยเผชิญสถานการณ์อันชวนให้รู้สึกว่าชีวิตช่างไร้แก่นสารจนเกินจะทนไหว
ความไร้แก่นสารที่ว่าคือความรู้สึกว่า ชีวิตเป็นเรื่องยากและเจ็บปวด ขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้นเราจะทนความทุกข์ทรมานนี้ไปทำไม
ฟรีดริช นิตช์เช เกิดในปี ค.ศ.1844 ในปรัสเซีย พ่อของเขาเป็นนักบวชนิกายลูเธอแรนซึ่งปลูกฝังความเป็นคริสเตียนให้กับเขาตั้งแต่เด็ก แต่แล้วศรัทธาก็ถูกท้าทาย เมื่อพ่อของเขาซึ่งเป็นศาสนิกที่ดีงามมาตลอด ปฎิบัติตามคำสอน เชื่อถือศรัทธาในพระเจ้าอย่างยิ่ง กลับมาเป็นโรคทางสมอง ทุกข์ทรมานอยู่หนึ่งปีเต็มและเสียชีวิตลงในวัยสามสิบห้าปี หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาน้องชายของนิตช์เชก็เสียชีวิตตามไป
เมื่อนิตช์เชเข้าเรียนต่อทางเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยบอนน์ เขากลายเป็นคนที่ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาคริสต์อย่างแหลมคม ซึ่งทำให้พบกับคำติเตียนมากมาย สุดท้ายเขาตัดสินใจเลิกศรัทธาในศาสนา และหันไปศึกษาปรัชญาและประวัติศาสตร์ภาษาที่มหาวิทยาลัยไลฟ์ซิกจนได้เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุด แต่พอสอนหนังสือได้ไม่นานก็ลาออก
ชีวิตของนิตช์เชค่อนข้างโดดเดี่ยว สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว ไม่มีเพื่อนสนิท ผิดหวังเรื่องความรัก อยู่ในภาวะซึมเศร้าและว่างเปล่า เขาใช้เวลาอยู่ลำพัง เดิน คิด เขียนเพื่อค้นหาคำตอบว่า คนเราจะทนทุกข์เช่นนี้ไปทำไม
3
“พระเจ้าตายแล้ว”
คือประโยคที่นิตช์เชเขียนไว้ในหนังสือ The Gay Science ความหมายของมันคือมนุษย์ได้เป็นผู้ฆ่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยมอบคำตอบเรื่องชีวิตให้มวลมนุษย์ แล้วถัดจากนี้เราจะต้องกลายเป็นพระเจ้ากันเอง ความยากคือมนุษย์ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดให้ตัวเอง
พูดง่ายๆ คือ เมื่อไม่มีพระเจ้าให้ยึดเหนี่ยวแล้ว เราจะอยู่กันยังไง
นักปรัชญาอย่างนิตช์เชขบคิดทางปรัชญาเพื่อหาคำตอบ กระทั่งเขาได้คำตอบว่า เราต้องยอมรับว่า “ความจริงสากล” นั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงแค่การตีความของแต่ละคนเท่านั้น ฉะนั้น เราแต่ละคนต้องสร้างความหมายขึ้นมาด้วยมือตนเอง
ปรัชญาอย่างหนึ่งที่นิตช์เชนำเสนอคือ “อภิมนุษย์” (Overman) ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ท้าทาย มั่นใจ เป็นอิสระที่จะทำตามความปรารถนาส่วนตัว ให้คุณค่ากับความเชื่อของตัวเองโดยไม่รู้สึกอับอายเคอะเขินใดๆ เป็นสภาวะที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาในพลังอำนาจและความยิ่งใหญ่
อภิมนุษย์ของนิตช์เชหมายถึงคนคนนั้นในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบ มีอำนาจ เอาชนะความหวาดกลัวและข้อบกพร่องของตนเอง และมีเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อจะไปให้ถึงให้จงได้
เขาเชื่อว่าชีวิตขับเคลื่อนไปด้วย “เจตจำนงแห่งอำนาจ” (The Will to Power) คือความปรารถนาที่จะเจริญเติบโต ซึ่งเราแต่ละคนไล่คว้าสิ่งนี้ โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงความแข็งแกร่งทางกาย อิทธิพลเหนือคนอื่น หรืออำนาจเหนือผู้อื่น แต่คือการมีอำนาจเหนือตัวเองมากกว่า เป็นความแข็งแกร่งทางจิตใจและจิตวิญญาณซึ่งแสดงผ่านการควบคุมตัวเองและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การพยายามไปให้ถึงความเป็นอภิมนุษย์ที่ดีเลิศเป็นเหมือนเชื้อเพลิงถาวรของกระบวนการเติบโตของคนเรา
กระบวนการเช่นนี้จะแปรเปลี่ยนความทุกข์ทรมานของชีวิตให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นความเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ สามารถมองชีวิตในแง่ดีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจหลบเลี่ยง
“He who has a why to live can bear almost any how.” นิตช์เชเคยเขียนไว้เช่นนี้ “ผู้ที่มีเหตุผลว่าทำไมจึงมีชีวิตอยู่ ย่อมทนได้กับทุกสภาพการณ์”
ความทุกข์ไม่ได้ทรมานด้วยตัวมันเอง แต่เป็นเพราะเราตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะทนไปทำไม เรามองไม่เห็นเหตุผลและความหมายของเหตุการณ์ที่กำลังแบกรับ
การไร้ความหมายของความทุกข์นี่เองที่น่าทรมานที่สุด
คำถามสำคัญคือ “เราทนสิ่งที่กำลังทนอยู่ไปเพื่ออะไร”
4
ชีวิตของนิตช์เชไม่ใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรือหากมองด้วยเกณฑ์มาตรฐานทางสังคม เขาอาจเป็น “ผู้ล้มเหลว” คนหนึ่งก็เป็นได้ หนังสือขายไม่ได้ ปรัชญาไม่มีคนสนใจ ชีวิตล้มเหลวสารพัดด้าน ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเสนอปรัชญาสำหรับการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดคือ “อามอร์ ฟาติ” (Amor Fati) ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโรมันโบราณที่ชาวสโตอิกมักพูดถึงกัน แต่นิตช์เชนำมาขัดเกลาให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น
สำหรับเขา อามอร์ ฟาติ คือการพูดถึงความ “รักในชีวิต” ไม่เพียงยอมรับในชะตากรรมที่ชีวิตโยนใส่ แต่ยังชื่นชมบูชาอย่างแรงกล้า โดยไม่เศร้าเสียใจ ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจของคนผู้นั้นในการควบคุมผลลัพธ์ และเชื่อมั่นว่าสามารถทำให้ทุกสิ่งต่างไปจากเดิมได้
มันคือการประกาศว่า ฉันจะรักและโอบกอดชีวิตในแบบที่มันเป็นทั้งในส่วนที่ดีและส่วนที่ร้าย-ทั้งหมดของมัน
“สูตรของฉันสำหรับความยิ่งใหญ่ในชีวิตมนุษย์คืออามอร์ ฟาติ เราไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างแตกต่างออกไป ไม่ต้องก้าวหน้า ไม่ต้องถอยหลัง ไม่ต้องอยู่ชั่วนิรันดร เราไม่เพียงต้องทนกับสิ่งที่จำเป็นต้องทน ไม่ต้องปกปิดมัน…แต่จงรักมัน”
นี่ช่างแตกต่างจากการรับมืออุปสรรคปัญหาของมนุษย์ทั่วไป ที่มักปฏิเสธผลักไสเรื่องร้าย และดิ้นรนไขว่คว้าแต่เรื่องดี นิตช์เชเสนอว่า ยิ่งเราโกรธแค้นชิงชังชะตากรรมแย่ๆ ก็ยิ่งทำให้ปัญหาที่เผชิญอยู่น่าโมโหและไม่พอใจขึ้นไปอีก
ฉะนั้น จงตกหลุมรักสิ่งที่คุณกำลังประสบพบเจอ
และนี่คือคำถามที่ลึกซึ้ง “คุณรักชีวิตของคุณหรือเปล่า”
คุณรักมันเฉพาะตอนที่มันดีงามและประเคนความสุขให้เท่านั้นหรือ แล้วตอนที่มันโยนความทุกข์แสนสาหัสมาให้ คุณยังจ้องมองมันเต็มตาแล้วโอบกอดชีวิตตัวเองได้ด้วยหรือไม่
การที่เราจะ “รักชีวิต” ของตัวเองได้คือการที่เราคิดถึงทุกชะตากรรมในมุมที่สวยงามและมีคุณค่า
อามอร์ ฟาติ ไม่ได้ชวนให้เราพยายามเอาชนะ มันชวนให้เรารับมือกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ด้วยท่าทีที่สงบและอ่อนโยน
เหมือนชีวิตกำลังต่อยเข้าที่หน้าของเราเต็มๆ ตุ๊ยท้องของเราจนจุก แล้วเสยหมัดเข้าที่ปลายคางอีกโป้ง แต่เรายังแสยะยิ้ม ค่อยๆ ยันตัวขึ้นมา แล้วบอกว่า “ใช่ ฉันรักแก ชีวิต”
ก็เป็นสภาวะที่ชวนขนลุกถึงพลังอำนาจที่เรามีอยู่ในตัวเองไม่น้อยเลย
5
ผมอ่านเรื่องราวความคิดของนิตช์เชจากหนังสือ The Art of Living a Meaningless Existence โดยโรเบิร์ต แพนทาโน (Robert Pantano) แล้วได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า หรืออันที่จริงแล้วอาจไม่มีคำตอบหรอกว่า ชีวิตมีความหมายหรือไร้แก่นสารกันแน่ บุคคลเดียวกันตอบคำถามนี้คนละวันก็อาจตอบแตกต่างกันไป
แต่สิ่งหนึ่งที่นิตช์เชพยายามจะควานหาในชะตากรรมชวนบอบช้ำของตนเองก็คือคำตอบว่า มนุษย์จะสามารถยืนหยัดเพื่อมีชีวิตต่อไปท่ามกลางความทุกข์ทรมานได้อย่างไร และผมว่าการที่ใครสักคนยังแสวงหาคำตอบนั้นก็มีความหมายในตัวมันเองแล้ว
ในยุคที่ชวนให้สับสนเช่นนี้ สิ่งที่ผมเรียนรู้จากนิตช์เชคือ เราต้องตระหนักถึงอำนาจในตัวเองที่จะแสวงหาความหมายในเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นให้จงได้ เพราะมีเพียงการให้ความหมาย (ตีความ) ของเราต่อชะตากรรมในทางที่สวยงามและมีคุณค่าเท่านั้นที่ทำให้เรามองเห็นเหตุผลในการผ่านพ้นเรื่องยากไปให้ได้ เพื่อกลายไปเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหนือชั้นขึ้นไป มิได้เหนือกว่าใคร ทว่าเหนือกว่าตัวเองในวันนี้
เรื่องยากทำให้เราเขยิบเข้าใกล้การเป็น “อภิมนุษย์” มากขึ้น
เรื่องยากจึงมีคุณค่ามากเพียงพอที่เราจะอ้าแขนออกแล้วโอบกอดมันด้วยหัวใจ โอบกอด “ทั้งหมด” ที่ชีวิตมอบให้กับเรา ไม่ว่าดีหรือร้าย และหลงรักชีวิตในทุกอณู ทุกเหตุการณ์ ทุกประสบการณ์ที่พบเผชิญ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงบอกกับชีวิตว่า “ใช่ กูรักมึง”
ถ้ามีใครถามว่า อะไรคือเหตุผลที่เราต้องมีชีวิตต่อไป คำตอบจากปรัชญาที่เราคุยกันอยู่อาจตอบคำถามนี้ว่า เพราะการมีชีวิตอยู่ทำให้เราได้ผ่านประสบการณ์ที่จะทำให้เราเข้มข้นกับชีวิตมากขึ้นอีกและอีก ความรักที่เรามีต่อชีวิตจะถูกทดสอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และสำหรับผม ถ้าเรายังคงรักชีวิตได้ในทุกหน้าตาของมัน
นั่นคือการดำรงชีวิตอยู่กับ “ความจริง” โดยไม่เบือนหน้าหนี
