คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ประเทศตุรกี หรือทูร์เคีย (Republic of Türkiye) เป็นสะพานเชื่อมทางภูมิศาสตร์การเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ด้วยทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ตุรกีมีบทบาทโดดเด่นทั้งในมิติทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงระดับสากล
เริ่มจากเป็นสะพานเชื่อมสองทวีป ตุรกีเป็นประเทศสองทวีป ดินแดนร้อยละ 3 อยู่ในทวีปยุโรป (คาบสมุทรบอลข่าน) และร้อยละ 97 อยู่ในเอเชีย (คาบสมุทรอานาโตเลีย)
มีเมืองหลวงทางเศรษฐกิจอย่าง “อิสตันบูล (Istanbul)” ซึ่งเป็นมหานครเดียวในโลกที่ตั้งอยู่คร่อมทั้งสองทวีป
การเป็นสะพานเชื่อมยังทำให้ตุรกีกลายเป็นจุดหลอมรวมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออก เกิดเป็นสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
ตุรกีเป็นเจ้าของจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล (Maritime Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นั่นคือ ช่องแคบตุรกี (Turkish Straits) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทะเลดำกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐตุรกี หรือ ทูร์เคีย ประจำประเทศไทย
จุดยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) และช่องแคบดาร์ดาเนลส์ (Dardanelles)
มีอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือหลักที่แบ่งทวีปยุโรปและทวีปเอเชียออกจากกันโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ตามสนธิสัญญามอนเทรอซ์ (Montreux Convention Regarding the Regime of the Straits) ซึ่งลงนามเมื่อ ค.ศ.1936
ในปี 2569 ตุรกีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก (วัดจาก GDP) เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 และ OECD นอกจากนี้ยังมีประชากรราว 87.9 ล้านคน และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงกว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตุรกีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์” โดยใช้ที่ตั้งที่เชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชียเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ประเทศถ่วงดุลอำนาจในเวทีโลกด้วยกองทัพขนาดใหญ่ใน NATO ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจและการเจรจาระงับข้อพิพาทในระดับภูมิภาค


ความร่วมมือระหว่างตุรกีกับไทย
เป็นกรอบความร่วมมือแบบหุ้นส่วนจำลอง (Model Partnership) ระหว่างกัน คือกรอบการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีเพื่อเป็นต้นแบบสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นความร่วมมือแบบ Win-Win ใน 3 มิติหลัก ได้แก่
การพัฒนาและการพึ่งพาอาศัยกัน (Development & Mutual Growth),
การบูรณาการด้านการค้าและการลงทุน (Economic Integration)
และการเปิดศูนย์ความร่วมมือในระดับพื้นที่ (Local & Institutional Cooperation)
นางสาวจูลีเด คายือฮัน (H.E. Ms. Julide Kayıhan) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐทูร์เคียประจำประเทศไทย โดยได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายอักษรสาส์นตราตั้งเมื่อช่วงกลาง ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงในประเด็นต่างๆ
ดังต่อไปนี้

หัวใจหลักในการกระชับความสัมพันธ์
“ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับไทยเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นและยาวนาน โดยมีรากฐานที่สำคัญจากการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับราชวงศ์มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1890 และได้พัฒนามาเป็นลำดับ
ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2501 (ค.ศ.1958) ซึ่งเป็นปีที่ตุรกีเปิดสถานทูตในกรุงเทพฯ ส่วนไทยเปิดสถานทูตในกรุงอังการาปี 2515 (ค.ศ.1972) และมีการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “การส่งเสริมการเติบโตอย่างมีพลวัต เสถียรภาพในภูมิภาค และการพัฒนาที่ครอบคลุม” ซึ่งสะท้อนผ่านความร่วมมือในหลายมิติ
เรามีความสนใจร่วมกันในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและโครงการต่างๆ เพื่อความร่วมมือในอนาคต การกระจายการมีส่วนร่วมและการเจรจา การขยายขอบเขตการค้าและการลงทุน ตลอดจนการส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างประชาชนของเรา เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญ
สาธารณรัฐตุรกีได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคและผู้เล่นสำคัญในเวทีโลก โดยมีบทบาทที่โดดเด่นในประเด็นความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจ
ในทำนองเดียวกัน พลวัตทางเศรษฐกิจและศักยภาพอันมหาศาลของราชอาณาจักรไทยนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
ดิฉันเชื่อว่าการมีส่วนร่วมในระดับสูง (High-level engagement) และการเจรจาอย่างต่อเนื่องถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือในมิติต่างๆ ตั้งแต่การค้าและการเชื่อมโยง ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงร่วมกัน”

ภาคส่วนที่มีแนวโน้มดีที่สุด
สำหรับการเพิ่มการค้าและการลงทุน
ระหว่างตุรกีกับไทย
“ตุรกีและไทยเป็นผู้เล่นสำคัญที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและการยกระดับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้เศรษฐกิจของเรายังมีข้อได้เปรียบที่เสริมซึ่งกันและกัน โอกาสสำคัญเหล่านี้ เมื่อนำไปปฏิบัติอย่างเต็มที่แล้ว จะสร้างผลทวีคูณในมิติอื่นๆ ของความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราด้วย
ภาคส่วนที่มีศักยภาพมากที่สุดทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เทคโนโลยีรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องจักรไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) พลังงาน (Energy) การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Infrastructure) และภาคเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food)
นอกจากนี้โครงการขนาดใหญ่ในไทยที่มุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน (2026) กำลังเปิดกว้างสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากตุรกี โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการดังกล่าวนำมาซึ่งโอกาสการลงทุนและการร่วมมือในสาขาเฉพาะทางที่ตุรกีมีข้อได้เปรียบสูง
ในทำนองเดียวกัน ภาคเกษตรและอาหารก็เป็นช่องทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการเสริมสร้างความร่วมมือให้ดียิ่งขึ้น การผสาน “ศักยภาพการแปรรูปอาหารขั้นสูงของตุรกี” เข้ากับ “ระบบการรับรองฮาลาล” ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) ของไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านจุดเด่นในการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน

เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐตุรกี หรือ ทูร์เคีย ประจำประเทศไทย

เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐตุรกี หรือ ทูร์เคีย ประจำประเทศไทย
โดยรวมแล้ว ความร่วมมือในด้านต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือของเรากำลังพัฒนาไกลกว่าการค้าแบบดั้งเดิมไปสู่กรอบความร่วมมือที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ ไทยเร่งเครื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเปิดกว้างให้บริษัทตุรกีเข้ามาลงทุนและร่วมเป็นพันธมิตรในหลากหลายมิติ
“ตุรกีมุ่งพัฒนาภูมิภาคโดยใช้จุดแข็งด้านการค้าและโลจิสติกส์ ผลักดันโครงการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เช่น ระเบียงกลางทรานส์แคสเปียน (Trans-Caspian Middle Corridor) เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเปิดรับการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายร่วมกับพันธมิตร
บริษัทตุรกีมีศักยภาพสูงในการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่ EEC และใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนต่างๆ
โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นโอกาสสำคัญของบริษัทตุรกี ที่มีผลงานระดับโลกด้านงานก่อสร้าง วิศวกรรม และการบริหารจัดการ
เช่นเดียวกับภาคพลังงานและเทคโนโลยีที่สามารถสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้ ธุรกิจตุรกีจึงเป็นพันธมิตรที่ทรงคุณค่า ในการสนับสนุนเป้าหมายของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ยุทธศาสตร์หลักของตุรกี
ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค
“จุดแข็งหลักของตุรกีคือ ‘การทูตเชิงรุกและการจัดการวิกฤต’ โดยสามารถรักษาการเจรจากับทุกฝ่ายได้อย่างยืดหยุ่น สะท้อนถึงมรดกทางการทูตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ
การทูตแบบผู้นำ (Leader Diplomacy) ของประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน (Recep Tayyip Erdoğan) แห่งตุรกี เป็นกลไกสำคัญในนโยบายต่างประเทศช่วงวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพและสันติภาพในระดับภูมิภาค
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เรามุ่งมั่นใช้การทูตเป็นหลักในการแก้ไขความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตุรกีทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ช่วยรักษาช่องทางเจรจา ส่งผลให้การค้าและการขนส่งธัญพืชดำเนินไปได้ด้วยดี รวมถึงเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาซึ่งเป็นรากฐานสู่สันติภาพเมื่อปีที่แล้ว
ความไม่สงบในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะในปาเลสไตน์และฉนวนกาซา ซึ่งหนทางเดียวสู่สันติภาพที่ยั่งยืนยังคงเป็นแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พุ่งสูงขึ้นระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ตุรกีในฐานะมหาอำนาจในภูมิภาคได้เร่งดำเนินยุทธศาสตร์ทางการทูตเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามจนบานปลาย”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
