วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
บทเรียนสำคัญ ว่าด้วยการเผชิญหน้าสถานการณ์อันยุ่งยากซับซ้อน และไม่แน่นอน
เอสซีจี (เดิมชื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย) กับบทเรียนคลาสสิกเมื่อเกือบศตวรรษที่แล้ว เชื่อว่าน่าสนใจ เทียบเคียงบางมิติได้ในปัจจุบัน ภาพนั้นอยู่ในช่วงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475) จนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง (2484-2488)
ช่วงญี่ปุ่นยึดครองไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง นับเป็นวิกฤตการณ์ต่อเนื่องและซ้ำเติมอีกระดับ
นับตั้งแต่ญี่ปุ่นบุกไทย (ปี 2484) กลไกพื้นฐานของระบอบอาณานิคมได้ถูกบั่นทอนทำลาย โดยเฉพาะระบบธนาคารอาณานิคม หนึ่งในนั้นเป็นธนาคารหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย มาตั้งแต่ต้น – Hong Kong & Shanghai Banking Corporation (HSBC) กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่น ทั้งนี้ ธนาคารอังกฤษทั้ง 3 แห่งในไทยเวลานั้น ได้แก่ HSBC ธนาคารชาร์เตอร์ด และธนาคารเมอร์แคนไทล์ได้ถูกสั่งปิดกิจการ และอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานที่เรียกว่าคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน (จัดตั้งโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่น) ตามกระบวนการสะสางบัญชี ยึดทรัพย์สิน
ปูนซิเมนต์ไทยในฐานะเป็นลูกหนี้รายหนึ่งของ HSBC จึงเดือดร้อนพอสมควร
เหตุการณ์นั้น สะท้อนยุคธนาคารอาณานิคมได้สิ้นสุดลง จากนั้นมาถือเป็นโอกาสเปิดกว้าง ให้ขบวนธนาคารไทยเกิดใหม่ แม้ว่าธนาคารต่างประเทศบางแห่งได้หวนกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอำนาจทางธุรกิจเช่นเดิม
บริษัทปูนซิเมนต์ไทยคงดำเนินกิจการค่อนข้างปกติ แม้อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัญหาใหญ่เริ่มขึ้นในช่วงต่อมา โดยเฉพาะการขาดแคลนเชื้อเพลิง และวัตถุดิบสำคัญในการผลิต ดูรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นในยุโรป (ปี 2482) จนลุกลามสู่เอเชีย และมาถึงประเทศไทยในที่สุด
เมื่อกลไกการค้าระบบอาณานิคมหยุดทำงานอย่างทันทีทันใด หลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามา ด้วยธุรกิจยุโรปอื่นๆ ในประเทศไทย (ไม่เฉพาะธนาคาร) ถือเป็นทรัพย์สินของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการอังกฤษที่สำคัญ ได้แก่ บริษัทการค้าระหว่างประเทศ (Trading Company) กิจการเหล่านั้นล้วนเป็นคู่ค้าหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย
จากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในการผลิต จนถึงเครื่องจักรและอื่นๆ ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านระบบและเครือข่ายการค้าของอาณานิคม
“สงครามทำให้เราประสบความยากลำบากมาก มีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบตลอดเวลา กล่าวคือ ถ่านหินจากเกาะสุมาตรา ไม่สามารถส่งมาให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะการขนส่งทางเรือมีอันตราย ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับการขนส่งแร่ยิปซัมจากเกาะไซปรัสและแหล่งอื่นๆ ในต่างประเทศ” ดร.จ่าง รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีของภาครัฐ เข้ามาร่วมงานกับปูนซิเมนต์ไทยในช่วงนั้น เล่าไว้ในบท “จารึกในความทรงจำ” เรื่อง “ฝ่าภัยสงคราม” ในหนังสือครบรอบ 70 ปี – ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 (ดูภาพปก ประกอบ)
ดร.จ่างเข้ามาร่วมงานกับปูนซิเมนต์ไทยในโครงการจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็ก ในฐานะตัวแทนรัฐบาลตั้งแต่ปี 2485 ต่อมาเป็นกรรมการบริษัทในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน อยู่ในตำแหน่งยาวนาน (2490-2515) จากการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ปูนซิเมนต์ไทยจึงจำเป็นต้องมีแผนการเปลี่ยนแปลงการผลิต
“เราจึงแก้ปัญหาด้วยการผลิตปูนปอซโซลานิก หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่าปูนซีเมนต์แดง โดยใช้อิฐกับเกลือเป็นวัตถุดิบสำคัญโดยตราสินค้าเป็นรูปประภาคาร” ดร.จ่าง รัตนะรัต เล่าในตอนต่อมา
เมื่อขาดแคลนถ่านหิน จึงได้นำถ่านไม้มาใช้ในการเผาปูนซีเมนต์แทน ซึ่งต้องใช้จำนวนมาก การได้มาซึ่งถ่านไม้จำเป็นต้องใช้รถไฟขนถ่าย
หากอ่านประวัติศาสตร์ช่วงต้นๆ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จะพอทราบว่า การรถไฟฯ แม้เป็นคู่ค้ารายสำคัญกันมาตั้งแต่ต้น แต่ความสัมพันธ์กับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยใช่ว่าจะราบรื่น บางช่วงบางตอนก็มีปัญหาขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีการสร้างทางรถไฟเข้าสู่โรงงาน
ทว่าการรถไฟฯ ในรัฐบาลคณะราษฎรนั้นแตกต่าง หลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในผู้ก่อการสายทหาร ผู้มีอำนาจในกิจการรถไฟไทยหลายช่วงเวลา (รวมทั้งรัฐมนตรีหลายกระทรวงหลายช่วง) เป็นผู้ว่าการรถไฟฯในขณะนั้น (ขณะนั้นเรียก อธิบดีกรมรถไฟ 2479-2487) ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (2483-2487) ด้วย
ขณะเดียวกันเขาเป็นประธานกรรมการบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ ซึ่งหมายมั่นปั้นมือเข้ามาผูกขาดการค้าซีเมนต์
แต่การขาดแคลนเชื้อเพลิงในการผลิตปูนซีเมนต์กลายเป็นปัญหาสำคัญกว่า มีความจำเป็นที่การรถไฟฯ ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

อีกด้านมีผลเชิงบวกอยู่บ้าง กับการมาถึงลูกค้ารายใหญ่รายใหม่ – กองทัพญี่ปุ่น
“พอทหารญี่ปุ่นยกเข้ามาได้ไม่นานเท่าใด ก็พอจะมองเห็นได้ชัดว่า กองบัญชาการทหารญี่ปุ่นนั่นแหละ จะเป็นลูกค้าซีเมนต์รายใหญ่ของเรา และขณะเดียวกันก็จะเป็นผู้จ่ายเงินให้เราอย่างคล่องๆ แต่ข้อเสียมีอยู่ว่า เงินที่จ่ายจะมาจากกระทรวงการคลังของไทยนั่นเอง และซีเมนต์ที่ซื้อไปก็จะนำไปใช้เพื่อการรบทั้งสิ้น” เนื้อหาบางส่วนที่ตัดมาจากตอน “กิจการของบริษัทในยามสงคราม” หนังสือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด 2500 (อ้างแล้ว นำเสนอภาพปกในตอนที่แล้ว)
กับอีกตอน ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนการจัดจำหน่ายครั้งใหญ่ในช่วงหนึ่ง จากจัดจำหน่ายเอง มาอยู่ในมือรัฐบาล
“…บริษัทจึงติดต่อกระทรวงเศรษฐการ โดยขอให้ทางกระทรวงรับเอาซีเมนต์ของบริษัทมาจำหน่ายจ่ายแจกเอง วิธีนี้ปรากฏว่าเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด..” กระทรวงเศรษฐการในเวลานั้น (สงครามโลกครั้งที่สอง) มีกรมรถไฟอยู่ในสังกัดด้วย ทั้งนี้ จะตีความเชื่อมโยงถึงกรณีบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ที่ว่าไว้ด้วยหรือไม่ ไม่แน่ชัด
เนื้อหาตั้งใจให้เป็นเรื่องเล่าที่มีสีสัน ว่าด้วยกลยุทธ์ อุบายต่างๆ ใช้กับกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้น เร้าใจ แม้เชื่อว่าสามารถสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ไม่แพ้ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง เกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่ผู้บริหารเอสซีจีปัจจุบันคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในช่วง 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมา เอสซีจีมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับเครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น
หนังสือเล่มนี้อ้างไว้อย่างภาคภูมิใจว่า ตามข้อตกลงบริษัทปูนซิเมนต์ไทยต้องส่งปูนซีเมนต์ที่ผลิตได้ทั้งหมดให้กับกองทัพญี่ปุ่นในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือจำหน่ายเพื่อการก่อสร้างทั่วไป แต่ด้วยอุบายต่างๆ จึงได้ส่งปูนซีเมนต์ให้กองทัพญี่ปุ่นเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง “ทางฝ่ายกองบัญชาการญี่ปุ่นก็ได้รับการขอร้องวิงวอนจัดหาเครื่องอะไหล่และวัตถุดิบ เป็นต้นว่า ถ่านหินและยิปซัม” ข้อความอีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างทางการกับปูนซิเมนต์ไทย ขจัดปัญหาการขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่เคยพึ่งพิงระบบอาณานิยมโดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกองทัพญี่ปุ่นด้วย
จากแผนภูมิแสดงปริมาณการผลิตของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (จากหนังสือกิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึงสิ้น พ.ศ.2496 – ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ไปประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวงวันที่ 20 มีนาคม 2497) แสดงข้อมูลอันน่าทึ่ง ในช่วงปี 2484-2488 ปูนซิเมนต์ไทยมีกำลังการผลิตได้มากกว่าช่วงใดๆ ก่อนหน้านั้น สามารถผลิตได้ทะลุหนึ่งแสนตันต่อปี โดยมีปัญหาช่วงสั้นๆ ในปลายสงคราม อันเนื่องมาจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพพันธมิตร ทิ้งระเบิดถล่มโรงงานบางซื่อ ทำให้การผลิตหยุดชะงัก
การผลิตในปี 2488-2489 จึงลดลงเหลือเพียงประมาณหนึ่งพันตันเท่านั้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
