bg-single

บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)

07.06.2026

วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com

บทเรียนสำคัญ ว่าด้วยการเผชิญหน้าสถานการณ์อันยุ่งยากซับซ้อน และไม่แน่นอน

เอสซีจี (เดิมชื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย) กับบทเรียนคลาสสิกเมื่อเกือบศตวรรษที่แล้ว เชื่อว่าน่าสนใจ เทียบเคียงบางมิติได้ในปัจจุบัน ภาพนั้นอยู่ในช่วงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475) จนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง (2484-2488)

ช่วงญี่ปุ่นยึดครองไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง นับเป็นวิกฤตการณ์ต่อเนื่องและซ้ำเติมอีกระดับ

นับตั้งแต่ญี่ปุ่นบุกไทย (ปี 2484) กลไกพื้นฐานของระบอบอาณานิคมได้ถูกบั่นทอนทำลาย โดยเฉพาะระบบธนาคารอาณานิคม หนึ่งในนั้นเป็นธนาคารหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย มาตั้งแต่ต้น – Hong Kong & Shanghai Banking Corporation (HSBC) กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่น ทั้งนี้ ธนาคารอังกฤษทั้ง 3 แห่งในไทยเวลานั้น ได้แก่ HSBC ธนาคารชาร์เตอร์ด และธนาคารเมอร์แคนไทล์ได้ถูกสั่งปิดกิจการ และอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานที่เรียกว่าคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน (จัดตั้งโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่น) ตามกระบวนการสะสางบัญชี ยึดทรัพย์สิน

ปูนซิเมนต์ไทยในฐานะเป็นลูกหนี้รายหนึ่งของ HSBC จึงเดือดร้อนพอสมควร

เหตุการณ์นั้น สะท้อนยุคธนาคารอาณานิคมได้สิ้นสุดลง จากนั้นมาถือเป็นโอกาสเปิดกว้าง ให้ขบวนธนาคารไทยเกิดใหม่ แม้ว่าธนาคารต่างประเทศบางแห่งได้หวนกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอำนาจทางธุรกิจเช่นเดิม

บริษัทปูนซิเมนต์ไทยคงดำเนินกิจการค่อนข้างปกติ แม้อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัญหาใหญ่เริ่มขึ้นในช่วงต่อมา โดยเฉพาะการขาดแคลนเชื้อเพลิง และวัตถุดิบสำคัญในการผลิต ดูรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นในยุโรป (ปี 2482) จนลุกลามสู่เอเชีย และมาถึงประเทศไทยในที่สุด

เมื่อกลไกการค้าระบบอาณานิคมหยุดทำงานอย่างทันทีทันใด หลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามา ด้วยธุรกิจยุโรปอื่นๆ ในประเทศไทย (ไม่เฉพาะธนาคาร) ถือเป็นทรัพย์สินของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการอังกฤษที่สำคัญ ได้แก่ บริษัทการค้าระหว่างประเทศ (Trading Company) กิจการเหล่านั้นล้วนเป็นคู่ค้าหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย

จากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในการผลิต จนถึงเครื่องจักรและอื่นๆ ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านระบบและเครือข่ายการค้าของอาณานิคม

“สงครามทำให้เราประสบความยากลำบากมาก มีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบตลอดเวลา กล่าวคือ ถ่านหินจากเกาะสุมาตรา ไม่สามารถส่งมาให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะการขนส่งทางเรือมีอันตราย ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับการขนส่งแร่ยิปซัมจากเกาะไซปรัสและแหล่งอื่นๆ ในต่างประเทศ” ดร.จ่าง รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีของภาครัฐ เข้ามาร่วมงานกับปูนซิเมนต์ไทยในช่วงนั้น เล่าไว้ในบท “จารึกในความทรงจำ” เรื่อง “ฝ่าภัยสงคราม” ในหนังสือครบรอบ 70 ปี – ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 (ดูภาพปก ประกอบ)

ดร.จ่างเข้ามาร่วมงานกับปูนซิเมนต์ไทยในโครงการจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็ก ในฐานะตัวแทนรัฐบาลตั้งแต่ปี 2485 ต่อมาเป็นกรรมการบริษัทในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน อยู่ในตำแหน่งยาวนาน (2490-2515) จากการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ปูนซิเมนต์ไทยจึงจำเป็นต้องมีแผนการเปลี่ยนแปลงการผลิต

“เราจึงแก้ปัญหาด้วยการผลิตปูนปอซโซลานิก หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่าปูนซีเมนต์แดง โดยใช้อิฐกับเกลือเป็นวัตถุดิบสำคัญโดยตราสินค้าเป็นรูปประภาคาร” ดร.จ่าง รัตนะรัต เล่าในตอนต่อมา

เมื่อขาดแคลนถ่านหิน จึงได้นำถ่านไม้มาใช้ในการเผาปูนซีเมนต์แทน ซึ่งต้องใช้จำนวนมาก การได้มาซึ่งถ่านไม้จำเป็นต้องใช้รถไฟขนถ่าย

หากอ่านประวัติศาสตร์ช่วงต้นๆ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จะพอทราบว่า การรถไฟฯ แม้เป็นคู่ค้ารายสำคัญกันมาตั้งแต่ต้น แต่ความสัมพันธ์กับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยใช่ว่าจะราบรื่น บางช่วงบางตอนก็มีปัญหาขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีการสร้างทางรถไฟเข้าสู่โรงงาน

ทว่าการรถไฟฯ ในรัฐบาลคณะราษฎรนั้นแตกต่าง หลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในผู้ก่อการสายทหาร ผู้มีอำนาจในกิจการรถไฟไทยหลายช่วงเวลา (รวมทั้งรัฐมนตรีหลายกระทรวงหลายช่วง) เป็นผู้ว่าการรถไฟฯในขณะนั้น (ขณะนั้นเรียก อธิบดีกรมรถไฟ 2479-2487) ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (2483-2487) ด้วย

ขณะเดียวกันเขาเป็นประธานกรรมการบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ ซึ่งหมายมั่นปั้นมือเข้ามาผูกขาดการค้าซีเมนต์

แต่การขาดแคลนเชื้อเพลิงในการผลิตปูนซีเมนต์กลายเป็นปัญหาสำคัญกว่า มีความจำเป็นที่การรถไฟฯ ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

อีกด้านมีผลเชิงบวกอยู่บ้าง กับการมาถึงลูกค้ารายใหญ่รายใหม่ – กองทัพญี่ปุ่น

“พอทหารญี่ปุ่นยกเข้ามาได้ไม่นานเท่าใด ก็พอจะมองเห็นได้ชัดว่า กองบัญชาการทหารญี่ปุ่นนั่นแหละ จะเป็นลูกค้าซีเมนต์รายใหญ่ของเรา และขณะเดียวกันก็จะเป็นผู้จ่ายเงินให้เราอย่างคล่องๆ แต่ข้อเสียมีอยู่ว่า เงินที่จ่ายจะมาจากกระทรวงการคลังของไทยนั่นเอง และซีเมนต์ที่ซื้อไปก็จะนำไปใช้เพื่อการรบทั้งสิ้น” เนื้อหาบางส่วนที่ตัดมาจากตอน “กิจการของบริษัทในยามสงคราม” หนังสือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด 2500 (อ้างแล้ว นำเสนอภาพปกในตอนที่แล้ว)

กับอีกตอน ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนการจัดจำหน่ายครั้งใหญ่ในช่วงหนึ่ง จากจัดจำหน่ายเอง มาอยู่ในมือรัฐบาล

“…บริษัทจึงติดต่อกระทรวงเศรษฐการ โดยขอให้ทางกระทรวงรับเอาซีเมนต์ของบริษัทมาจำหน่ายจ่ายแจกเอง วิธีนี้ปรากฏว่าเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด..” กระทรวงเศรษฐการในเวลานั้น (สงครามโลกครั้งที่สอง) มีกรมรถไฟอยู่ในสังกัดด้วย ทั้งนี้ จะตีความเชื่อมโยงถึงกรณีบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ที่ว่าไว้ด้วยหรือไม่ ไม่แน่ชัด

เนื้อหาตั้งใจให้เป็นเรื่องเล่าที่มีสีสัน ว่าด้วยกลยุทธ์ อุบายต่างๆ ใช้กับกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้น เร้าใจ แม้เชื่อว่าสามารถสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ไม่แพ้ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง เกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ผู้บริหารเอสซีจีปัจจุบันคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในช่วง 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมา เอสซีจีมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับเครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้อ้างไว้อย่างภาคภูมิใจว่า ตามข้อตกลงบริษัทปูนซิเมนต์ไทยต้องส่งปูนซีเมนต์ที่ผลิตได้ทั้งหมดให้กับกองทัพญี่ปุ่นในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือจำหน่ายเพื่อการก่อสร้างทั่วไป แต่ด้วยอุบายต่างๆ จึงได้ส่งปูนซีเมนต์ให้กองทัพญี่ปุ่นเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง “ทางฝ่ายกองบัญชาการญี่ปุ่นก็ได้รับการขอร้องวิงวอนจัดหาเครื่องอะไหล่และวัตถุดิบ เป็นต้นว่า ถ่านหินและยิปซัม” ข้อความอีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างทางการกับปูนซิเมนต์ไทย ขจัดปัญหาการขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่เคยพึ่งพิงระบบอาณานิยมโดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกองทัพญี่ปุ่นด้วย

จากแผนภูมิแสดงปริมาณการผลิตของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (จากหนังสือกิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึงสิ้น พ.ศ.2496 – ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ไปประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวงวันที่ 20 มีนาคม 2497) แสดงข้อมูลอันน่าทึ่ง ในช่วงปี 2484-2488 ปูนซิเมนต์ไทยมีกำลังการผลิตได้มากกว่าช่วงใดๆ ก่อนหน้านั้น สามารถผลิตได้ทะลุหนึ่งแสนตันต่อปี โดยมีปัญหาช่วงสั้นๆ ในปลายสงคราม อันเนื่องมาจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพพันธมิตร ทิ้งระเบิดถล่มโรงงานบางซื่อ ทำให้การผลิตหยุดชะงัก

การผลิตในปี 2488-2489 จึงลดลงเหลือเพียงประมาณหนึ่งพันตันเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร