bg-single

‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’

07.06.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

เพิ่งเป็นหนึ่งในผู้ชม (เต็มอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี) ที่ได้ไปดูไปฟังคอนเสิร์ต “Laufey : A Matter of Time Tour in Bangkok” เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม

ในพื้นที่คอลัมน์นี้ จะไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องเซ็ตลิสต์ (รายชื่อเพลงที่ใช้แสดงบนเวที) รายละเอียดของโชว์ว่าแบ่งเป็นองก์ๆ คล้ายละครเวทีแนวมิวสิคัลอย่างไร หรือความน่าประทับใจในเชิงเสียง สี แสง บนเวที เพราะน่าจะมีสื่อหรือโซเชียลมีเดียแนว “รีวิวคอนเสิร์ต” ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ความสามารถในด้านการร้องการแต่งเพลง และทักษะในการเล่นเครื่องดนตรีที่รอบด้านของ Laufey (อ่านว่า “เลเวย์”) ตลอดจนผองเพื่อนนักดนตรี-นักเต้นสนับสนุนของเธอ ก็เป็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนเช่นกัน

กระทั่งไม่ต้องมาเสียเวลาเขียนชมกันให้มากความ

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากเขียนถึงจริงๆ ก็คือ ข้อสังเกตบางประการที่แว้บขึ้นในหัวของตนเอง ระหว่างยืนชมคอนเสิร์ตนี้ รวมถึงตอนต่อคิวยาวเหยียดซื้อสินค้าที่ระลึก เป็นเวลารวมเกือบๆ สี่ชั่วโมง

ข้อสังเกตแรก “เลเวย์” เคยมาแสดงสดที่ประเทศไทยครั้งแรกสุด (ไม่ใช่คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ) ในฐานะโชว์หนึ่งของ “Summer Sonic Bangkok 2024” เทศกาลดนตรีอิมพอร์ตจากญี่ปุ่น

เธอปรากฏกายขึ้นพร้อมภาพลักษณ์การเป็นศิลปินวัยรุ่นลูกครึ่งไอซ์แลนด์-จีน ผู้ร้องเล่นบทเพลงที่ฟังดู “โบราณเกินอายุ” ทว่า กลับสามารถนำท่วงทำนองในลีลาเก่าๆ มาผสมผสานเข้ากับคำร้องที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

คราวนั้น “เลเวย์” กำลังเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังเพลงบ้านเรามากขึ้น จากอัลบั้ม “Bewitched” (2023) อันโด่งดัง และอาจผนวกด้วยองค์ประกอบอื่นๆ เช่น คลิปการแสดงสดในโปรแกรม Tiny Desk Concert ของเธอเมื่อปลายปี 2023

กระนั้นก็ดี “เลเวย์” ยังไม่ถูกจัดวางสถานะให้เป็นศิลปินหรือโชว์หลักของเทศกาล แม้จะมีผู้ชมบางส่วนมารอฟังเธอโดยเฉพาะ แต่กลุ่มแฟนเพลงของเธอก็ยังไม่แน่นขนัดมากนัก

ผ่านไปสองปี “เลเวย์” กลายเป็นศิลปินระดับโลกที่มีฐานแฟนเพลงกว้างขวางครอบคลุมขึ้น จากอัลบั้มชุด “Bewitched” เธอต่อยอดความสำเร็จและความสามารถของตัวเองด้วยผลงานชุด “A Matter of Time” (2025)

จนถึงปัจจุบัน “เลเวย์” คือนักร้องนักแต่งเพลงดาวรุ่งผู้ได้รับรางวัล “แกรมมี่ อวอร์ดส์” มาแล้วสองหน

จึงได้เวลาเหมาะสมที่เธอจะเข้ามาจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่บ้านเรา ในสังเวียนที่คู่ควรเช่นอิมแพ็ค อารีน่า

ข้อสังเกตถัดมาที่น่าสนใจ คือ ในบรรดาผู้ชมคอนเสิร์ตเรือนหมื่น กลุ่มคนดูคนฟังที่หนาแน่นเห็นชัดเจนที่สุด ก็ได้แก่ กลุ่มวัยทีน วัยรุ่นตอนต้นๆ (น่าจะประมาณ ม.ต้น ถึงไม่เกิน ม.ปลาย) ทั้งหญิง ชาย และเพศทางเลือก

หลายคนแต่งตัวเก๋ๆ คูลๆ ด้วยสีสันสวยงามตามสไตล์หรือแรงบันดาลใจที่ได้รับจากบทเพลงของ “เลเวย์” และมีการมอบรางวัลให้แก่แฟนเพลงที่แต่งกายยอดเยี่ยมประจำคอนเสิร์ตด้วย

(เพิ่งมาทราบภายหลังว่า ผู้ได้รับรางวัลจากชุด “สโนว์ไวท์ใส่โจงกระเบน” คือหลานสาวของเพื่อนผม ที่ “เตรียมการเรื่องเครื่องแต่งกาย” ของเธอมาอย่างจริงจังพิถีพิถัน)

นอกจากนั้น วัยรุ่นเหล่านี้ก็คือผู้ชมที่มีความรู้สึกร่วมไปกับบทเพลงของ “เลเวย์” เป็นอย่างสูง โดยที่ภายในสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าว ยังมีคนดูอีกช่วงวัยที่กำลังยืน-นั่งฟังเพลงของศิลปินรายนี้ด้วยความชื่นชมไม่แพ้กัน

ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า สังคมโลกยุคปัจจุบันมี “ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย” หนักหนาสาหัสขึ้น เพราะวัฒนธรรมและแนวทางการดำเนินชีวิตของคนเจนเอ็กซ์เจนวายหรือเบบี้บูมเมอร์ กับเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 2000 หรือ 2010 เป็นต้นมา นั้นแทบไม่มีอะไรที่แนบสนิทกัน กระทั่งที่ขยับมาเหลื่อมซ้อนกันนิดหน่อย ก็ยังหาได้ยาก

อย่างไรก็ดี บทเพลงของ “เลเวย์” กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ดึงดูดคนสองกลุ่มสองวัยให้เข้ามาชมการแสดงดนตรีในพื้นที่สาธารณะแห่งเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง

ข้อสังเกตสุดท้ายที่สัมพันธ์กับข้อที่แล้ว คือ ไม่ว่าเราจะนิยามผลงานของ “เลเวย์” ว่าเป็นเพลงแนวใด แจ๊ซ, ป๊อปแจ๊ซ หรือเทรดดิชั่นแนลป๊อป (ตามชื่อสาขารางวัลแกรมมี่ที่เธอได้รับมาแล้วสองครั้ง)

จุดเด่น เอกลักษณ์ หรือความแตกต่างที่ปรากฏผ่านบทเพลงของเธอ ก็คือ การลงมือสร้างสรรค์ “ท่วงทำนองดนตรีอันไพเราะจับใจ” ในยุคสมัยที่เพลงจำนวนมากของเพื่อนศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกัน ดูจะเน้นหนัก ให้ความสำคัญ หรือตั้งจุดเริ่มต้นจากเรื่อง “กรูฟ” หรือ “จังหวะจะโคน” เป็นหลักใหญ่

น่าตั้งคำถามว่า วัยรุ่นวัยมัธยมจำนวนมากที่เป็น “แฟนเพลงของเลเวย์” (ระดับร้องตามได้ตลอด) นั้น ฟัง “เพลงป๊อปสมัยนิยม” ที่เน้นความน่าตื่นเต้นเร้าใจของจังหวะและการแดนซ์ประกอบบทเพลงด้วยหรือไม่?

หากพวกเธอและเขาฟังเพลงทั้งสองประเภทนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยไม่รู้สึกว่ามัน “ขัดฝืนย้อนแย้ง” กัน ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า วัยรุ่นยุคปัจจุบันกำลังหลอมรวมผสมผสานวัฒนธรรม-ประสบการณ์ทางดนตรีที่ผิดแผกจากกันเหล่านี้ให้กลายเป็น “วิถีหรือพลังความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ” ได้อย่างไรบ้าง?

แต่สำหรับคนวัย 40 กว่าๆ เช่นตนเอง ซึ่งพยายามเสาะแสวงหาเพลงของศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาฟัง ผลงานของ “เลเวย์” นั้นทำให้ค้นพบว่า วัฒนธรรมดนตรีของศิลปินรุ่นหลังบางรายยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนแก่คนวัยกลางคนรุ่นเราๆ ได้อยู่

หากจะให้พูดอวยอย่าง “เว่อร์ๆ” บทเพลงของ “เลเวย์” ก็คือการดำรงอยู่ของ “เมโลดี้ที่ไพเราะจับใจ” ในโลกร่วมสมัยที่ผู้คนและอุตสาหกรรมดนตรีเองดูจะให้ความสำคัญกับเรื่อง “ท่วงทำนอง” ลดน้อยลง

ย้อนไปเมื่อปี 2024 “เลเวย์” เคยขึ้นแสดงสดร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นชัดเจนในแนวทางใกล้เคียงกัน คือ “เจค็อบ คอลลิเออร์” และ “โดดี้” ณ “เคนเนดี เซ็นเตอร์” ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภายหลังการแสดงสิ้นสุดลง ผู้ดำเนินรายการรุ่นพ่อได้กล่าวสรุปกับบรรดาผู้ชมคนฟังด้านหน้าเวที (ซึ่งมีไม่น้อยที่เป็นคนเจนเอ็กซ์-วาย-เบบี้บูมเมอร์) ว่า ศิลปินเหล่านี้คือ “อนาคตของพวกเรา” และอนาคตดังกล่าวยัง “โอเค” อยู่

ถ้าให้อธิบายเพิ่มเติมว่า ทำไม “อนาคต” เช่นนั้นจึงน่าจะ “โอเค” ก็คงต้องขออนุญาตอ้างอิงไปถึงบทเพลงชื่อ “A Sunset” จากอัลบั้มชุดล่าสุดของ “พัลป์” ศิลปินกลุ่มที่สร้างชื่อเสียงในยุคบริตป๊อปรุ่งเรืองกลางทศวรรษ 1990

ในบทเพลงดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อปี 2025 มีเนื้อหาท่อนหนึ่งที่ขับร้องเอาไว้อย่างชวนขบคิดว่า “ฉันอยากสอนโลกให้ร้องเพลง แต่ฉันได้กลายเป็นผู้ไร้เสียงไปเสียแล้ว”

แม้ “จาร์วิส ค็อกเกอร์” นักร้องนำและนักแต่งเพลงของ “พัลป์” จะรู้สึกว่าตนเองในวัยเกิน 60 ปี นั้นคือ “ศิลปินผู้ไร้เสียง” ทว่า อย่างน้อยความสำเร็จของ “เลเวย์” ก็กำลังบ่งบอกว่า หากเรายังคาดหวังจะให้มีใครสักคนมาสอนโลกให้รู้จักขับร้องบทเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยท่วงทำนองอันงดงาม

ผู้ที่มีเสียงดังและไพเราะมากพอจะสอนให้โลกร่วมสมัย “ร้องเพลง” ได้ ก็คือศิลปินเช่น “เลเวย์” นี่เอง

ภาพประกอบ : Laufey



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade