| การศึกษา
ในที่สุดก็มีความชัดเจน หลังนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเดินหน้า ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ให้มีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลนี้
หลังระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และผู้แทนพรรคการเมือง เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ในการประชุมผู้บริหาร ศธ.ไฟเขียว ยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับ 660/2564 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยให้เห็นผลว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังมีหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยนายประเสริฐ หรือครูไก่ หัวเรือใหญ่ของเรื่องนี้ ระบุว่า ประเทศไทยรอการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาครั้งใหญ่มาเป็นเวลานาน และ ศธ.เห็นตรงกัน ว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ ต้องสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการเรียนรู้ รวมถึงต้องรองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคต
ที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการจัดเวิร์กช็อป รับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน รวมถึงข้อเสนอแนะที่ได้รับเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง พบว่าความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับ 660/2564 ยังมีหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง
การยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยมีการตั้งคณะทำงาน 2 ชุด คือ คณะที่ปรึกษา และคณะยกร่างฯ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเสนอให้ ครม. และคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยประชุมนี้ ในเดือนธันวาคม 2569 คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จและสามารถประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวได้ปลายปี 2570
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา มีความเห็นเรื่องนี้ว่า การตัดสินใจยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ใหม่ ถือว่ามีระยะเวลาค่อนข้างจำกัด ซึ่งโดยหลักการควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญ จึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อให้สามารถปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง แม้ ศธ.จะจัดตั้งทั้งคณะที่ปรึกษาและคณะยกร่าง พ.ร.บ.ฯ แล้วก็ตาม แต่ทุกฝ่ายคงต้องเร่งทำงานอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม การจะการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ให้ประสบความสำเร็จไม่ควรเริ่มต้นจากศูนย์ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การนำร่างกฎหมายที่มีอยู่แล้วประมาณ 5-6 ฉบับ มาศึกษาเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และจุดร่วมของแต่ละฉบับ แทนการเริ่มต้นร่างใหม่ทั้งหมด เพราะกฎหมายส่วนใหญ่มีหลักการพื้นฐานใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ควรศึกษางานวิจัยและเอกสารที่มีอยู่เดิม คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน
คณะทำงานทุกภาคส่วนควรเร่งดำเนินการให้เสร็จตามกรอบเวลาในการจัดทำกฎหมาย รวมถึงต้องตั้งคำถามสำคัญว่าหลักนิติปรัชญาของกฎหมายฉบับใหม่นี้คืออะไร โดยการยกร่างควรนำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ.2566, พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 มาพิจารณาร่วมด้วย เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ทั้งเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความยืดหยุ่นของการศึกษา ความเสมอภาค และการกระจายอำนาจ
“ปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาไทย มีทั้งเรื่องคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ สวัสดิการเรียนฟรี 15 ปี การผลิตครู และการจัดทำหลักสูตรใหม่ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยการยกร่างกฎหมายครั้งนี้ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้มิติทางการเมืองหรืออิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์”
“ขณะที่บทเฉพาะกาลหลายเรื่องมีความจำเป็น โดยเฉพาะการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่โรงเรียน ให้การบริหารงบประมาณไปเน้นที่ผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ ศธ.ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย จัดสรรทรัพยากร และกำหนดมาตรฐานการศึกษา และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นอีกหัวใจสำคัญ”
“การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ มีโอกาสประสบความสำเร็จ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง สำหรับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับปี 2564 เป็นการแก้ปัญหาการศึกษาไทย เน้นเรื่องพัฒนาการเด็กและครู เป็นการแก้ปัญหาในระดับย่อย แต่ยังไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบ ซึ่งหากเดินหน้าใช้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับปี 2564 ออกมาก็ยังไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีขึ้นได้” นายสมพงษ์กล่าว
นายอัมพร พินะสา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาร (กพฐ.) กล่าวว่า ได้เข้าร่วมเสนอความเห็นในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งภาพรวมมองคล้ายกันว่า ร่างกฎหมายที่เคยผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ต่างยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ดังนั้น จึงไม่ควรยึดร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลัก แต่ควรนำ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับปี2542 มาวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียน หาข้อดี ข้อเสีย และสาเหตุที่ทำให้การศึกษาไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนนำจุดแข็งของร่างที่เคยผ่าน ครม. มาผสมผสานเพื่อจัดทำกฎหมายฉบับใหม่
ซึ่งควรให้กฎหมายฉบับใหม่เป็นกฎหมายของคนไทยทุกคน และเป็นแม่พิมพ์ด้านการศึกษาว่าด้วยสิทธิและแนวทางการศึกษา ส่วนการบริหารจัดการของหน่วยงานต่างๆ ควรแยกเป็นกฎหมายลูก เช่น ถ้าการศึกษาโดยรัฐ ออกเป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาโดยรัฐ ถ้าการศึกษาโดยเอกชน ออกเป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาโดยเอกชน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น
“ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยคือ ‘หลักสูตร’ ที่ยังขาดความชัดเจน ดังนั้น อาจต้องไปดูว่าจำเป็นต้องจัดตั้งองค์กรหรือสถาบันเฉพาะด้านหลักสูตรขึ้นหรือไม่ เพื่อกำหนดทิศทางการเรียนรู้และสร้างสมรรถนะให้คนไทยเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก”
“ส่วนระยะเวลาการยกร่างนั้น มองว่าควรให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าความรวดเร็ว โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน หากเร่งรัดให้กฎหมายคลอดเร็ว แต่เนื้อหาไม่มีคุณภาพ จะสร้างปัญหาใหม่ซ้ำซ้อน” นายอัมพรกล่าว
การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา
ซึ่งทุกภาคส่วนคงต้องช่วยกันระดมความคิดเห็น รวมถึงเข้ามามีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะ
เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ สามารถพัฒนาการจัดการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง
ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สร้างอนาคตที่ดี
และเป็นความหวังให้ประเทศได้อย่างแท้จริง
