ทวีศักดิ์ บุตรตัน : โลกร้อนเพราะมือเรา (113) เคปทาวน์ “เดย์ ซีโร่”

คอลัมน์สิ่งแวดล้อม
“เดย์ ซีโร่” ของเมืองเคปทาวน์ ในประเทศแอฟริกาใต้ เดิมทีทางผู้บริหารเมืองประกาศว่าเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายนที่จะถึงนี้ แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศให้เลื่อนเป็นวันพฤหัสฯ ที่ 12 พฤษภาคม
ความจำกัดความของเดย์ ซีโร่ (Day Zero) ในที่นี้หมายถึงวันที่น้ำในท่อประปาของเมืองเคปทาวน์แห้งผาก
“เดย์ ซีโร่” มาเร็วกว่าที่คาดไว้ 9 วัน เนื่องจากน้ำที่กักเก็บไว้ในเขื่อนเหลืออยู่แค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์
สาเหตุหลักคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศซึ่งมาจากปรากฏการณ์เอล นีโญทำให้ฝนทิ้งช่วง เกิดภัยแล้งเป็นเวลายาวนาน
ตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมา ฝนตกในพื้นที่ของเคปทาวน์น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2465 ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ จึงลดลงด้วย
ปกติแล้วชาวเคปโทเนียนใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 87 ลิตร ในจำนวนนี้ใช้อาบน้ำ 15 ลิตรภายใน 1 นาที กดชักโครกครั้งละ 15 ลิตร และใช้เพื่อกิจกรรมอื่นๆ อาทิ ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ฯลฯ
เมื่อเกิดภัยแล้ง ผู้บริหารเคปทาวน์จึงออกประกาศเตือนให้ใช้ได้แค่คนละ 50 ลิตรต่อวันเท่านั้น
ในประกาศเตือน มีคำอธิบายกำกับไว้ด้วยว่า ปริมาณน้ำ 50 ลิตร ทำอะไรได้บ้าง
1. ล้างจานชามและซักผ้า 18 ลิตร
2. อาบน้ำในห้วงเวลา 90 วินาทีใช้น้ำ 15 ลิตร
3. เอาไว้กดชักโครก 9 ลิตร
4.ใช้เพื่อสุขอนามัย เช่น ล้างมือ ล้างหน้า 3 ลิตร
5. ใช้ปรุงอาหาร 2 ลิตร
6. เอาไว้ดื่มกิน 2 ลิตร
7. เก็บให้สุนัขกิน 1 ลิตร
ปรากฏการณ์ “ภัยแล้ง” รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ศตวรรษทำให้เคปทาวน์ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของแอฟริกาใต้กลายเป็นเมืองชุลมุนอลหม่าน
ผู้คนเกือบ 4 ล้านคนพากันตื่นตระหนก เร่งออกจากบ้านไปยืนเข้าคิวถือถัง ขวดใส่น้ำรอเจ้าหน้าที่เปิดก๊อกใส่น้ำให้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ คนละ 50 ลิตร/วัน แต่ละวันคิวยาว กว่าได้น้ำใช้เวลารอเกือบทั้งวัน
ทางผู้บริหารเมืองยังมีไอเดียบรรเจิดออกแอพพลิเคชั่นให้ดูว่าเพื่อนบ้านใช้น้ำอย่างไรบ้าง ปริมาณการใช้เป็นไปตามบิลที่ออกมาหรือเปล่า เป็นแอพพ์ที่ชาวเมืองวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น
นายกเทศมนตรีแห่งเคปทาวน์กำชับว่า น้ำที่จัดให้ไปนั้น ต้องใช้อย่างประหยัด อย่าเอาไปสระผม เพราะจะสิ้นเปลืองน้ำมาก ถ้าทุกคนสระผม 2 อาทิตย์ต่อครั้ง และน้ำที่ใช้ล้างจานชามหรือซักผ้าเทใส่ลงในถังชักโครก จะช่วยยืดเวลา “เดย์ ซีโร่” ออกไป
แต่เสียงกำชับดูเหมือนไร้ความหมาย เพราะชาวเมืองยังคงใช้น้ำวันละ 86 ล้านลิตร เลยเป้าที่ตั้งเอาไว้จึงทำให้เดย์ ซีโร่ ร่นขึ้นมาเร็วกว่าเดิม
ทางการเคปทาวน์รู้ว่า “คุมไม่อยู่” จึงตั้งท่าออกกติกาใหม่ให้ทุกคนใส่น้ำเหลือแค่คนละ 25 ลิตร/วันและมีจุดรับน้ำ 200 จุด
คนรวยในเคปทาวน์อพยพครอบครัวหนีไปอยู่ที่อื่นที่มีน้ำเพียงพอ แต่คนส่วนใหญ่ไปไหนไม่ได้ ต้องดิ้นรนหาซื้อถังเก็บตุนน้ำให้ได้เยอะที่สุด หรือไม่ก็ขับรถไปหาแหล่งน้ำในเมืองใกล้เคียง
“คริสเตน เวิร์นเนอร์” ชาวเมืองเคปทาวน์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวถึงประสบการณ์ภัยแล้งมีผลลบต่อชีวิตประจำวันอย่างไรบ้างว่า
“ทุกวันนี้ลืมไปเลยว่าความหล่อเป็นยังไง เราเลิกโกนหนวด โกนหน้า ช่วงเวลาความสุขที่ได้อาบน้ำนานๆ จนชุ่มฉ่ำไม่มีอีกแล้ว แถมเพื่อนบ้านต่างจ้องขโมยน้ำกันและกันอีกต่างหาก”
ครอบครัวของคริสเตนลงมติว่าให้กดชักโครกเมื่อเข้าทำกิจธุระสองคนต่อครั้ง ไม่เอาน้ำในถังสะอาดไปใช้แปรงฟัน และเลิกเติมน้ำในสระ หยุดล้างรถ ใช้น้ำล้างจานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
ความแห้งแล้งที่ครอบคลุมเมืองเคปทาวน์มาเป็นเวลา 36 เดือนยังส่งผลอย่างเลวร้ายกับกลุ่มเกษตรกร อย่างเช่น ไร่แอปเปิลที่กำลังผลิดอกออกผล ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง ดอกเหี่ยวเฉาตายคาต้น
ทางเลือกเฉพาะหน้าของเกษตรกรคือหยุดทำไร่ และฆ่าสัตว์เลี้ยงเอาเนื้อไปขาย
ในเวลาเดียวกันเกษตรกรเผชิญกับปัญหาหนี้สินเนื่องจากไม่มีผลผลิต
ศาสตราจารย์เจนนี อดัมส์ แห่งมหาวิทยาลัยแมนดาลา บอกว่าภัยแล้งนอกจากส่งผลกระทบคน พืช สัตว์ แล้วยังส่งผลลบต่อระบบนิเวศน์อย่างรุนแรงอีกด้วยโดยเฉพาะพื้นที่ปากแม่น้ำและป่าโกงกางริมชายฝั่ง
ชาวเมืองพยายามดิ้นสู้เพื่อเอาตัวรอด ทุกคนแสวงหาน้ำจืดในทุกจุด ไม่เว้นแม้กระทั่งในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น ป่าโกงกาง ศาสตราจารย์เจนนีชี้ว่า การดิ้นรนเช่นนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกและนี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เคปทาวน์มีคนมากเกินไปขณะที่แหล่งน้ำมีจำกัด ทางเลือกอื่นๆ ไม่มี ยกเว้นไปดึงน้ำทะเลมากรองให้เป็นน้ำจืด
ก่อนหน้าจะเกิดภัยแล้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเคยออกมาเตือนให้ระวังสภาวะภูมิอากาศแปรปรวน ฝนทิ้งช่วง น้ำจะขาดแคลน แต่เจ้าหน้าที่ละเลยคำเตือนและไม่มีแผนเตรียมการรับมือเพียงพอทำให้ชาวเมืองอลหม่านดังที่ปรากฏ
เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นแล้ว ทางผู้บริหารเคปทาวน์ต้องจัดประชุมฉุกเฉินแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีการถกเถียงถึงทางออกกันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ระหว่างผู้บริหารเมืองกับรัฐมนตรีกระทรวงน้ำและสุขอนามัยของรัฐบาลแอฟริกาใต้
ผู้บริหารเมืองเคปทาวน์ยืนกรานว่า ถึงแม้การกรองน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดจะใช้เงินลงทุนสูง แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤตยังไงก็ต้องลงทุนเพราะเป็นทางออกแรกที่ทำได้ ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวให้มีแหล่งน้ำเพียงพอนั้นเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันคิดระหว่างเมืองเคปทาวน์กับรัฐบาล
ดร.พูมีเลเล กามา แห่งมหาวิทยาลัยแมนเดลา กล่าวสรุปถึงเรื่องนี้ว่า เคปทาวน์ตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง แต่ให้สิทธิผู้คนใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ได้มองอนาคตจะเกิดปัญหาเลวร้ายตามมา ฉะนั้น เมื่อสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง จึงต้องตระหนักว่า การดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนก่อนๆ ไม่ได้แล้ว สังคมต้องปรับเปลี่ยนวิถีใหม่ รวมถึงแนวทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้สังคมอยู่อย่างยั่งยืน
ภัยแล้งใน “เคปทาวน์” เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ว่า “โลกร้อน” เป็นปัญหาวิกฤตที่เราต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
