รื้อหอพักอ่างแก้ว : war of position ว่าด้วยคุณค่ามรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (1)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
รื้อหอพักอ่างแก้ว
: war of position
ว่าด้วยคุณค่ามรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (1)
กระแสการคัดค้านการรื้อหอพักอ่างแก้ว ม.เชียงใหม่ ในช่วงเวลานี้ อาจดูเหมือนเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาอาคารเก่าที่มีคุณค่ามากอีกหลังหนึ่งที่กำลังจะถูกรื้อเพื่อนำที่ดินไปพัฒนา
แต่หากมองให้ไกลไปกว่านั้น การต่อสู้ครั้งนี้อาจนำเราไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก
ทำไมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หลายชิ้นที่มีคุณค่าในระดับที่ควรถูกยกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์ไว้ได้แล้ว กลับถูกรื้อลงไปเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นตึกเรียนโรงเรียนปานะพันธุ์, กลุ่มอาคารศาลฎีกา, โรงภาพยนตร์สกาลา, รัฐสภาหลังเดิม ฯลฯ และล่าสุดคือ หอพักอ่างแก้ว ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ตัดสินใจยืนยันว่าจะรื้อทิ้งท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย
จากแถลงการณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง การรื้อถอนหอพักอ่างแก้ว เราจะพบว่าเริ่มต้นด้วยการแสดงความเข้าใจและเคารพในคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และความทรงจำของมหาวิทยาลัย แต่ข้อความต่อมากลับระบุว่า ตัวอาคารมี “ข้อจำกัดด้านความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร”
และสรุปว่าการรื้อถอนคือทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยจะเก็บรักษาคุณค่าของอาคารไว้ใน “รูปแบบอื่น” ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์และเก็บบันทึกแบบทางสถาปัตยกรรมเอาไว้

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Pinai Sirikiatikul
เหตุผลข้างต้นชวนให้นึกย้อนไปถึงกรณีการรณรงค์ต่อต้านการรื้อกลุ่มอาคารศาลฎีกาเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ฝ่ายคัดค้านแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนว่าอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2482 เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการได้มาซึ่ง “เอกราชทางการศาล” จนอธิบดีกรมศิลปากร ณ ขณะนั้นได้ทำจดหมายสั่งระงับการรื้อถอน
แต่สุดท้ายตัวอาคารก็ถูกรื้อ และหนึ่งในเหตุผลที่ใช้อ้างก็คือปัญหาความมั่นคงแข็งแรงเช่นเดียวกัน
หรือในกรณีการรื้อสกาลา ตอนแรกกระแสข่าวยืนยันว่าทางจุฬาฯ มองเห็นคุณค่าและจะรักษาไว้ แต่สุดท้ายผู้พัฒนาโครงการรายใหม่ก็ตัดสินใจรื้ออาคารเพราะโครงสร้างเดิมไม่สามารถรองรับรูปแบบการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้
และสุดท้ายคุณค่าของสกาลาก็ถูกรักษาไว้ใน “รูปแบบอื่น” เช่นกัน โดยเฉพาะแนวคิดการนำองค์ประกอบบางส่วนของโถงทางเข้าสกาลาไปจำลองสร้างในโครงการใหม่
ปรากฏการณ์นี้แม้เกิดขึ้นต่างบริบทกัน แต่สะท้อนแกนกลางของปัญหาว่าด้วยเพดานความคิดในการมอง “คุณค่า” สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในสังคมไทย ที่ในด้านหนึ่งผู้มีอำนาจดูเสมือนว่าเข้าใจคุณค่าเหล่านี้
แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เข้าใจความหมายของคุณค่าที่ตัวเองพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย
กรณีรื้อหอพักอ่างแก้วไม่ใช่กรณีแรก และแน่นอนไม่มีทางเป็นกรณีสุดท้าย ตราบใดที่สังคมไทยโดยรวมยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” ของงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักวิชาการออกมาพูดถึงคุณค่าของหอพักอ่างแก้ว (รวมถึงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่) ไปมากแล้ว ในบทความนี้เลยอยากชวนทุกคนคิดในอีกมุม ในประเด็นว่าด้วย ทำไม หรืออะไร ที่ทำให้คุณค่าที่หลายคนพยายามนำเสนอ ซึ่งล้วนถูกต้องในหลักการทั้งนั้น แต่กลับแทบไม่สามารถนำไปสู่การรักษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้เลย
คำถามนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเฉพาะของวงการสถาปัตยกรรมและการอนุรักษ์ แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับวิธีที่สังคมหนึ่งเลือกจะจดจำอดีตของตัวเอง
เพราะการอนุรักษ์ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของการรักษาวัตถุเก่า หากแต่เป็นกระบวนการเลือกอยู่เสมอว่า อดีตแบบใดควรได้รับการส่งต่อ
และอดีตแบบใดสามารถปล่อยให้หายไปได้
หากย้อนกลับไปเมื่อราว 70 ปีก่อน สถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสสิคจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยก็เคยตกอยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในปัจจุบัน
อาคารเหล่านั้นจำนวนมากเคยถูกมองว่าเป็นของเก่าที่หมดประโยชน์ เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้ว หรือแม้กระทั่งถูกมองว่าเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นอย่างไม่คำนึงถึงความเป็นไทยเลย
การรื้ออาคารเหล่านั้นเกิดขึ้นมากมายโดยไม่ได้สร้างความรู้สึกสูญเสียให้กับสังคมแต่อย่างใด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยถูกมองว่า “เก่า” หรือ “ล้าสมัย” กลับกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “มรดก” จนการรื้อถอนอาคารประเภทนี้ในปัจจุบันต้องเผชิญกับแรงต้านทางสังคมมหาศาล ส่วนเหตุผลเรื่องการเสื่อมสภาพหรือความมั่นคงแข็งแรง แม้จะจริง แต่ก็จะไม่ถูกนำไปเป็นเหตุผลโดยอัตโนมัติในการรื้อทิ้ง การทุ่มงบประมาณเพื่อทำให้อาคารประเภทนี้อยู่ต่อไปได้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดเป็นอย่างแรก
สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัวอาคารที่อยู่ดีๆ ก็มีคุณค่าเพิ่มขึ้นเอง แต่คือสายตาที่สังคมใช้มองอาคาร อาคารหนึ่งหลังไม่ได้มีสถานะเป็นมรดกโดยธรรมชาติ หากแต่สถานะดังกล่าวเกิดขึ้นจากกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าบางอย่างในอาคารนั้น และยอมรับว่าคุณค่านั้นสำคัญมากพอที่จะส่งต่อไปยังอนาคต
หากมองในแง่นี้ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ก็กำลังตกอยู่ในสภาวะของเก่าแต่ไม่ใช่มรดก
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่จำนวนมากที่สร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่มีอายุราว 50-70 ปี มัน “เก่า” เกินกว่าจะถูกมองว่าเป็นอาคารร่วมสมัย แต่กลับไม่เก่ามากพอในสายตาของสังคมที่จะยอมรับมันว่าเป็น “มรดก”
เป็นสภาวะคลุมเครือที่ไม่สามารถยืนอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ จนในทางปฏิบัติมันกลายเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่า
อย่างไรก็ตาม การรื้อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มิได้มีปัญหาเพียงเรื่องคุณค่าด้านอายุ เพราะถ้ามีปัญหาเพียงเรื่องนี้ วันหนึ่งเมื่ออาคารเหล่านั้นมีอายุครบหนึ่งร้อยปี ก็คงกลายเป็นมรดกโดยอัตโนมัติ
แต่ความจริงอาจไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี สายตาของสังคมไทยก็อาจยังมองไม่เห็นคุณค่าของอาคารยุคนี้
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชวนคิดเช่นนี้ก็คือ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความงามไปอย่างถึงราก
สถาปัตยกรรมในยุคก่อนสมัยใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ตึกโคโลเนียล นีโอคลาสสิค บาโรก โรโคโค หรือสถาปัตยกรรมแบบประวัติศาสตร์นิยม ต่างมีระบบความงามของตนเอง
แต่ในหลายกรณี คุณค่าของมันมักแสดงตัวผ่านองค์ประกอบที่ผู้พบเห็นสามารถเข้าใจมันได้โดยง่าย ทั้งลวดลายอันประณีต การประดับตกแต่งอย่างอลังการ ความละเอียดของฝีมือช่าง วัสดุมีค่า และความวิจิตรของพื้นผิวอาคาร
ขณะที่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะสายที่ยึดถืออุดมการณ์ของ functionalism และความเรียบง่าย ได้เสนอระบบความงามอีกแบบหนึ่ง ลดทอนการประดับ ปฏิเสธการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และเสนอว่าความงามสามารถเกิดขึ้นได้จากโครงสร้าง สัดส่วน พื้นที่ แสง วัสดุ หรือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของอาคารเอง
อาคารยุคนี้จึงไม่ได้เพียงสร้างรูปแบบใหม่ทางสถาปัตยกรรม แต่ยังสร้าง “ระบอบใหม่แห่งสุนทรียศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม” (a new regime of architectural aesthetics) ขึ้นมาด้วย
กล่าวคือ มันทำให้สิ่งที่ระบบสุนทรียศาสตร์เดิมอาจมองว่าเรียบเกินไป แข็งกระด้าง ปราศจากความงาม กลับสามารถถูกทำให้มีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ขึ้นมาได้
ปัญหาคือ เมื่อเวลาผ่านไป ภาษาทางสุนทรียศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ความเรียบ ความตรงไปตรงมา หรือการเผยให้เห็นโครงสร้าง กลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและความงาม กลับไม่ได้เป็น “สามัญสำนึก” ทางความงามของคนรุ่นหลังอีกต่อไป
ปรากฏการณ์แบบนี้มิได้เกิดเฉพาะสังคมไทย หากยังพบได้ในหลายประเทศ แม้กระทั่งประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เองด้วย
ดังที่ Lydia Mattice Brandt เสนอไว้ในบทความ “An Introduction to Making Modern Architecture Matter” ว่า สถาปัตยกรรมสมัยใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะอาคารสาธารณะและสถาบันที่สร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มักเผชิญกับปัญหาที่ผู้คนมองว่าอาคารเหล่านี้น่าเกลียด ไร้ความเป็นมนุษย์ และไม่เห็นว่ามีคุณค่าเพียงพอที่จะต้องอนุรักษ์ไว้
Brandt ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้คนในปัจจุบันไม่สามารถอ่านภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เคยทำให้อาคารเหล่านี้มีความหมายได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ความทันสมัย และอนาคต จึงกลายเป็นเพียงอาคารคอนกรีตเก่าที่แข็งกระด้างในสายตาคนรุ่นหลัง
พูดให้ง่ายขึ้นก็คือ เมื่อเราเห็นอาคารเก่าที่เต็มไปด้วยลวดลายประณีต แม้เราจะไม่สามารถใช้สอยมันได้อย่างสบายอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ยังสามารถเชื่อมโยงลวดลายเหล่านั้นเข้ากับการมีคุณค่าได้ แต่เมื่อเห็นอาคารคอนกรีตเรียบๆ ที่ไม่มีสิ่งประดับประดา แม้หลายคนอาจชื่นชอบมันอยู่บ้าง แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเก็บรักษาหรือรื้อสร้างใหม่ คำถามที่ตามมาก็มักเป็นคำถามง่ายๆ ว่า “มันมีคุณค่าอะไรให้ต้องรักษาไว้?” ศิลปกรรมประดับอาคารงามๆ สักชิ้นก็ไม่มี
ประเด็นนี้คือกำแพงอันสูงใหญ่ชั้นแรกที่กั้นขวางการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เพราะเรามิได้กำลังสู้แค่เพียงเรียกร้องการอนุรักษ์อาคารเก่า แต่เรากำลังต่อสู้กับระบบการมองเห็นคุณค่าด้านความงาม ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอนาคต แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปเรียบร้อยแล้ว
