
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ทรัมปิซึ่ม
: พลังต้านคณาธิปไตยในอเมริกาและโลก
เพื่อต่อต้านทัดทานกระแสทรัมปิซึ่มแบบประชานิยม-ชาตินิยมฝ่ายขวาสังกัดพรรครีพับลิกัน ต่อไปภายหน้าชาวพรรคเดโมแครตจะสามารถเปลี่ยนแนวทางไปจากเสรีนิยมใหม่-โลกาภิวัตน์ที่เคยเดินมาในอดีตหรือไม่?
น้ำหนักของเงินทุนเอกชนในการเมืองอเมริกันซึ่งท่วมท้นล้นเกินทั้งในพรรคเดโมแครตพอๆ กับในพรรครีพับลิกันชวนให้เราต้องชั่งใจใคร่ครวญ
อย่างไรก็ตาม โอกาสของพรรคเดโมแครตที่จะหวนกลับมาสู่แนวทางสังคมประชาธิปไตยแบบนิวดีลก็มีอยู่จริง ค่าที่ส่วนหนึ่งสูตรผสมทรัมปิซึ่ม [ชาตินิยม+เสรีนิยมใหม่สุดโต่ง] ซึ่งกำลังเข้ารวบอำนาจในวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ได้แก้ไขปัญหาท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแห่งยุคสมัยของเราแต่อย่างใด
และอีกส่วนหนึ่งการแอนตี้คณาธิปไตยก็ยังคงเป็นตะกอนนอนก้นอยู่ใน “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” (ในความหมายแบบอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์) แต่ดั้งเดิมของชาวอเมริกันเอง

วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส แห่งรัฐเวอร์มอนต์ กับวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน แห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้ลงชิงตำแหน่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในนามปีกซ้ายพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2020
โดยแกนนำที่น่าจับตาได้แก่วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส แห่งรัฐเวอร์มอนต์ กับวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน แห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ ผู้ร่วมลงชิงตำแหน่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในนามปีกซ้ายของพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2020 (https://www.npr.org/2020/03/07/812903782/why-progressives-chose-bernie-sanders-over-elizabeth-warren) แต่แพ้ให้แก่โจ ไบเดน จากฝ่ายสายกลางของพรรคไป
ครั้งนั้นทั้งคู่เสนอให้ปลุกฟื้นยืดขยายแนวนโยบายนิวดีลสมัยอดีตประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ขึ้นมา ใหม่ (1933-1945) ซึ่งรวมทั้ง
– เก็บเมกะ-ภาษีจากขุมทรัพย์ของเหล่าอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย อาทิ เก็บภาษีความมั่งคั่งที่อัตรา 8%/ปี จากเหล่าเศรษฐีพันล้านดอลล์ อันเป็นระดับที่แม้แต่ยุโรปก็ไม่เคยเก็บได้ถึง
– ลงทุนขนานใหญ่ในมหาวิทยาลัยและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
– ประดิษฐ์สร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่แท้จริงขึ้นมาในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ปรากฏว่า ผู้สมัครทั้งคู่ได้คะแนนนิยมไล่เลี่ยกับไบเดนทีเดียว และชิงคะแนนไปได้เยอะมากในหมู่คนหนุ่มสาว
ความผิดหวังที่หนุ่มสาวอเมริกันประสบจากรัฐบาลโจ ไบเดน-กมลา แฮร์ริส (โดยเฉพาะในกรณีนโยบายสหรัฐต่อสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยอิสราเอลในกาซาของปาเลสไตน์ ดู https://www.middleeasteye.net/news/2024-us-elections-young-first-generation-americans-battle-disillusionment-polls) ทำให้พวกเขาพากันเฉื่อยเนือยและอิหลักอิเหลื่อมากในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบล่าสุดนี้ จนพรรคเดโมแครตต้องจ่ายค่าเสียหายพ่ายแพ้ทางการเมืองแพงหูฉี่แก่ทรัมป์ไป
ฉะนั้น จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจมีผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในแนวทางแบบวุฒิสมาชิก แซนเดอร์ส-วอร์เรน โผล่ขึ้นมาในพรรคเดโมแครตอีก
เหนืออื่นใด โลกนอกอเมริกาอาจกลายเป็นบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ที่ก้าวหน้าในหลายทศวรรษถัดไปได้
แน่ล่ะครับว่าเราไม่ควรคาดหวังอะไรก้าวหน้าใหญ่โตจากระบอบคณาธิปไตยอำนาจนิยมซึ่งจีนกับรัสเซียคลี่คลายกลายมาเป็นอยู่ทุกวันนี้
(ดู The Authoritarian Nexus: How Russia and China Undermine Democracy Worldwide, 2024, https://www.iri.org/resources/the-authoritarian-nexus-how-russia-and-china-undermine-democracy-worldwide/)
แต่กระนั้นภายในกลุ่มประเทศ BRICS เอง (ที่ไทยเพิ่งได้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของกลุ่มเมื่อต้นปีนี้ https://www.mfa.go.th/th/content/thailand-brics-partner-country?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d) ก็ยังมีหลายประเทศประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งรวมกันอยู่ ซึ่งนับสะระตะแล้วมีจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าเหล่าประเทศโลกตะวันตกรวมกันด้วยซ้ำไป อาทิ อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ เป็นต้น
เช่น เมื่อปี 2024 บราซิลเองนี่แหละที่สนับสนุนแนวคิดให้เก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากเศรษฐีพันล้านดอลล์ทั่ว โลกในที่ประชุมกลุ่มประเทศ G 20 ณ เมืองรีโอเดจาเนโร ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ (https://g20.org/summit-and-logos/2024-brazil/)
ข้อน่าเสียใจคือกลุ่มประเทศตะวันตกต่างหากที่ผลักดันให้เลื่อนการตัดสินใจข้อเสนอแนะริเริ่มนี้ออกไปก่อน ในที่ประชุม G 20 อีกทั้งยังคัดค้านโครงการจัดทำอนุสัญญาการคลังของสหประชาชาติด้วยเช่นกัน อันสอดรับกับประวัติการณ์ที่กลุ่มประเทศตะวันตกผูกขาดการร่วมมือทางการคลังระหว่างประเทศไว้ในหมู่ประเทศร่ำรวยผ่านองค์การ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) และหาทางหลีกเลี่ยงการกระจายรายรับภาษีไปในระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญทั้งปวง
จังหวะโอกาสพลิกเปลี่ยนทางการเมืองที่น่าจับตาติดตามคือในอินเดีย หากแม้นไม่กี่ปีข้างหน้า อินเดียพลิกตะแคงไปทางซ้ายและเหล่านักชาตินิยมธุรกิจสังกัดพรรค BJP (พรรคประชาชนอินเดีย) ใต้การนำของนายกฯ โมดี กลายเป็นฝ่ายค้านไปแล้ว (ซึ่งมีทีท่าเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ดู https://www.policycenter.ma/sites/default/files/2024-06/PP_10-24_Jaldi.pdf ) แรงกดดันจากกลุ่มประเทศทางใต้ (หมายถึงเหล่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย) ที่เกื้อหนุนความยุติธรรมทางการคลังและภูมิอากาศก็อาจแรงกล้าจนมิอาจต้านทานได้
ในสภาพที่อเมริกาหันขวาตามทรัมปิซึ่มไปสุดกู่ในช่วงสี่ปีข้างหน้านี้ การต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตย vs. คณาธิปไตยระดับโลกจึงตกหนักอยู่กับบรรดาประเทศยุโรปที่จะละวางความเฉื่อยเนือยและสวมบทบาทรุกรุดหน้าไป อย่าลืมว่าในศตวรรษที่ยี่สิบ ยุโรปได้ผลักดันการปฏิวัติสังคมประชาธิปไตยและประดิษฐ์สร้างรัฐสวัสดิการสังคมขึ้น (https://library.oapen.org/bitstream/handle/20.500.12657/24522/1005590.pdf) ในแง่นี้ พลังก้าวหน้าของยุโรปจึงย่อมจะเสียหายมากที่สุดภายใต้ระบอบทุนนิยมไฮเปอร์ของทรัมป์
อย่างไรก็ตาม มีลู่ทางให้มองโลกในแง่ดีอยู่บ้าง ความที่หลังผ่านโควิด-19 ระบาดใหญ่มาแล้ว มติมหาชนยุโรปก็หันมาคาดหวังจากสหภาพยุโรปสูงขึ้นและพลิกไหวไปน้อยกว่าความเห็นของประดาผู้นำในประเทศของตนเอง
หากแม้นเหล่าผู้นำนานาชาติยุโรปกล้าผงาดขึ้นมารับมือปัญหาท้าทายและลดลัดตัดทอนความระแวงสงสัยและติโทษกันและกันลงไป อุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าแห่งการต่อสู้ของประชาธิปไตย vs. คณาธิปไตยในโลกก็อาจคลี่คลายผ่อนเพลาลงได้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
