ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของดาบตำรวจ อดุลย์ และครอบครัว รวมถึงครอบครัวของเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจแบะทหารพราน ต่อความสูญเสียที่เกิดจากการลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่ม BRN ในวันที่ 25 พฤษภาคม และในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องแล้ว จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต้องถือเป็น “สถานการณ์ใหม่”
ดังนั้น บทความนี้จะนำเสนอถึงข้อสังเกตบางประการโดยจะเน้นในส่วนของฝ่ายก่อความไม่สงบ ดังนี้
1) หากติดตามสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นถึงแนวโน้มที่มีความรุนแรงมากขึ้น และการก่อเหตุเริ่มมีความถี่มากขึ้น แม้จะมีปัญหาแทรกซ้อน เช่น กรณีการลอบสังหาร สส. ในพื้นที่ก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไปเปลี่ยนแปลงทิศทางของสถานการณ์ในภาพรวม
2) เหตุความรุนแรงครั้งนี้ เป็นดัง “การรับน้อง” นายกอนุทิน ต่อการตั้งระบบงานความมั่นคงใหม่ในการแก้ปัญหาภาคใต้ เหตุดังกล่าวจึงท้าทายต่อการขับเคลื่อนระบบงานใหม่ครั้งนี้อย่างมาก
3) ความพยายามในการสังหาร ดต. อดุลย์ สะท้อนให้เห็นถึง การมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ที่ “ออกเวร” หรืออยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ เป็นเป้าการสังหารได้ง่าย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาไม่อยู่ในช่วงเวลาการทำงาน ที่อาจจะหย่อนมาตรการในการป้องกันตนเอง
4) ก่อนจะมีการลอบสังหาร ดต. อดุลย์ มีการลอบยิงตำรวจและทหารพรานที่อยู่ในที่ตั้ง การสังหารครั้งนี้มีลักษณะของการ “ยกระดับ” ในการใช้อาวุธ เพราะเป็นการยิงจากระยะไกล ด้วยปืนติดกล้อง ซึ่งเป็นปฏิบัติการของการใช้ “สไนเปอร์ซุ่มยิง” ปัญหาการซุ่มยิงระยะไกล จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ทุกนาย
5) ในกรณีของ ดต. อดุลย์ ชุดปฏิบัติการของ BRN มี “การปลอมแปลงเพศสภาพ” ด้วยการที่มือสังหารเป็นผู้ชาย แต่แต่งตัวเป็นผู้หญิง เพื่อพรางตัวในการออกปฏิบัติการ คล้ายกับกรณีการบุกยิงนายกฯ อบต. รือเสาะ ที่เป็นชาวพุทธ (ในกรณีของนายก อบต. เชื่อว่า เป็นการสังหารเพื่อกวาดล้างอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ที่เป็นไทยพุทธให้หมดไปจากพื้นที่)
6) สำหรับขบวนก่อความไม่สงบอย่าง BRN การก่อเหตุความรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐไทย โดยไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เพราะความรุนแรงได้ถูกสร้างให้เป็นจุดหมายในตัวเอง โดยมีแนวร่วมและกลุ่ม NGO ทั้งภายในและภายนอกคอยปกป้องการใช้ความรุนแรงของ BRN มาโดยตลอด
7) การใช้ความรุนแรงยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเป็นผู้นิยม “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหาสมาชิกใหม่ ดังปรากฏให้เห็นจากการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในบางสถานที่
8) การใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เป็น “ปฏิบัติการยั่วรัฐ” ที่ต้องการให้รัฐไทยหันไปสู่ “นโยบายแบบนิยมความรุนแรง” โดยมีการปราบปรามเป็นมาตรการหลักในแบบสายเหยี่ยว
9) BRN ยังคงต้องการให้เกิดภาพของการใช้กำลังของฝ่ายรัฐ เพื่อใช้ในการโฆษณาทางการเมือง โดยเฉพาะการอาศัยแนวร่วมและ NGO ที่อยู่ภายในและภายนอกประเทศเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ กลายเป็น “ผู้นิยมลัทธิสุดโต่งทางอ้อม” เพราะพวกเขาได้ทำหน้าที่เป็น “แนวหลัง” ให้แก่การใช้ความรุนแรงของฝ่ายต่อต้านรัฐบนหลักการ “รัฐต้องผิด โจรย่อมไม่ผิด”
10) ฝ่ายก่อความไม่สงบ ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการ “แบ่งแยกดินแดน” ไม่เปลี่ยนแปลง และแม้จะมีข้อเสนอที่ดูสวยหรูในเวทีสาธารณะเช่นไรก็ตาม ความต้องการสร้าง “รัฐเอกราชใหม่” ต่างหากที่เป็นนโยบายหลักของ BRN ดังนั้น ความคาดหวังที่จะเห็นการต่อสู้อย่างสันติของกลุ่ม BRN จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง กลุ่มยังมั่นใจถึงการสนับสนุนของแนวร่วมที่ปรากฏตัวอยู่ในสังคมไทย ทำให้เกิดความมั่นใจในการต่อสู้กับรัฐไทย
ความท้าทายในอนาคต
น่าสนใจว่า ถ้าเราเห็นถึงทิศทางใหม่ของสถานการณ์ในภาคใต้ในลักษณะเช่นนี้ ฝ่ายรัฐจะดำเนินการอย่างไรในการต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้เห็นท่าทีที่ชัดเจนของรัฐบาลอนุทินต่อปัญหาภาคใต้เท่าใดนัก อาจเป็นเพราะรัฐบาลให้ความสนใจหลักกับเรื่องกัมพูชา
ในที่สุด ก็เห็นถึงความพยายามของฝ่ายรัฐในการจัด “ขบวนใหม่” สำหรับการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ หรืออาจเรียกว่าเป็น “อนุทินโมเดล” ได้แก่ 1. คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. คณะพูดคุยสันติสุข และ 3. ประธานที่ปรึกษานายกฯ ด้านภาคใต้ (และเป็นที่ปรึกษาพิเศษในคณะที่ 1)
การจัดขบวนใหม่ในแบบ “อนุทินโมเดล” นั้น จะต้องระมัดระวังไม่ให้องค์กรเหล่านี้ กลายเป็นเพียง “กลไกปกติ” ในระบบรัฐราชการ เพราะสุดท้ายจะไม่เกิดอะไรขึ้นในทางยุทธศาสตร์ และทั้งน่าติดตามว่า ประธานที่ปรึกษาคืออาจารย์วันนอร์ จะนำเสนออะไร และจะมีบทบาทอย่างไรใน “อนุทินโมเดล”
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ในอีกส่วนคือ บทบาทและความเข้าใจของนายกฯ ที่จะต้องตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะงานความมั่นคงไม่ใช่งานที่จะสามารถมอบให้หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าแผนกไปทำกันเองในแบบของบริษัทเอกชน แต่งานความมั่นคงมีผลต่อสถานะของประเทศ และกระทบต่อตัวนายกโดยตรง นายกฯ จึงควร “สนใจ-ใส่ใจ” ในเรื่องของ “อนุทินโมเดล” ให้มากขึ้น เพราะปัญหาภาคใต้ซับซ้อนมากกว่าปัญหากัมพูชาอย่างแน่นอน และวาทกรรมชาตินิยมอาจช่วยไม่ได้ !
