bg-single

มนุษย์ดำเนินชีวิต ไปตามเสียงในหัว

28.05.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

 

มนุษย์ดำเนินชีวิต

ไปตามเสียงในหัว

 

คุณเคยพูดคุยกับตัวเองไหมครับ

อย่าได้รู้สึกเขินเลยครับถ้าคำตอบคือ “เคย” ไม่ว่าจะเป็นการพูดออกเสียง พึมพำเบาๆ หรือคุยเงียบๆ ในใจ เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกล้วนใช้เวลายามตื่นคุยกับตัวเองถึงหนึ่งในสามหรือครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดเลยทีเดียว

นั่นแปลว่า ครึ่งหนึ่งในระหว่างใช้ชีวิตเราไม่ได้อยู่ ‘ที่นี่-เดี๋ยวนี้’

เราหลบไปอยู่ใน ‘ความคิด’ และอาจลอยตามมันไปไกลโพ้น

เวลาที่เสียงในหัวทำงาน มันส่งเสียงถี่รัวยิ่งกว่าเวลาเราขยับปาก ว่ากันว่าปกติคนเราใช้เวลาพูดถ้อยคำ 6,000 คำต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่สมองสามารถอัดจำนวนคำทั้งหมดนี้เข้าไปในหัวเราได้ภายในเวลาแค่ 60 วินาที หากคำนวณจากการตื่น 16 ชั่วโมง แปลว่าเรากำลังได้ฟังพอดแคสต์ความยาวหนึ่งชั่วโมงถึง 320 ep ในหนึ่งวัน! (ถ้าคุณยังไม่ตกใจขอให้อ่านประโยคสุดท้ายอีกครั้ง)

 

แล้วจิตใจเราจะไม่ว้าวุ่นได้ยังไง

เสียงในหัวนั้นมีทั้งด้านดีและด้านร้าย อีธาน ครอสส์ (Ethan Kross) เขียนถึงทั้งสองด้านเอาไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Chatter โดยแจกแจงให้ฟังก่อนว่าเหตุใดมนุษย์จึงมีเสียงพล่ามในหัวตัวเอง

เหตุผลหลักคือเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถวางแผนและจินตนาการถึงอนาคตได้ เราจึงใช้การพูดคุยกับตัวเองในการประเมินทางเลือกต่างๆ คาดเดาผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เรียกเอาอดีตขึ้นมาช่วยประกอบการตัดสินใจ และเตรียมใจรับมืออนาคตที่เกิดขึ้นได้หลายทาง

นอกจากนั้น เรายังใช้เสียงในหัวในการควบคุมตัวเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเด็ก พ่อแม่ควบคุมเราด้วยการออกคำสั่งดังๆ แล้วเด็กน้อยคนนั้นก็จะพูดซ้ำเลียนแบบสิ่งที่ผู้ปกครองบอก พอโตขึ้นหน่อยเสียงที่ส่งออกมาจะกลายเป็นการทวนคำสั่งในใจ แล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นการสั่งตัวเองในใจแทน ทุกวันนี้เรายังอาจบอกกับตัวเองบ่อยๆ ว่า “เอ๋…ไม่ดีนะ อย่าทำ” หรือ “เอ๋…มึงทำได้ ลุยเลย” หรือ “เอ๋…ใจเย็นๆ หายใจลึกๆ ค่อยๆ คิดนะ”

 

นี่คือวิธีที่เราใช้จัดการอารมณ์ตัวเองโดยใช้บทสนทนาที่ไม่มีใครได้ยิน

อีกวิธีที่เราใช้เสียงในหัวคือใช้ในการสร้างเรื่องเล่าให้ตัวเองฟัง โดยมีเราเป็นตัวเอกของเรื่อง เราถักทอความทรงจำในอดีตและหลากเรื่องราวที่เกิดในชีวิตมาเป็นตัวตนของเรา ความเชื่อของเรา เช่น “ในเมื่อตอนเด็กๆ เราเรียนไม่เก่ง แต่พอตั้งใจอ่านหนังสือแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แปลว่าถ้าเราพยายามก็จะทำสำเร็จได้” หรืออาจเล่าในแง่ลบก็ได้ เช่น “สมัยเด็กพ่อดุเราตลอด ไม่เคยพูดกับเราดีๆ เลย พ่อเคยบอกว่าฉันไม่น่าให้แกเกิดมาเลย ชีวิตของเรามันช่างไม่มีค่า ขนาดบุพการียังไม่อยากให้เราเกิดมาเลย” ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ ถ้าเราเล่าซ้ำในใจบ่อยๆ มันจะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่เราเชื่อไปแล้วว่าเป็นความจริง

เสียงในหัวมีฟังก์ชั่นของมัน มีเหตุผลว่าทำไมต้องมีอยู่ แต่ถ้ามันพล่ามไม่หยุด พล่ามในสิ่งที่เลวร้ายและไม่ตรงความจริงก็อาจกลายเป็นพิษ ก่อเกิดวงจรที่ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง หวาดกลัว วิตกกังวล กดดัน ได้ด้วยเช่นกัน

 

นั่นคือ ‘เสียงลิง’ ในหัวเรา

แต่เมื่อกี๊ผมบอกไปว่า เสียงในหัวก็มีประโยชน์ด้วย เราจะมีวิธีใช้มันอย่างไรบ้างเพื่อให้มันสร้างประโยชน์มากกว่าโทษ ในหนังสือ Chatter อีธาน ครอสส์ แนะนำวิธีใช้ไว้หลายอย่าง ผมขอหยิบยกมาเล่าในภาษของตัวเองตามนี้

1. เปลี่ยนคำเพื่อเว้นระยะกับตัวเอง

แทนที่จะบ่นในใจว่า “ฉันวาดรูปไม่สวยเลย” ลองเปลี่ยนเป็น “คุณวาดรูปไม่สวยเลย” การเปลี่ยนคำแบบนี้จะช่วยสร้างระยะห่างทางจิตใจขึ้นมา เราจะมองปัญหานั้นอย่างเป็นกลางขึ้น พอได้ยินประโยคว่า “คุณวาดรูปไม่สวยเลย” อาจมีคำพูดขึ้นมาในใจว่า “คุณก็แค่วาดอีก วาดไปเรื่อยๆ” หรือ “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ คุณมีความสุขกับการวาดหรือเปล่าล่ะ ถ้าสุขก็วาดต่อไป” พอเปลี่ยนสรรพนามแล้วเราจะรู้สึกกดดันน้อยลง เห็นภาพกว้างขึ้น และรู้สึกกับสถานการณ์ต่างไป

2. เปลี่ยนมุมมองเรื่องเวลา

ถามตัวเองว่า “ปีหน้าเราจะทำได้ดีขึ้นไหม” “อีกหกเดือนเราจะยังเครียดกับเรื่องนี้อีกไหม” “ความเจ็บปวดนี้จะคลี่คลายขึ้นไหมในอีกสามเดือน” นี่คือวิธีการคุยกับตัวเองที่ช่วยทำให้ปัญหาดูเล็กลง เห็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนแปลงมัน รวมถึงเห็นบทบาทของเวลาที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์

3. ตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่มุมใหม่

หากมีความเครียดเกิดขึ้นเมื่อต้องออกไปนำเสนองานให้ลองบอกตัวเองว่า “ดี! แปลว่าเรารู้สึกว่ากำลังจะได้ทำภารกิจสำคัญ” หากผิดหวังกับเรื่องความรัก ลองบอกตัวเองว่า “ดี! เรากำลังเติบโตขึ้นจากบาดแผลครั้งนี้” หากรู้สึกว่ากำลังถูกมอบหมายให้ทำงานหนัก ลองบอกตัวเองว่า “ดี! แปลว่าเราฝีมือถึงขั้นที่จะรับผิดชอบงานใหญ่แบบนี้ได้” ทั้งนี้ ต้องไม่หลอกตัวเอง แต่เป็นการชวนตัวเองมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การโกหก แต่เป็นมุมที่เราอาจลืมนึกถึงไป

4. เขียนบันทึกสิ่งที่อยู่ในหัว

การเขียนบันทึกที่ไม่มีใครในโลกนี้ได้อ่านเป็นการปลดปล่อยความคิดวนเวียนในหัวออกมาได้เป็นอย่างดี ลองใช้เวลา 15-20 นาทีในแต่ละวัน ‘ขับถ่าย’ ความคิดทั้งหลายลงบนหน้ากระดาษ เขียนออกมาโดยไม่ต้องสวยงาม ชัดเจน หรืออ่านรู้เรื่อง เพียงปลดปล่อยทุกสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา ทำบ่อยเข้าเสียงในหัวจะว้าวุ่นฟุ้งซ่านน้อยลง เข้าใจตัวเองมากขึ้น และเห็นความคิดตัวเองเป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วย

5. ส่องสะท้อนกับคนที่พร้อมให้มุมมองใหม่

กระบวนการนี้ต้องการคนที่รับฟังเป็น และต้องระวังผู้รับฟังที่ชวนให้เราพร่ำบ่นเรื่องแย่ซ้ำๆ เพราะแทนที่จะช่วยเยียวยาหรือชวนกันหาทางออก กลับกลายเป็นช่วยกันขยี้บาดแผลให้เหวอะหวะบอบช้ำขึ้นไปอีก คุณสมบัติของคนที่เราจะเล่าเสียงในหัวให้ฟังควรเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถมองเห็นปัญหาในมุมกว้างและเสนอทิศทางที่เราคิดไม่ถึงหรือมองไม่เห็น จึงทำให้กิจกรรมนี้เป็นประโยชน์

6. ออกไปให้ธรรมชาติเยียวยา

หลายคนรู้สึกว่าเสียงในหัวสงบลงเมื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติ เช่น เดินสวนสาธารณะ เดินป่า ไปทะเล แม้เพียงช่วงเวลาสั้น 20-30 นาทีก็มีผลช่วยลดความกังวลและความเครียดลงได้ ความเงียบของบรรยากาศช่วยทำให้เสียงเอะอะในหัวจางคลายลง บางทีอาจใช้การจ้องมองการเคลื่อนคล้อยของธรรมชาติ ลมพัดใบไม้ เมฆเปลี่ยนรูป ฟ้าเปลี่ยนสี จ้องมองแบบไร้เป้าหมายช่วยให้ความคิดเงียบเสียงลงได้เช่นกัน หรือบางทีอาจใช้เสียงธรรมชาติลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันนี้ผมก็ทำบ่อย นั่งเฉยๆ (หลับตาก็ได้) แล้วใส่ใจเสียงรอบตัว เสียงลม เสียงนก เสียงน้ำไหล จะเกิดห้วงว่างของความคิดขึ้นมา กับอีกวิธีคือพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เช่น ภูเขา ทะเล หรือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เราจะรู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียว เสียงในหัวและปัญหาก็จะย่อส่วนตามลงไปด้วยเช่นกัน

7. จัดระเบียบสิ่งใกล้ตัว

อีธาน ครอสส์ เล่าถึงวิธีลดความฟุ้งซ่านของยอดนักเทนนิส ราฟาเอล นาดาล ว่าเขาจะทำสิ่งเดิมในแบบเดิมทุกครั้งที่ลงแข่ง เริ่มจากเดินข้ามคอร์ดไปที่ม้านั่งของตัวเอง หันหาอัฒจรรย์แล้วถอดแจ๊กเก็ตออก กระโดดเขย่งไปมาสักครู่ แล้ววางบัตรประจำตัวผู้เข้าแข่งขันบนม้านั่งโดยหงายด้านหน้าขึ้น-เสมอ ทุกครั้งที่ทำแต้มได้ นาดาลจะจัดผมและเสื้อก่อนเสิร์ฟอีกครั้ง เหมือนจัดให้ทุกอย่างกลับเข้าที่เหมือนเดิม

ผมชอบตัวอย่างนี้มาก นี่เป็นสิ่งที่เรานำมาปรับใช้ในชีวิตได้ง่ายๆ ในยามที่รู้สึกว่าเสียงในหัวอื้ออึงหรือกำลังเผชิญความวิตกกังวลหนักหนา ลองจัดระเบียบอะไรสักอย่างใกล้ตัว หรือจะเซ็ตรูทีนบางอย่างขึ้นมาเป็นพิธีกรรมก็ได้ เช่น ในช่วงเข้าถ้ำเขียนหนังสือ ผมจะเริ่มต้นวันด้วยการเปิดเพลงบรรเลงเพลงเดิม นั่งลงในตำแหน่งเดิม จัดสิ่งของบนโต๊ะไว้ในตำแหน่งเดิม แก้วน้ำ ขวดน้ำ หนังสือประกอบการเขียน แว่นตา และเปิดแอร์ในอุณหภูมิเดิม

ทุกสิ่งเข้าที่เข้าทาง ความฟุ้งซ่านจางหาย ได้เวลาเริ่มงานด้วยจิตใจสงบและสมองปลอดโปร่ง

 

ทั้งหมดที่เล่ามาอาจทำให้รู้สึกกับ ‘เสียงในหัว’ แตกต่างไปจากเดิม มันไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป เพียงแค่เราต้องเท่าทัน ไม่ปล่อยให้มันเสียงดังจนสร้างความเดือดร้อนในชีวิต เช่นกันกับต้นตอความทุกข์เรื่องอื่น ทุกอย่างมีอยู่เพราะมันมีฟังก์ชั่นในชีวิตเรา มีเหตุผลที่เราต้องมีมัน แต่พิษร้ายเกิดจากเรามีมันเกินพอดี หรือปล่อยให้มันนำพาชีวิตโดยที่เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงด้วยสติ

เมื่อรู้ว่าเสียงในหัวเป็นสิ่งจำเป็น เราจะไม่รู้สึกแย่กับมัน แถมยังสามารถใช้วิธีการต่างๆ ในการหรี่เสียงลง หรือเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้มันพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์ และสร้างพลังให้เราแทน ถ้าทำได้ แปลว่าเรากำลังจะได้ ‘กำลังเสริม’ แทนเสียงบั่นทอน และรู้วิธีทำให้มันเงียบลงในยามที่ต้องการพักสมองบ้าง

เช่นนี้แล้ว เสียงในหัวจะไม่ใช่ความทุกข์อีกต่อไป

บางที ความทุกข์กับความสุขเป็นแค่คนละด้านของเหรียญเดียวกัน

เราต้องพลิกเหรียญให้ถูกด้าน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน