
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
บทเรียนของการเปลี่ยนผ่านรัฐ
: เทียนวรรณกับฟูกูซาว่า (2)
ทั้งเทียนวรรณและฟูกูซาว่ามีความคิดสมัยใหม่เหมือนกัน คือมองว่าการศึกษาคือกุญแจดอกสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสมัยใหม่
แต่กำเนิดและพัฒนาการของความคิดและการปฏิบัติเรื่องการศึกษาของทั้งสองนักคิดเอเชียต่างกันอย่างมาก และที่ยิ่งต่างกันอย่างใหญ่หลวงก็คือบริบททางสังคมและการเมืองที่รองรับความคิดของสองคน
ในขณะที่ของฟูกูซาว่านั้นสังคมและระบบการเมืองญี่ปุ่นเปิดรับและสนับสนุนบทบาทและความคิดของฟูกูซาว่า
แต่ของเทียนวรรณนั้นสังคมและระบบการเมืองสยามไม่เปิดรับและไม่สนับสนุนบทบาทและการแสดงความคิดของเขาเลย
ตรงกันข้ามเขากลับถูกลงโทษด้วยการจับกุมคุมขังและตีตรวนไปใช้ชีวิตในคุกอยู่นานถึง 17 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นตราราชสีห์น้อย

เทียนวรรณเล่าว่า “เราไทยแท้แม่แลยายฝ่ายผู้ดี, ชาวกรุงศรีอยุทธยาครั้งถาวรณ์” ปู่มีเชื้อสายทวายเป็นทหาร ตามีเชื้อจีนชื่อสุข เทียนวรรณจึงมีเชื้อสายไทยจีนและมอญทวาย และที่เป็นขุนนางและทหารแต่กรุงเก่าจากสมัยพระนารายณ์ เกิดในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2385
เขาเขียนเล่าอย่างละเอียดดังนี้
“เราเกิดเมื่อวัน 4 เดือน 8 ปะฐมาสาต แรม 8 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1204 เวลาเช้านาฬิกาตี 6 แล้วกับ 25 มินิต ตรงกับวันที่ 1 เดือนกรกฎาคม รัตนโกสินทรศก 60 ในรัชกาลที่ 3 บิดาชื่อเรืองสิงห์ มารดาชื่อโอลิต คือ (แตง) ยายชื่อแจ่ม ตาชื่อศุข ปู่ชื่อมีต้นตาลชาติตะนาวสี ย่าชื่อรอด เชื้อรามัญ เราฝันว่าเรามีพี่น้องร่วมครรภ์ 9 คน ชาย 5 หญิง 4 เราฝันว่าเดิมผู้ใหญ่ให้ชื่อเราว่า (เทียร) ตามนามคลองของขุนเทียรผู้เป็นทวด ซึ่งเป็นขุนนางรักษาสวนหลวงในเมืองนนทบุรีครั้งพระนารายณ์”
อันนี้เป็นตัวอย่างของเทียนวรรณที่ตระหนักถึงความถูกต้องของหลักฐานชั้นต้นอย่างยิ่ง ลงละเอียดถึงเวลานาทีของวันเกิดให้อย่างไม่ต้องสงสัย
เทียนวรรณเริ่มการศึกษาในโรงเรียนวัดบวรนิเวศที่เขาบวช ติดตามพระสังฆราช (สา) มาอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ฯ อีก 1 พรรษา
บางข้อมูลบอกว่าที่นี่เองที่เทียนวรรณเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ทราบว่าเรียนกับใคร
แต่ในบทความที่ปรากฏในตุลวิภาคพจนกิจ เขากลับกล่าวว่าตัวเองไม่รู้ภาษาต่างประเทศอะไร หากพิจารณาจากข้อเขียนมากมาย จะพบคำศัพท์ภาษาอังกฤษทางการเมืองและสังคม ที่เขาใช้ทับศัพท์ภาษาไทย เช่น ลิบอร์ตอ, ปาลิเมน, ฟรี, ปรีไสเดนต์ ฯลฯ
เป็นไปได้ว่าเขาอ่านคำภาษาอังกฤษที่ทับศัพท์เป็นภาษาไทย
แต่ด้วยความอุตสาหะและความฉลาด ทำให้เขามีความเข้าใจในศัพท์ต่างประเทศเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
เห็นได้จากการที่เขาสามารถซึมซับรับเอาความหมายใหม่ๆ ของศัพท์การเมืองอังกฤษดังกล่าวมาใช้ในข้อเขียนของเขาได้อย่างดี
อีกประการที่แสดงว่าเทียนวรรณอยู่ในแวดวงของผู้มีการศึกษาสมัยใหม่ก็คือ การที่เขามีน้องชายคนหนึ่งชื่อ หลวงประสิทธิ์อักษรสาร (เทศ) ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
เทียนวรรณเปรียบเทียบน้องชายกับตนว่า น้องชายมีความรู้วิชาดีกว่า แต่ความฉลาดสู้ตัวเขาไม่ได้

เมื่อพูดถึงประเทศที่มีความเจริญในสมัยนั้น เทียนวรรณยกให้ ระบบอเมริกา ญี่ปุ่น ดีสุด อเมริกามีมหาประธานาธิบดี ญี่ปุ่นมีกษัตริย์ แต่เปลี่ยนธรรมเนียมรวดเร็ว จะใหญ่โตในอนาคต
เขาเรียกญี่ปุ่นว่าเป็น “รัตนประเทศ” เพราะ “บุรุษรัตนะ” คือคนที่จะดีทั้งความรู้วิทยาและอัธยาศัย แลมีความรู้ความสามารถไปแต่เด็กจนโต ซึ่งหายากที่สุดยิ่งกว่าหาแก้วที่มีค่าอันสูง “บุรุษรัตนะ” นั้น เป็นอันยากยิ่งที่จะเกิดจะมีขึ้นได้
“ถ้ามีขึ้นเกิดขึ้นในแผ่นดินของประเทศใด ก็นับว่าเป็นโดยอำนาจพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในประเทศนั้น พระองค์นั้น หรือแปลว่า เป็นบุญญะของสมณะชีพราหมณ์อาณาประชาชนในประเทศนั้นๆ ด้วย”
เทียนวรรณรับรู้ความหมายของความรู้ต่างจากของฟูกูซาว่า ที่ไม่ได้มุ่งสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทางโลก หากแต่เป็นการบรรลุทางใจ
นั่นคือเป็นความรู้ที่ยังวางอยู่บนความเชื่อทางศาสนา (พุทธ) ไม่ใช่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างโลกหรือบรรลุอารยธรรม แต่เป็นเครื่องมือในการ “กู้สัตว์พ้นวัฏสงสาร” “เป็นความรู้ที่กู้อารมณ์” และมีความคมขนาด “ตัดขาดชาติภพ” ของคนได้เลยคือนิพพาน
เทียนวรรณมองว่า “สรรพวิทยา” ต่างๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ยอมรับว่าความรู้มีมากมายนับแต่โบราณถึงปัจจุบันสมัย ที่แปลกกว่าที่อื่นคือความรู้ที่มาจากวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตก ประเทศเดียวนอกตะวันตกที่มีก็คือญี่ปุ่น
“พิเคราะห์ดูถึงคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาวตะวันออก ผิวเหลืองเป็นพื้นมากกว่าดำ ได้คิดจัดการปกครองและบำรุงบ้านเมืองขึ้นในเร็วๆ นี้ ไม่สู้มีเวลามากนัก คิดดูตั้งแต่ตัดผมอยู่ได้สัก 60 ปีเท่านั้น”
หมายถึงว่าหลังจากคนญี่ปุ่นเลิกตัดผมทรงซามูไรได้ 60 ปีก็รับความรู้วิทยาศาสตร์มาสร้างประเทศได้แล้ว
จากนั้นชั้นแรกญี่ปุ่นก็ทำศึกกับจีนด้วยเรื่องอำนาจการปกครองประเทศเกาหลี (คอเรีย) ชั้นที่สองได้ทำศึกแต่พวกบอกซ์เฟอร์ เขาอธิบายว่าคือ “อั้งยี่ในจีน” ชั้นที่สาม “ได้ทำศึกกับรัสเซียซึ่งเป็นชาติใหญ่ประเทศใหญ่ จึงได้มีผู้รู้สึกว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้ที่สามารถเหลือเกิน แทบจะเปรียบได้ว่าหนูเข้าสู้กับเสือ ในการสงครามญี่ปุ่นกับรัสเซีย เดิมคนฉลาดๆ ทั้งหลายทั่วโลกไม่มีใครจะเชื่อว่าญี่ปุ่นได้ตีพอร์ตอาเธอร์ได้ บัดนี้เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นเป็นผู้สามารถจริง”
“เมื่อจะตรวจถึงการละเอียด คือกฎหมายและธรรมเนียม ความบำรุงรักษาของรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว ต้องนับว่าญี่ปุ่นเสมอด้วยชาวยุโรปทุกสิ่งทุกประการ ยังไม่เสมอก็แค่ผิวและเวลาเท่านั้น เพราะญี่ปุ่นเพิ่งจะตั้งตัวในเร็วๆ นี้เท่านั้น ไม่นานนักเหมือนชาวยุโรปที่มีเวลาจัดการบ้านเมืองนานนับได้พันปีกว่ามาแล้ว”
“เราเห็นว่าถ้าญี่ปุ่นมีเวลายาวเท่ากับชาวยุโรป ก็จะคะเนไม่ถูกว่าญี่ปุ่นจะจัดการในตะวันออกได้อย่างไรเพียงไร เราตุลวิภาคพจนกิจขอทำนายไว้ว่า ถ้าญี่ปุ่นชนะรัสเซียแล้ว ได้ทุนทรัพย์คืน และทั้งได้ค่าทำขวัญด้วย และได้พอร์ตอาเธอร์เป็นที่มั่น ตัดไม่ให้รัสเซียออกทะเลได้ แล้วได้เขตแดนในไซบีเรียคือแมนจูเรียด้วย และได้พลเมืองชาติจีนหนวดแดงในแมนจูเรียเพิ่มเติมเป็นทหารมาเข้าอีก ญี่ปุ่นคงจะชักประเทศในทิศบูรพาให้ติดกันเป็นแผ่นเดียว เหมือนชาวยุโรป 12 ชาติข้างทิศตะวันตก การดูถูกของชาวยุโรปจะลดลงบ้าง”
นั่นคือการวิเคราะห์อันลึกซึ้งของเทียนวรรณต่อบทบาทและฐานะของญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 20 คือราวปี พ.ศ.2443 (1900) ซึ่งญี่ปุ่นจะรบชนะรัสเซียในปี 2448(1905) คำทำนายของเขาจะเป็นจริงต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อญี่ปุ่นเปิดมหาสงครามเอเชียบูรพาขึ้นและทำการผนวกประเทศตะวันออก (อุษาคเนย์) เข้าเป็นแผ่นเดียวกัน ทั้งหมดนั้นเขาเขียนก่อนที่ผู้นำทหารญี่ปุ่นจะคิดได้เสียอีก
ข้อเสนอของเทียนวรรณในด้านนโยบายภายในประเทศสยามก็ไม่ยิ่งหย่อนไปเหมือนกัน เขาเสนอว่าไม่ต้องทำอย่างอื่นหรอก แค่ปลูกข้าว ผลไม้อะไรต่างๆ ไว้ให้มาก คิดว่าต่อไปสามประเทศรวมกันจะเป็นมหาอำนาจในเอเชีย คือจีน ญี่ปุ่นและสยาม จีนมีกำลังคน เอาคนเข้ามาจะทำอะไรก็ตาม ญี่ปุ่นคิดเทคโนโลยี สยามปลูกพืชผักธัญญาหารเลี้ยงพันธมิตรทั้งสามนี้ รับรองว่าจะครองโลกตะวันออกได้ ถ้าเขาได้เป็นรัฐมนตรีตอนนั้น สยามอาจเป็นหนึ่งในมหาอำนาจตะวันออก
“เราเชื่อว่าไม่ว่าประเทศใด ถ้ามีความสามัคคีพร้อมเพรียง มีความกล้าหาญ แล้วก็ละทิ้งสิ่งที่ผิดๆ เสียได้ แล้วมีความเพียรไม่ทอดธุระ ก็อาจถึงความเจริญได้เป็นแน่แท้ เราได้พิเคราะห์ดูชาติของเราเอง เห็นว่าไม่ใช่ชาติอันต่ำช้า เลวทราม เป็นชาติอันสำคัญชาติหนึ่งในโลกเหมือนกัน ถ้าบำรุงกันให้ถูกที่แล้ว เกือบจะกล่าวได้ว่า เป็นชาติหนึ่งในโลกในการรักษาตัว แต่เรามาเสียใจมากที่สุดที่เวลาได้หมดไปเปล่าๆ คนสมองดื้อด้านไม่กลัวภัยในปัจจุบันเช่นเรา มิได้เข้าในส่วนดำริแต่สักอย่างเดียว
“มาบัดนี้ เพียงเรามีโอกาสออกหนังสือแม็กกาซีนตุลวิภาคพจนกิจได้เท่านี้ ก็ยังมีความยินดีอยู่มากว่า คนเกิดมาภายหน้าได้อ่าน ได้ฟัง อาจรู้สึกได้ว่า ตุลวิภาคพจนกิจเป็นเครื่องบำรุงให้ความดำริเกิดขึ้นได้บ้างอยู่ส่วนหนึ่งต่างหากในราชการและการศาสนาเป็นสามัญ”
“เราเห็นว่าประเทศสยามของเราไม่มีคนกล้าและคนดื้อถือในความที่ตนเห็นว่าถูก ชอบและดี ที่ตนเห็นเอง มีแต่คนกล้า ไม่กลัวผิด ไม่กลัวอายมากกว่าคนอย่างอื่นๆ”
“ทั้งเราได้เห็นได้รู้มามากแล้วว่า ไทยเราจะคิดจะทำอะไรขึ้น แม้ว่าเป็นคนดีจริงแล้ว ก็มักจะไม่ค่อยจะยืดยาว ชูแล้วก็จืดหายเงียบไป ดูเหมือนฝนตกไล่ช้าง”
“เช่น ห้ามไม่ให้เด็กเล่นอะไรกีดขวางทางถนน หรือห้ามไม่ให้ผู้หญิงเปลือยกาย ไม่ห่มผ้าหรือเด็กๆ ก็ไม่ให้เปลือยกาย แล้วชั้นแรกก็เอะอะขึ้น ดูแข็งแรง ไปๆ ก็หายเงียบไป ไม่มีใครว่าใคร กว่าจะไปเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกกริ้วกราดเข้า ก็ตึงตังอีกพักหนึ่ง”
ไม่น่าเชื่อว่าความคิดแหวกแนวเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เทียนวรรณเคยเสนอมาก่อนเกือบศตวรรษยังคงความแหลมคมและร่วมสมัยกับความเป็นไปในโลกโลกาภิวัตน์ได้
จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักหนังสือพิมพ์ก้าวหน้ารุ่นหลังถึงยกย่องเขาว่าเป็น
“บุรุษรัตนะแห่งสามัญชน”
อ้างอิง
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ “เทียนวรรณนักหนังสือพิมพ์เสรีชนยุคแรก” ใน ความเป็นมาของความคิดทางการเมืองในสยามไทยกรุงเทพฯ สมมติ, 2563.
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
